๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒
หน้าฝนของกรุงเทพฯ ชอบเล่นตลกครับ มันมักจะตกในวันที่เราไม่ได้พกเตือนใจมาด้วยเสมอ เหมือนกับความรู้สึกของผมในตอนนี้ที่มัน “ล้น” ออกมาจนเกรงว่าใครบางคนจะสังเกตเห็น
✍️ บันทึกหน้าที่ ๘: เมื่อความภูมิใจกลายเป็นความหวง
หลังจากวันคัดตัวนักกีฬา จิณณ์กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของโรงเรียนไปโดยปริยายครับ ชื่อของเขาถูกพูดถึงในทุกกลุ่มสนทนา และนั่นหมายความว่า ‘คู่แข่ง’ ของผมก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณโดยที่ผมไม่มีสิทธิ์ไปคัดค้านอะไรเลย
“มึงดูนั่น…” ไอ้ตั้มพยักพะเยิดหน้าไปทางม้านั่งริมสนามบาส
ผมมองตามแล้วใจก็กระตุกวูบ พี่แอน ดาวชมรมนาฏศิลป์คนสวยที่ใครๆ ก็หมายปอง กำลังนั่งอยู่ข้างจิณณ์ เธอส่งกระดาษทิชชู่ให้เขาพลางหัวเราะต่อกระซิก ท่าทางสนิทสนมนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาจุกอยู่ที่คอ
“เห็นไหมล่ะ มัวแต่ทำตัวเป็นพี่ชายแสนดี ระวังเหอะ น้องเขาจะโดนคาบไปกิน” ก้อยเสริมพลางขยับแว่น “มึงต้อง ‘รุก’ บ้างนะไอ้พีท ไม่ใช่แค่นั่งคั้นน้ำส้มไปวันๆ”
“รุกอะไรล่ะก้อย กูก็แค่รุ่นพี่ที่รู้จักกัน…” ผมตอบเสียงเบา แต่อกข้างซ้ายมันประท้วงจนเจ็บไปหมด
[พายุในบ้าน]
ความนอยด์จากโรงเรียนยังไม่พอ กลับมาบ้านผมต้องเจอกับ ‘การสอบสวน’ ครั้งใหญ่จากคุณแม่
“พีท… ช่วงนี้แกไปไหนมาไหนกับใคร?” แม่ถามขึ้นขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าน
“ก็… เพื่อนกลุ่มเดิมครับแม่”
“แล้วทำไมในเป้ากางเกงแกมีแต่รอยเลอะดินจากสนามบาส? แล้วน้ำส้มในตู้เย็นหายไปไหนหมดทุกวัน?” แม่เดินเข้ามาใกล้ สายตาเหมือนนักสืบที่กำลังต้อนผู้ร้ายจนมุม “แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปมั่วสุมกับพวกนักกีฬา พวกนั้นวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากใช้แรง แกต้องใช้สมองเข้าใจไหม!”
“จิณณ์เขาไม่ใช่คนแบบนั้นนะแม่!” ผมเผลอขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศในห้องรับแขกเย็นเยียบขึ้นมาทันที แม่มองผมด้วยสายตาผิดหวัง “นี่แกกล้าขึ้นเสียงกับแม่เพราะไอ้เด็กนั่นเหรอ? พีท… ถ้าแกยังไม่เลิกทำตัวไร้สาระแบบนี้ แม่จะสั่งห้ามแกออกจากบ้านหลังเลิกเรียนเด็ดขาด”
ผมเม้มริมฝีปากแน่น ความอัดอั้นมันตีตื้นขึ้นมา ทำไมความสุขเพียงอย่างเดียวในชีวิตมัธยมปลายของผม ถึงถูกตราหน้าว่าเป็นเรื่องไร้สาระเสมอเลยนะ
[ใต้ชายคาเดียวกันในวันฝนพรำ]
เย็นวันต่อมา ฝนเทกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ผมยืนรอรถเมล์อยู่ที่ศาลาหน้าโรงเรียนด้วยความรู้สึกหม่นๆ ในใจ ทันใดนั้น ร่างสูงที่คุ้นเคยก็วิ่งฝ่าสายฝนมาหลบใต้ชายคาเดียวกัน
“พี่พีท! ยังไม่กลับเหรอครับ?” จิณณ์หอบจนตัวโยน เสื้อนักเรียนสีขาวบางแนบไปกับผิวจนเห็นแผ่นหลังกว้าง
“รอรถอยู่น่ะ… แล้วจิณณ์ล่ะ พี่แอนไม่ได้ไปส่งเหรอ?” ผมหลุดปากถามออกไปก่อนจะทันคิด
จิณณ์ชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะ “พี่แอนเหรอ? เขาแค่มาถามเรื่องตารางซ้อมน่ะพี่ พ่อเขาอยากให้มาเรียนพิเศษกับผมเฉยๆ… พี่พีท หึงผมเหรอ?”
คำถามตรงๆ นั้นทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวเหมือนโดนไฟลวก “หึง… หึงบ้าอะไรล่ะ พี่ก็แค่ถามดู”
“หรอออออ” จิณณ์ลากเสียงยาวพลางขยับเข้ามาใกล้ จนหัวไหล่เราชนกัน กลิ่นฝนผสมกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาทำให้ผมลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ “จริงป่ะพี่? ถ้าพี่ไม่หึง งั้นพรุ่งนี้ผมไปกินข้าวกับพี่แอนนะ?”
ผมเงียบไป สายตามองสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ก่อนจะตัดสินใจพูดความรู้สึกบางอย่างออกไป “แล้วแต่จิณณ์เถอะ… จิณณ์อยากทำอะไรก็ทำ พี่ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามอยู่แล้ว”
จิณณ์หยุดหัวเราะ เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… มันดูจริงจังและนิ่งลึกจนผมทำตัวไม่ถูก เขาเอื้อมมือมาคว้ามือของผมที่เย็นเฉียบเพราะอากาศหนาวไปกุมไว้
“สิทธิ์น่ะมีครับ… อยู่ที่ว่าพี่จะใช้มันหรือเปล่า”
วินาทีนั้น โลกทั้งใบเงียบสนิท มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสี และเสียงหัวใจของผมที่เต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก มือของจิณณ์อุ่นมาก… อุ่นจนลบเลือนความหนาวเหน็บและความกลัวจากคำพูดของแม่ไปจนหมดสิ้น
ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่จิณณ์พูดหมายความว่าอย่างไร แต่มันคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า… ระยะห่างระหว่างเรา มันอาจจะไม่ได้ไกลอย่างที่ผมคิด
ปล. วันนี้ฝนตกหนักมาก แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่าวันนี้ ‘แดดออก’ ในใจก็ไม่รู้ครับ 🧡


