HomeChapterตอนที่ 14 : ราคาของกาลเวลา

ตอนที่ 14 : ราคาของกาลเวลา

รอยยิ้มของศิลาอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า มือของเขาที่กอบกุมมือผมไว้ส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมาตลอดหลายวันมลายหายไปจนหมดสิ้น

ผมมองหน้าเขา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้ผู้ชายคนนี้กลับคืนมา

“งั้น… วันนี้คุณต้องไปทำงานต่อไหมครับ?” ผมถามเสียงเบา พยายามดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง แม้จะยังไม่อยากปล่อยมือจากเขาเลยก็ตาม

“วันนี้ผมลาหยุดครึ่งวันเช้าครับ ตั้งใจจะมาดักรอคุณโดยเฉพาะ” ศิลาหัวเราะเบาๆ “เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่ออฟฟิศดีกว่า แล้วเย็นนี้… เราค่อยไปกินข้าวด้วยกัน ถือเป็นการเดตครั้งแรกของเราอย่างเป็นทางการ ดีไหมครับ?”

คำว่า ‘เดตครั้งแรก’ ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าว ผมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ครับ… เอาแบบนั้นก็ได้”

เราลุกจากโต๊ะ ศิลาเอื้อมมือมาหยิบสมุดบันทึกและตั๋วรถไฟสีทองบนโต๊ะเพื่อจะเก็บมันลงกระเป๋าเสื้อ แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับตั๋วสีทองใบนั้น…

วิ้งงงงง…

เสียงแหลมสูงบาดหูระเบิดขึ้นในโสตประสาทของผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันดังสนั่นเหมือนเสียงหวูดรถไฟขบวน 909 พิเศษที่กำลังเบรกกะทันหันในหัวผม

ผมสะดุ้งสุดตัว ยกมือขวาขึ้นกุมขมับโดยอัตโนมัติ ความเจ็บปวดแล่นแปลบปลาบจากท้ายทอยขึ้นมาถึงกระบอกตา ราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มทิ่มแทงสมอง

“โอ๊ย!”

“นาวิน! เป็นอะไรครับ!” ศิลารีบทิ้งของทุกอย่างลงบนโต๊ะ แล้วถลันเข้ามาประคองไหล่ผมไว้ สีหน้าเขาตื่นตระหนกสุดขีด

“ปวด… ปวดหัว…” ผมครางเสียงสั่น หลับตาแน่นพยายามสลัดความเจ็บปวด แต่ภาพในหัวกลับเริ่มบิดเบี้ยว

ภาพความทรงจำของลูปเวลา… ภาพศิลาในชุดเปื้อนเลือด… ภาพร่มด้ามไม้… ภาพตั๋วรถไฟที่มีรอยเจาะรูปหัวใจ… ทุกอย่างกำลังแตกสลายเหมือนกระจกที่ถูกค้อนทุบ เศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นกำลังร่วงหล่นและปลิวหายไปในความมืด

มันกำลังถูกแทนที่ด้วยภาพความทรงจำใหม่… ภาพของผมที่ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลเมื่อหกปีก่อน ภาพที่ผมเรียนจบ ภาพที่ผมไปทำงานทุกวันโดยไม่เคยมีใครมาทักทายบนรถไฟ ภาพชีวิตอันแสนราบเรียบที่ไม่มีผู้ชายชื่อศิลาอยู่ในนั้นเลยสักนิด

“นาวิน! มองหน้าผม! นาวิน!” เสียงของศิลาดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล เหมือนเขากำลังตะโกนอยู่ใต้น้ำ

ผมพยายามลืมตาขึ้นมองเขา แต่ภาพตรงหน้ากลับพร่ามัว ความรู้สึกรักผูกพันอย่างลึกซึ้งที่เพิ่งเอ่อล้นอยู่ในอกเมื่อห้านาทีที่แล้ว… จู่ๆ มันก็เริ่มระเหยหายไป ราวกับน้ำหยดลงบนกระทะร้อน

‘การแก้ไขอดีตมีราคาที่ต้องจ่าย… คุณอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นนาวินคนเดิม’

ประโยคคำเตือนนั้นดังก้องขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความทรงจำจากอนาคตของผมจะถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎแห่งเวลาของไทม์ไลน์ปัจจุบัน

ผมกะพริบตาถี่ๆ อาการปวดหัวทุเลาลงอย่างรวดเร็วราวกับปิดสวิตช์ แต่เมื่อผมโฟกัสสายตากลับมาที่ใบหน้าคมคายของคนตรงหน้า… ความรู้สึกของผมกลับว่างเปล่า

ชายในชุดเครื่องแบบหัวหน้าสถานีรถไฟกำลังจับไหล่ผมไว้แน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ดวงตาคมเข้มคู่นั้นมองผมเหมือนคนกำลังจะขาดใจตาย

“คุณ… ปล่อยผมเถอะครับ”

ผมพูดออกไปตามสัญชาตญาณ พยายามเบี่ยงตัวออกจากสัมผัสของเขาด้วยความรู้สึกประหม่าและไม่คุ้นชิน

ศิลาชะงักกึก มือที่จับไหล่ผมอยู่ตกลงข้างลำตัวราวกับไร้เรี่ยวแรง เขาจ้องมองลึกเข้ามาในตาผม… และเขาคงเห็นมัน ความว่างเปล่าที่มาแทนที่ความรัก

“นาวิน… คุณ…” ศิลาเรียกชื่อผมเสียงสั่นเครือ “คุณจำผมได้ไหม?”

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า ทำไมผมถึงมานั่งอยู่ที่ร้านป้าหมวยกับหัวหน้าสถานีรถไฟ? ผมจำได้แค่ว่าเมื่อเช้าผมกำลังจะเดินไปขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน แล้วจู่ๆ ภาพก็ตัดมาตรงนี้

“ก็… ต้องจำได้สิครับ คุณคือหัวหน้าศิลา คนที่ช่วยชีวิตผมไว้เมื่อหกปีก่อนไงครับ” ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบคนรู้จักกันผิวเผิน “แต่ว่า… เรามาทำอะไรกันที่นี่เหรอครับ? แล้วทำไมคุณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น”

คำตอบของผมเหมือนมีดกรีดลงกลางใจของศิลา เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสว่างไสวด้วยความหวัง บัดนี้มืดหม่นลงจนน่าใจหาย เขาปรายตามองตั๋วสีทองบนโต๊ะที่ตอนนี้สีของมันค่อยๆ ซีดจางลงจนกลายเป็นเพียงเศษกระดาษสีน้ำตาลหม่นๆ

ราคาของการแทรกแซงเวลา เริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมันแล้ว กฎของจักรวาลไม่อนุญาตให้มีความทรงจำจากไทม์ไลน์ที่ถูกลบไปหลงเหลืออยู่ ‘นาวินนักท่องเวลา’ หายไปแล้ว เหลือเพียง ‘นาวินพนักงานออฟฟิศธรรมดา’ ที่ไม่เคยร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับเขา

ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก เขากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าผม

“ไม่มีอะไรครับ… คุณแค่หน้ามืดตอนกำลังจะเดินออกจากสถานี ผมเลยพามานั่งพัก” ศิลาปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้มันจะฟังดูฝืนเต็มทน “คุณดีขึ้นหรือยังครับ? ไปทำงานไหวไหม”

“อ้อ… มิน่าล่ะ ผมถึงปวดหัวตึบๆ ขอบคุณมากนะครับหัวหน้า ที่อุตส่าห์ลำบากดูแลผม” ผมยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ “ตายจริง สายมากแล้ว ผมต้องรีบไปทำงานก่อนนะครับ ขอตัวนะครับ”

ผมคว้ากระเป๋าเอกสารขึ้นมาสะพาย หันหลังเตรียมจะเดินออกจากร้าน

“นาวินครับ”

เสียงทุ้มของเขาเรียกให้ผมหยุดชะงัก ผมหันกลับไปมอง ศิลายืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มเศร้าสร้อยที่ผม (เคย) คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง

เขาต้องเจ็บปวดแค่ไหน ที่ต้องรอคอยมาหกปีเต็ม เพียงเพื่อจะได้สมหวังแค่ห้านาที… แล้วถูกโชคชะตาพรากมันไปอีกครั้งต่อหน้าต่อตา

แต่ศิลาไม่ใช่ผู้ชายที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ อีกต่อไป แววตาของเขากลับมามุ่งมั่น แม้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ตาม

“เย็นนี้… ตอนเลิกงาน” ศิลาเอ่ยขึ้นช้าๆ ชัดเจน “ผมขออนุญาต… ไปรอรับคุณที่สถานีได้ไหมครับ?”

ผมเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ทำไมผู้มีพระคุณระดับหัวหน้าถึงอยากมารอรับพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ อย่างผม? แต่แววตาเว้าวอนของเขามันทำให้ผมปฏิเสธไม่ลง

“เอ่อ… ก็ได้ครับ หัวหน้า”

“เรียกศิลาเถอะครับ” เขายิ้มบางๆ “เราคงต้อง… ทำความรู้จักกันใหม่อีกยาวเลย”

ผมพยักหน้ารับงงๆ ก่อนจะรีบเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้ศิลายืนมองตามแผ่นหลังของผมอยู่เพียงลำพัง พร้อมกับสมุดบันทึกเล่มเก่าที่เขาต้องเริ่มเขียนบทใหม่… เพื่อทวงคืนหัวใจของผมกลับมาให้ได้อีกครั้ง ในโลกแห่งความเป็นจริง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments