๕ สิงหาคม ๒๕๖๒
หลังจากเหตุการณ์ “ระเบิดลง” ที่โรงอาหารวันนั้น บรรยากาศระหว่างผมกับจิณณ์ก็ตึงเครียดอย่างกับสายกีตาร์ที่ตั้งสายเพี้ยนครับ ผมพยายามหลบหน้าเขาชนิดที่ว่าถ้าเดินไปเจอจิณณ์ที่ทางเดิน ผมพร้อมจะกระโดดเข้าถังขยะหรือแฝงตัวไปกับกำแพงทันที
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๔: เมื่อความเงียบถูกทำลายด้วย “โพสต์อิท”
“มึงจะหลบเขาไปถึงชาติหน้าเลยไหมไอ้พีท?” ก้อยถามพลางดูดชานมไข่มุกดัง จ๊วบ “น้องมันหน้าจ๋อยจนจะกลายเป็นปลาทองขาดน้ำอยู่แล้วนะนั่น”
“กูไม่ได้หลบ… กูแค่… ใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง” ผมตอบอ้อมแอ้ม ขณะที่กำลังก้มหน้ากวมุดเข้าไปใต้โต๊ะเพื่อเก็บปากกาที่แกล้งทำตก เพราะเห็นเงาสูงๆ ของใครบางคนเดินผ่านห้องเรียนไป
แต่ดูเหมือนจิณณ์จะไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ ครับ เขาเริ่มปฏิบัติการ “รุกเงียบ” ในแบบที่ผมคาดไม่ถึง
🏀 เช้าวันจันทร์: มีนมกล่องรสจืด (ที่ผมแอบบ่นว่าอยากสูงขึ้นอีกนิด) วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมโพสต์อิทสีเหลืองเขียนว่า “ดื่มเยอะๆ นะครับ จะได้โตทันผม – จิณณ์” 🏀 เที่ยงวันอังคาร: ในกระเป๋าเป้ของผมมีขนมปังกระเทียมเจ้าโปรดแอบซุกอยู่ พร้อมโน้ตว่า “แอบเห็นพี่มองร้านนี้วันก่อน กินเยอะๆ นะ พี่ผอมไปแล้ว – จ.14” 🏀 เย็นวันพุธ: ผมเจอสติกเกอร์รูปบาสเกตบอลแปะอยู่บนสมุดจดเลข พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “พี่พีท… หายโกรธยัง?”
“โอ๊ยยยย กูจะบ้าตาย น้องมันรุกแรงขนาดนี้ มึงยังใจแข็งเป็นหินศิลาแลงอยู่อีกเหรอวะ” ไอ้ตั้มบ่นขณะช่วยผมลอกสติกเกอร์ออก (แต่จริงๆ ผมแอบเก็บสติกเกอร์นั้นไว้ในปกสมุดอย่างดี)
[ความลับในห้องชมรม]
เย็นวันนั้น ผมแอบมานั่งตรวจอาร์ตเวิร์กวารสารโรงเรียนอยู่ในห้องชมรมคนเดียว แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมห้องทั้งห้องให้เป็นสีทอง บรรยากาศมันเงียบสงบจนผมเผลอคลายความระวังตัวลง
ครืด… เสียงเลื่อนประตูเบาๆ ทำเอาผมสะดุ้ง ผมรีบหันไปกะจะทำหน้าดุใส่ไอ้ตั้มที่ชอบมาแกล้ง แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับเป็นจิณณ์ ในมือเขาถุงใส่ลูกชิ้นทอดเจ้าประจำของพวกเรา
“ขอเข้าหน่อยได้ไหมครับ… ท่านประธานชมรม” จิณณ์ยิ้มแหยๆ ไม่ได้พุ่งเข้าหาเหมือนวันก่อน แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูราวกับรอคำอนุญาต
ผมถอนหายใจยาว ความโกรธ (ที่จริงๆ คือความกลัว) มันละลายหายไปหมดเมื่อเห็นหน้าซื่อๆ ของเขา “เข้ามาดิ… แล้วอย่าไปบอกใครนะว่าพี่อยู่ที่นี่”
จิณณ์เดินเข้ามานั่งลงบนโต๊ะข้างๆ ผม เขาไม่ได้พูดเรื่องที่โรงอาหาร ไม่ได้พูดเรื่องความรู้สึก แต่กลับชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศและเรื่องซ้อมบาสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่พีทดูนี่ดิ ผมชูตท่านี้ได้แล้วนะ” เขาเปิดคลิปในมือถือให้ดู ผมเผลอขยับเข้าไปใกล้เพื่อดูหน้าจอ กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ จากตัวเขาทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
เรานั่งกินลูกชิ้นทอดด้วยกัน คุยกันเรื่องความฝันที่อยากไปเที่ยวทะเลหลังเรียนจบ จิณณ์ไม่ได้รุกคืบ แต่เขาใช้วิธี “อยู่ข้างๆ” อย่างใจเย็น จนผมเผลอหัวเราะออกมาจริงๆ ในรอบหลายสัปดาห์
“พี่พีท… ยิ้มแล้ว” จิณณ์พูดขึ้นเบาๆ สายตาที่เขามองผมมันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนใจผมสั่น “ผมชอบเวลาพี่ยิ้มนะ อย่าทำหน้าเศร้าเพราะผมอีกเลยนะพี่ ผมสัญญาว่าจะใจเย็นกว่านี้”
[มุมอบอุ่นเล็กๆ ก่อนพายุจะมา]
คืนนั้นผมกลับบ้านมาด้วยใจที่ฟูขึ้นนิดหน่อย แม้แม่จะยังตั้งหน้าตั้งตาคุมเข้มเรื่องการเรียน และพ่อจะส่งข้อความมากดดันเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ในซอกหลืบของหัวใจ ผมมีความสุขที่ได้รู้ว่า… อย่างน้อยจิณณ์ก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้หายไปไหนแม้วันที่ผมทำตัวงี่เง่าใส่เขา
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๕: ความสุขชั่วคราวในขวดแก้ว
วันนี้จิณณ์ง้อผมด้วยลูกชิ้นทอด… ตลกดีนะ ความพยายามในการเปลี่ยนตัวเองแทบตายเพื่อให้เขาชอบ แต่สุดท้ายเขากลับชอบผมในวันที่ผมใส่เสื้อยืดตัวย้วย นั่งกินลูกชิ้นเปื้อนซอสอยู่บนโต๊ะเรียนเก่าๆ
ถึงแม้พรุ่งนี้ผมจะต้องกลับไปสวมหน้ากาก ‘ลูกชายตัวอย่าง’ ต่อหน้าแม่ แต่ขอบคุณนะจิณณ์… ที่ช่วยเติมพลังให้พี่ได้ไปสู้ต่ออีกวัน
ปล. ขนมปังกระเทียมวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ สงสัยเพราะคนซื้อใส่ ‘ใจ’ มาด้วยมั้ง (ฮิ้วววว เขียนเองเขินเอง!) 🧡


