HomeTagsตั๋วรถไฟสายกาลเวลา

Tag: ตั๋วรถไฟสายกาลเวลา

spot_imgspot_img

ตอนที่ 16 : ที่นั่งข้างๆ กับนายตรวจผู้หวงแหน

เช้าวันศุกร์ ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก แต่อารมณ์ของผมกลับปั่นป่วนยิ่งกว่าพายุเข้า ผมแทบจะไม่ได้นอนเลยทั้งคืน กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีเบอร์โทรศัพท์และไอดีไลน์ของ 'ศิลา' ถูกผมหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระดาษแทบจะเปื่อย คำสารภาพรักตรงไปตรงมาหน้าอพาร์ตเมนต์เมื่อคืนนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ทุกครั้งที่นึกถึง ใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ผมยอมรับว่าตัวเองหวั่นไหว... หวั่นไหวอย่างรุนแรงกับผู้ชายที่เพิ่ง (กลับมา) รู้จักกันได้แค่วันเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับหลักเหตุผลทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่ส่วนลึกในจิตใจกลับตะโกนบอกว่า 'เขาคือคนที่ใช่' ผมก้าวขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ สายตาสอดส่ายมองหาร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากี แต่ก็ยังไม่พบใคร ผมจึงเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่างหมายเลข 12 ตามความเคยชิน "อ้าว พี่นาวิน!...

ตอนที่ 15 : คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุด

ตลอดทั้งวันของการทำงานในออฟฟิศ ผมแทบจะไม่มีสมาธิจดจ่อกับตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย ภาพของ 'หัวหน้าศิลา' ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ยืนมองผมด้วยแววตาปวดร้าวเมื่อเช้านี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แววตาคู่นั้นมันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งดีใจ โหยหา และแหลกสลายในเสี้ยววินาที... ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องมองผมแบบนั้น เราเป็นแค่คนที่เคยบังเอิญเจอกันในอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อนไม่ใช่หรือไง? ผมยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง อาการปวดหัวจี๊ดๆ หายไปสนิทแล้วตั้งแต่เดินออกมาจากร้านป้าหมวย แต่สิ่งที่ยังคงตกค้างอยู่คือ 'ความรู้สึกว่างเปล่า' ที่อธิบายไม่ถูก มันเหมือนผมเพิ่งทำของที่สำคัญมากๆ หายไป แต่ดันนึกไม่ออกว่าของสิ่งนั้นคืออะไร และที่แปลกที่สุดคือ... สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาที่ประคองแก้มผมเมื่อเช้า มันยังคงประทับตราตรึงอยู่บนผิวแก้มจนผมเผลอยกมือขึ้นลูบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เป็นอะไรน่ะนาวิน นั่งลูบแก้มตัวเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความรักหรือไงเรา" พี่ที่ทำงานโต๊ะข้างๆ แซวขึ้นมาจนผมสะดุ้งสุดตัว...

ตอนที่ 14 : ราคาของกาลเวลา

รอยยิ้มของศิลาอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า มือของเขาที่กอบกุมมือผมไว้ส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมาตลอดหลายวันมลายหายไปจนหมดสิ้น ผมมองหน้าเขา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้ผู้ชายคนนี้กลับคืนมา "งั้น... วันนี้คุณต้องไปทำงานต่อไหมครับ?" ผมถามเสียงเบา พยายามดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง แม้จะยังไม่อยากปล่อยมือจากเขาเลยก็ตาม "วันนี้ผมลาหยุดครึ่งวันเช้าครับ ตั้งใจจะมาดักรอคุณโดยเฉพาะ" ศิลาหัวเราะเบาๆ "เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่ออฟฟิศดีกว่า แล้วเย็นนี้... เราค่อยไปกินข้าวด้วยกัน ถือเป็นการเดตครั้งแรกของเราอย่างเป็นทางการ ดีไหมครับ?" คำว่า 'เดตครั้งแรก' ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าว ผมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ครับ... เอาแบบนั้นก็ได้" เราลุกจากโต๊ะ ศิลาเอื้อมมือมาหยิบสมุดบันทึกและตั๋วรถไฟสีทองบนโต๊ะเพื่อจะเก็บมันลงกระเป๋าเสื้อ แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับตั๋วสีทองใบนั้น... วิ้งงงงง... เสียงแหลมสูงบาดหูระเบิดขึ้นในโสตประสาทของผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันดังสนั่นเหมือนเสียงหวูดรถไฟขบวน 909...

ตอนที่ 13 : หกปีที่รอคอยกับกาแฟแก้วเดิม

ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในเช้าวันวาเลนไทน์ เสียงจอแจของสถานีรถไฟดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปจากโลกของผม เหลือเพียงเสียงลมหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นประสานกัน ศิลายังคงยืนอยู่ตรงหน้า มือของเขายังคงประคองใบหน้าผมไว้ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาที่หางตาผมออกอย่างเบามือ สัมผัสของเขาอุ่นจัดจนผมต้องหลับตาลงรับความอบอุ่นนั้น ราวกับกลัวว่าลืมตาขึ้นมาแล้วเขาจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปอีก "ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้วครับ" ศิลาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู "คนมองเต็มชานชาลาแล้วนะ นายตรวจอย่างผมจะโดนข้อหารังแกผู้โดยสารไหมเนี่ย" ผมลืมตาขึ้น รีบยกหลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นว่ามีคนแอบมองเราอยู่จริงๆ ด้วยความที่ศิลาใส่เครื่องแบบเต็มยศแถมยังหน้าตาดีโดดเด่น พอมายืนเช็ดน้ำตาให้ผู้ชายหน้าตาตื่นๆ อย่างผม มันเลยกลายเป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก "ก็คุณ... คุณทำผมตกใจนี่" ผมเถียงเสียงอู้อี้ "ผมคิดว่า... ผมคิดว่าคุณจะจำผมไม่ได้แล้ว" "ผมจะลืมคนที่เอาชีวิตตัวเองมาแลกเพื่อช่วยผมได้ยังไงล่ะครับ" ศิลาลดมือลง แต่เปลี่ยนมาคว้าข้อมือผมไว้หลวมๆ...

ตอนที่ 12 : การรอคอยที่สิ้นสุดลง

ลมหนาวกลางเดือนกุมภาพันธ์พัดปะทะใบหน้าขณะที่ผมวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในสถานีรถไฟต้นทาง ผู้คนพลุกพล่านกว่าปกติเพราะเป็นเช้าวันวาเลนไทน์ คู่รักหลายคู่ยืนถือดอกกุหลาบส่งยิ้มให้กัน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยสีสันของความมีชีวิตชีวา... ชีวิตที่ไม่ได้ถูกหยุดไว้ด้วยความตายเหมือนในลูปเวลาที่ผมเพิ่งจากมา ผมพุ่งตรงไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว ซื้อตั๋วรถไฟขบวน 909 เหมือนทุกวัน รับตั๋วมาปุ๊บ ผมรีบก้มลงมองรายละเอียดบนกระดาษแผ่นเล็กนั้นทันที วันที่: 14 ก.พ. 2569 ขบวน: 909 ที่นั่ง: ไม่ระบุ (รถพัดลมชั้น 3) มันคือตั๋วปกติ... ไม่มีรอยเจาะรูปดาว ไม่มีคราบเลือด ไม่มีข้อความซ่อนเร้นใดๆ ผมกำตั๋วแน่น ก้าวขายาวๆ...

ตอนที่ 11 : เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนนิรันดร์

แสงไฟหน้ารถด่วนขบวน 84 สว่างจ้าจนบดบังทุกสิ่งรอบตัว เสียงหวูดที่แผดลั่นกลบเสียงกรีดร้องของผู้คนบนชานชาลาจนหมดสิ้น ความร้อนจากเครื่องยนต์และลมที่ปะทะหน้าบอกให้รู้ว่ามัจจุราชเหล็กกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่ไม่มีทางเบรกทัน ผมกระโดดลงไปบนหินคลุกที่รองรางรถไฟ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาที่ข้อเท้า แต่ผมไม่มีเวลาสนใจอะไรทั้งนั้น ภาพตรงหน้าผมเคลื่อนไหวช้าลงราวกับถูกหยุดเวลา... ศิลาในอดีตพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของ 'นาวินอดีต' ที่นอนหมดสติอยู่บนราง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี เหวี่ยงร่างผอมบางนั้นขึ้นไปบนชานชาลาฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จอย่างเฉียดฉิว ร่างของนาวินอดีตพ้นรัศมีมรณะไปแล้ว... แต่น้ำหนักที่เหวี่ยงออกไป ทำให้ศิลาเสียหลัก เขาล้มลงบนรางรถไฟ เข่ากระแทกกับหมอนไม้ ร่างกายของเขาอยู่ในเส้นทางที่รถไฟกำลังจะบดขยี้ในอีกไม่ถึงสามวินาที ศิลาเงยหน้าขึ้นมองแสงไฟมรณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง "ศิลา!!!" ผมตะโกนสุดเสียง รีดเร้นพลังก๊อกสุดท้ายของชีวิต พุ่งตัวกระโจนเข้าไปหาเขาอย่างบ้าคลั่ง แรงปะทะจากการกระโดดของผม พุ่งชนเข้าที่กลางลำตัวของศิลาอย่างจัง ร่างของเราสองคนลอยกระเด็นพ้นจากรางเหล็ก กลิ้งตกลงไปในร่องระบายน้ำแคบๆ ที่อยู่ติดกับขอบชานชาลา... โครมมมม!!! เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น...

ตอนที่ 10 : หนึ่งชั่วโมงก่อนรถด่วนขบวนสุดท้าย

13 กุมภาพันธ์ 2563 - เวลา 18.31 น. เสียงจอแจของผู้คนนับร้อยกระแทกโสตประสาทผมทันทีที่ก้าวเท้าลงสู่พื้นชานชาลา มันไม่ใช่ความเงียบสงัดเหมือนโลกอนาคตเมื่อครู่ แต่มันคือความวุ่นวายที่มีชีวิตชีวาของเย็นวันศุกร์ก่อนวันวาเลนไทน์ กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นควันรถ และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้คนที่เดินสวนกันไปมาทำให้ผมเวียนหัว ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับแรงโน้มถ่วงของอดีต ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา 18.32 น. เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่รถด่วนขบวนมรณะจะเข้าเทียบชานชาลา ผมจำได้แม่นว่าตัวเองในอดีตยืนอยู่ตรงไหน... ตรงเสาต้นที่ 4 นับจากทางเข้า ใกล้กับตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเก่าๆ นั่นคือจุดที่ผมชอบไปยืนพิงเสาเพราะรู้สึกเพลียจากไข้หวัด ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ท่ามกลางฝูงชนที่ถือดอกกุหลาบและช็อกโกแลตเดินขวักไขว่...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img