๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒
แก้มข้างซ้ายของผมยังคงรู้สึกระบมจางๆ แต่มันไม่เจ็บเท่าความรู้สึก ‘ข้างใน’ ที่ดูเหมือนจะแหลกเป็นผงไปแล้ว ผมมองตัวเองในกระจกเช้านี้ พยายามแต่งหน้ากลบรอยช้ำบางๆ และจัดทรงผมให้ดูดีที่สุด หน้ากากของความเข้มแข็งถูกสวมทับลงไปอย่างแนบเนียน
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๐: การแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทอง
“พีท… กินข้าว” เสียงแม่เรียกจากข้างล่างดูเย็นชากว่าปกติ ท่านไม่ได้ขอโทษเรื่องเมื่อคืน และผมก็ไม่ได้พูดอะไร เราต่างทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันคือสงครามเย็นที่กรีดใจผมจนเหวอะหวะ
ผมเดินออกจากบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่พอเห็นหน้าไอ้ตั้มกับก้อยที่ยืนรออยู่หน้าปากซอย ผมก็ต้องปั้นหน้ายิ้ม
“เฮ้ย เป็นไงมึง? หน้าซีดๆ นะ” ตั้มเดินเข้ามาตบไหล่ สายตามันเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “กูโอเค… แค่นอนน้อยน่ะแม่บ่นเรื่องเกรดเฉยๆ” ผมโกหกคำโตเพื่อนสนิทที่สุด
ก้อยมองหน้าผมเงียบๆ เธอไม่ได้ซักไซ้ แต่มือที่เอื้อมมาบีบมือผมแน่นๆ มันบอกว่าเธอรู้… เธอรู้ว่าผมกำลังแบกอะไรไว้ “ถ้าไม่ไหว บอกพวกกูนะพีท โรงเรียนอาจจะเป็นที่ที่น่าเบื่อสำหรับคนอื่น แต่สำหรับมึงตอนนี้… มันคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว”
[รอยยิ้มที่แลกมาด้วยความขมขื่น]
ที่โรงเรียน ผมพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด หัวเราะกับมุกฝืดๆ ของตั้ม ตั้งใจเรียนคาบวิชาคณิตศาสตร์จนครูชม แต่ทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นสนามบาส ความกลัวก็วูบขึ้นมาในใจเสมอ ถ้าแม่รู้ว่าผมยังมาเจอจิณณ์… ผมจะถูกส่งไปโรงเรียนประจำจริงๆ ใช่ไหม?
“พี่พีททท!”
เสียงใสๆ ดังมาพร้อมกับแรงกอดคอจากด้านหลัง จิณณ์วิ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับไอศกรีมสองแท่งในมือ “โหยพี่ วันนี้ไปหาที่ห้องศิลป์ไม่เจอ ไปไหนมาครับ?”
ผมสะดุ้งตัวโยน รีบหันไปมองรอบๆ อย่างระแวงว่าจะมีสายตาของแม่หรือใครที่แม่ส่งมาคอยดูอยู่หรือเปล่า “อ๋อ… พี่ไปส่งงานที่ห้องปกครองมาน่ะ”
“อ่ะ ให้… เห็นช่วงนี้พี่เรียนหนัก หน้าตาดูเครียดๆ” จิณณ์ยื่นไอศกรีมรสส้มให้ผม รอยยิ้มของเขาดูสว่างไสวเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นมัน
“ขอบคุณนะจิณณ์” ผมรับมาถือไว้ แต่มือมันสั่นจนเกือบทำหล่น
“พี่พีท… เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? มือเย็นเฉียบเลย” จิณณ์ขมวดคิ้ว เขาเลื่อนมือมาจะแตะหน้าผากผมเพื่อวัดไข้ แต่ผมกลับผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
สายตาของจิณณ์วูบไหวไปชั่วครู่ มันมีความเจ็บปวดจางๆ ที่โดนปฏิเสธสัมผัส “พี่… โกรธอะไรผมหรือเปล่า? เรื่องในห้องสมุดวันก่อน…”
“เปล่า! ไม่ได้โกรธ” ผมรีบตัดบท พยายามฉีกยิ้มที่ประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้ “พี่แค่… ตกใจน่ะ ช่วงนี้สอบเยอะเลยเบลอๆ จิณณ์ไปซ้อมเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปห้องสมุดต่อแล้ว”
“พี่พีทครับ” จิณณ์เรียกชื่อผมเสียงนิ่ง เขาเดินเข้ามาใกล้จนผมถอยไปติดผนังตึก “ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ บอกผมได้นะ… อย่าเก็บไว้คนเดียว ผมไม่อยากเห็นพี่ทำท่าเหมือนจะสลายหายไปแบบนี้”
ผมมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น… ดวงตาที่แสนดีและห่วงใย ผมอยากจะซบหน้าลงบนไหล่กว้างนั่นแล้วบอกว่า ‘จิณณ์ ช่วยพี่ด้วย พี่เหนื่อยเหลือเกิน’ แต่นั่นมันเห็นแก่ตัวเกินไป
ถ้าผมรักเขา… ผมต้องไม่ดึงเขาลงมาแปดเปื้อนกับปัญหาครอบครัวของผม
“ไม่มีอะไรจริงๆ จิณณ์ ไปซ้อมเถอะ… พี่จะรอดูจิณณ์แข่งรอบชิงนะ”
ผมส่งยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะรีบเดินหนีออกมา ความรู้สึกผิดกัดกินใจผมไปทุกย่างก้าว ผมโกหกแม่ ผมโกหกจิณณ์ และผมกำลังโกหกตัวเองว่าผมยังไหว
[ในเงามืดของห้องเก็บของ]
เย็นวันนั้น ผมแอบเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ศิลปะที่เงียบสงัด ผมหยิบไดอารี่ออกมา เขียนด้วยมือที่สั่นเทา
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๑: รักที่ต้องซ่อนไว้หลังหน้ากาก
วันนี้ผมผลักจิณณ์ออกไป… ผมเห็นความผิดหวังในตาเขา แล้วใจผมก็แทบจะขาดรอนๆ การเปลี่ยนตัวเองให้ดูดีขึ้น มันทำให้ผมกล้าเดินเข้าใกล้เขา แต่ “ความเป็นจริง” ของครอบครัวกลับฉุดผมให้ถอยห่างออกมาไกลกว่าเดิม
แม่ครับ… พีทขอโทษที่รักจิณณ์ จิณณ์ครับ… พี่ขอโทษที่ต้องทำเป็นไม่รัก
ผมยอมเป็น ‘รุ่นพี่ที่แสนธรรมดา’ ต่อไปก็ได้ ขอเพียงแค่ได้เห็นจิณณ์วิ่งอยู่ในสนามนี้ต่อไป ขอเพียงแค่เขาไม่ต้องมารับรู้ว่าผมกำลังถูกตัดปีกเพียงเพราะอยากจะโบยบินไปใกล้ๆ เขา
ปล. ไอศกรีมรสส้มวันนี้ขมที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยครับ 🧡


