๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒
สัปดาห์นี้เหมือนพายุเข้ากลางใจเลยครับ ผมต้องรับมือกับทั้ง “ตารางสอบพรีเทสต์” ของพ่อ และ “วันคัดตัวนักกีฬา” ของจิณณ์ ซึ่งมันดันมาตรงกันอย่างกับมีใครเขียนบทแกล้งกันไว้
✍️ บันทึกหน้าที่ ๗: เมื่อคำว่า ‘เด็กดี’ กลายเป็นโซ่ตรวน
เช้าวันเสาร์ที่ควรจะได้พักผ่อน ผมกลับต้องสวมชุดนักเรียนที่รีดเรียบกริบ นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารฝั่งตรงข้ามกับพ่อที่เพิ่งกลับจากต่างจังหวัด กลิ่นกาแฟดำหอมกรุ่นของพ่อวันนี้มันดูขมปร่าอย่างบอกไม่ถูก
“วันนี้สอบพรีเทสต์ชิงทุนของสถาบันฯ พ่อคาดหวังว่าแกจะทำคะแนนให้อยู่ในกลุ่ม Top 5 นะพีท” พ่อพูดโดยไม่เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ “แม่เขาบอกว่าช่วงนี้แกดูขยันขึ้น หวังว่าคงไม่ได้ขยันผิดเรื่องนะ”
ผมกำชับมือตัวเองใต้โต๊ะแน่น “ครับพ่อ… ผมจะพยายาม”
ใจของผมลอยไปอยู่ที่โรงยิมของโรงเรียนแล้วครับ ป่านนี้จิณณ์คงกำลังวอร์มอัพอยู่ท่ามกลางความกดดันที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน พ่อของเขาก็คงนั่งกดดันอยู่ขอบสนามเหมือนกับที่พ่อของผมกำลังกดดันผมผ่านสายตาเงียบเชียบนี้
[มิตรภาพสายซัพพอร์ต]
ผมเดินเข้าห้องสอบด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่ในกระเป๋ามีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ก้อยกับตั้มแอบยัดใส่มือมาก่อนเข้าห้อง
‘สู้ๆ นะมึง รีบทำรีบเสร็จ กูกับไอ้ตั้มจะไปสแตนด์บายที่สนามบาสรอรายงานสถานการณ์ให้นะ – จาก ก้อย (สายสืบหมายเลข 1)’
ข้อความสั้นๆ นั้นทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาได้บ้าง ผมทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงในกระดาษข้อสอบคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่แสนยากเย็น ผมทำโจทย์แต่ละข้อด้วยความเร็วเท่าที่สมองจะเอื้ออำนวย ไม่ใช่เพราะอยากได้คะแนนที่หนึ่ง แต่เพราะอยากจะ ‘แย่งชิงเวลา’ ทุกนาทีเพื่อไปหาใครบางคน
[เสียงนกหวีดสุดท้าย]
ทันทีที่หมดเวลาสอบชิงทุนตอนบ่ายสอง ผมไม่รอฟังเฉลย ไม่รอคุยกับใครทั้งนั้น ผมวิ่งสุดฝีเท้าออกไปหน้าสถาบันฯ โบกแท็กซี่มุ่งหน้ากลับไปที่โรงเรียนทันที
“ลุงครับ เร็วหน่อยนะครับ!” ผมเร่งคนขับ ในใจได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ทุกอย่างจบลงก่อนที่ผมจะไปถึง
ผมวิ่งกระหืดกระหระมาถึงโรงยิม เสียงนกหวีดดังลั่นพร้อมกับเสียงเชียร์ที่กระหึ่ม ผมยืนหอบอยู่ตรงทางเข้าโรงยิมที่อากาศอัดแน่นไปด้วยความเครียดและกลิ่นสเปรย์ฉีดกล้ามเนื้อ สายตาผมกวาดหาเบอร์ 14 ทันที
คะแนนบนบอร์ดสีแดงกระพริบระยับ… อีกเพียง 30 วินาทีสุดท้าย และทีมของจิณณ์ตามอยู่ 1 แต้ม
จิณณ์ได้ลูกบาส เขาเลี้ยงฝ่าวงล้อมคู่ต่อสู้ด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเห็น เหงื่อไหลอาบแก้มจนเสื้อเปียกชุ่ม ผมเห็นพ่อของเขานั่งกอดอกนิ่งอยู่บนอัฒจันทร์ สายตาคู่ความกดดันนั้นจ้องมองลูกชายอย่างไม่วางตา
“จิณณ์! สู้ๆ!”
ผมเผลอตะโกนออกไปสุดเสียงท่ามกลางความเงียบที่กำลังก่อตัว จิณณ์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตามาเห็นผมที่ยืนหอบอยู่มุมประตู
วินาทีนั้น รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนหน้าเขา เหมือนเขามีพลังฮึดขึ้นมาดื้อๆ จิณณ์กระโดดเทคตัวขึ้นสูงกลางอากาศ ท่าชูตของเขาดูสง่างามและมั่นคงราวกับเวลาหยุดนิ่ง ลูกบาสสีส้มลอยละลิ่วโค้งเป็นวงสวยงามก่อนจะ… ฟึ่บ! ลงห่วงไปในวินาทีที่นกหวีดเป่ายาวหมดเวลาพอดี!
[ความหวานในความขม]
เสียงเชียร์ระเบิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อนในทีมวิ่งเข้ามากอดจิณณ์ด้วยความดีใจ แต่สายตาของจิณณ์กลับมองผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นมาที่ผม เขาชูนิ้วโป้งให้ผมจากกลางสนาม
ผมเดินออกมาจากโรงยิมด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่อีกด้านหนึ่ง ผมก็เห็นพ่อของจิณณ์เดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะยิ้มยินดีกับลูกชาย
“พี่พีท!”
จิณณ์วิ่งตามผมออกมาที่สวนหย่อมข้างสนามบาส เขายังหอบเหนื่อย ผิวสีน้ำผึ้งขึ้นสีแดงระเรื่อจากการออกกำลังกาย “มาทันด้วยเหรอพี่? ผมนึกว่าพี่ต้องสอบทั้งวัน”
“พี่รีบทำน่ะ… อยากมาดูแต้มสำคัญ” ผมยื่นผ้าเย็นที่เตรียมมาให้เขา
จิณณ์รับไปแปะที่คอแล้วถอนหายใจยาว “ขอบคุณนะพี่ ถ้าไม่ได้ยินเสียงพี่ตะโกนเมื่อกี้ ผมอาจจะถอดใจไปแล้ว พ่อผม… ท่านมาดูนะ แต่ท่านไม่พูดอะไรเลย”
ผมเอื้อมมือไปกะจะตบไหล่ให้กำลังใจเขา แต่พอมือสัมผัสกับไหล่กว้างที่ชุ่มเหงื่อ ผมกลับค้างมือไว้แบบนั้น จังหวะหัวใจของผมเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง เมื่อจิณณ์ไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเอียงหัวมาพิงมือผมเบาๆ
“ขอบคุณจริงๆ นะพี่พีท… ที่อยู่ข้างผมในวันที่ไม่มีใครยิ้มให้ผมเลย”
เย็นวันนั้น ผมกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับการซักฟอกของพ่อเรื่องข้อสอบด้วยรอยยิ้มที่ปกปิดไม่มิด ถึงแม้พ่อจะตำหนิว่าผมดูไม่จริงจังกับการสอบ แต่ใครจะรู้… ว่าชัยชนะในสนามบาสวันนี้ มันคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมแล้ว
ปล. วันนี้ผมไม่ได้แค่เปลี่ยนตัวเองเพื่อจิณณ์ แต่ผมเพิ่งรู้ว่าเสียงของ ‘เด็กแว่น’ คนนี้ ก็มีความหมายต่อเขาเหมือนกัน 🧡


