แสงไฟหน้ารถด่วนขบวน 84 สว่างจ้าจนบดบังทุกสิ่งรอบตัว เสียงหวูดที่แผดลั่นกลบเสียงกรีดร้องของผู้คนบนชานชาลาจนหมดสิ้น ความร้อนจากเครื่องยนต์และลมที่ปะทะหน้าบอกให้รู้ว่ามัจจุราชเหล็กกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่ไม่มีทางเบรกทัน
ผมกระโดดลงไปบนหินคลุกที่รองรางรถไฟ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาที่ข้อเท้า แต่ผมไม่มีเวลาสนใจอะไรทั้งนั้น
ภาพตรงหน้าผมเคลื่อนไหวช้าลงราวกับถูกหยุดเวลา…
ศิลาในอดีตพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของ ‘นาวินอดีต’ ที่นอนหมดสติอยู่บนราง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี เหวี่ยงร่างผอมบางนั้นขึ้นไปบนชานชาลาฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จอย่างเฉียดฉิว
ร่างของนาวินอดีตพ้นรัศมีมรณะไปแล้ว… แต่น้ำหนักที่เหวี่ยงออกไป ทำให้ศิลาเสียหลัก
เขาล้มลงบนรางรถไฟ เข่ากระแทกกับหมอนไม้ ร่างกายของเขาอยู่ในเส้นทางที่รถไฟกำลังจะบดขยี้ในอีกไม่ถึงสามวินาที ศิลาเงยหน้าขึ้นมองแสงไฟมรณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง
“ศิลา!!!”
ผมตะโกนสุดเสียง รีดเร้นพลังก๊อกสุดท้ายของชีวิต พุ่งตัวกระโจนเข้าไปหาเขาอย่างบ้าคลั่ง แรงปะทะจากการกระโดดของผม พุ่งชนเข้าที่กลางลำตัวของศิลาอย่างจัง
ร่างของเราสองคนลอยกระเด็นพ้นจากรางเหล็ก กลิ้งตกลงไปในร่องระบายน้ำแคบๆ ที่อยู่ติดกับขอบชานชาลา…
โครมมมม!!!
เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ล้อเหล็กมโหฬารของรถด่วนพิเศษก็บดขยี้ลงบนจุดที่ศิลาเพิ่งอยู่เมื่อครู่ เสียงเหล็กเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหว ลมกรรโชกแรงจากการพุ่งผ่านของขบวนรถหอบเอาฝุ่นควันและเศษหินปลิวว่อนไปทั่ว
ในร่องระบายน้ำที่มืดและแคบ ผมใช้ร่างกายของตัวเองทาบทับร่างของศิลาเอาไว้ กอดเขาแน่นจนแทบจะสิงเข้าไปในตัวเขา หลับตาปี๋ ซุกหน้าลงกับลาดไหล่กว้างที่สั่นเทาของเขา
เราปลอดภัย… เราหลบพ้นรัศมีของล้อรถไฟมาได้อย่างหวุดหวิด
รถไฟทั้งขบวนใช้เวลาวิ่งผ่านหน้าเราไปเกือบนาที แต่มันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ เมื่อตู้สุดท้ายแล่นผ่านไป เสียงเอะอะโวยวายของผู้คนบนชานชาลาก็ดังระงมขึ้นมาแทนที่
“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที! มีคนตกลงไปสองคน!” “ตายไหม! โดนทับไหมนั่น!”
ผมหอบหายใจฮัก หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางฝุ่นควันและแสงไฟสลัว
ศิลานอนหงายอยู่ใต้ร่างผม เขายังหายใจอยู่… หายใจแรงและเร็วด้วยความตกใจสุดขีด เครื่องแบบสีกากีเปื้อนฝุ่นและคราบน้ำมัน แต่เขาไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ใดๆ ไม่มีเลือด ไม่มีรอยช้ำที่ข้อมือเหมือนในลูปเวลา
เขายังมีชีวิตอยู่.
ศิลากระพริบตาถี่ๆ เรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะเลื่อนสายตามาโฟกัสที่ใบหน้าของผม ดวงตาคมเข้มคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เขามองข้ามไหล่ผมขึ้นไปบนชานชาลา เห็นเจ้าหน้าที่กำลังช่วยปฐมพยาบาล ‘นาวินอดีต’ ที่สลบอยู่ แล้วก็หันกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง
“คุณ… เป็นใคร?” เสียงของศิลาแหบพร่าและสั่นเครือ “คุณหน้าเหมือน…”
“ผมคือนิน… นาวิน” ผมตอบเสียงสั่น น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลอาบแก้ม หลดลงบนเสื้อเชิ้ตของเขา “คนที่คุณเพิ่งช่วยชีวิตไว้… และคนที่คุณแอบมองมาตลอดหนึ่งปี”
ศิลานิ่งอึ้งไปประหนึ่งถูกสาป สมองของเขาคงกำลังประมวลผลอย่างหนัก ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่มี ‘นาวิน’ สองคนอยู่ในเวลาเดียวกัน
“คุณบ้าไปแล้วที่กระโดดลงมาช่วยคนอื่นทั้งที่รู้ว่าตัวเองอาจจะตาย…” ผมต่อว่าเขาด้วยเสียงสะอื้น มือสั่นๆ เอื้อมไปประคองใบหน้าคมคายนั้นไว้ “รู้ไหมว่าถ้าคุณตาย… คนที่อยู่ข้างหลังเขาจะเจ็บปวดแค่ไหน”
“ผม…” ศิลาพูดไม่ออก สัมผัสจากมือผมคงทำให้เขารู้ว่าผมไม่ใช่ภาพลวงตา “คุณมาจาก… อนาคตเหรอ?”
“ผมมาเพื่อห้ามไม่ให้คุณตาย ศิลา” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ผมมาเพื่อบอกให้คุณมีชีวิตอยู่… อยู่เพื่อตัวคุณเอง อย่าเสียสละชีวิตให้ใครอีก เข้าใจไหม?”
ศิลายกมือขึ้นมาทาบทับมือของผมที่จับแก้มเขาอยู่ ฝ่ามือของเขาอบอุ่น… ไม่ใช่ความเย็นเยียบของวิญญาณในลูปเวลาอีกต่อไป
“ถ้าผมไม่ตาย… แล้วเรา…” ศิลาพยายามจะถามคำถามที่สำคัญที่สุด
แต่วินาทีนั้นเอง… ความรู้สึกชาหนึบก็แล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้าของผม แสงสว่างสีทองเรืองรองสว่างวาบออกมาจากกระเป๋าเสื้อหน้าอก… จุดที่ผมเก็บ ‘ตั๋วพิเศษ’ เอาไว้
ร่างกายของผมเริ่มโปร่งแสง… ภาพรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและสั่นไหวเหมือนภาพสะท้อนผิวน้ำที่ถูกโยนหินใส่
“นาวิน! เกิดอะไรขึ้นกับคุณ!” ศิลาตกใจสุดขีด เขาพยายามจะคว้าตัวผมเข้ามากอด แต่สองแขนของเขากลับทะลุผ่านร่างผมไปเหมือนผมเป็นเพียงอากาศธาตุ
ราคาที่ต้องจ่าย… กำลังเริ่มต้นขึ้น
‘การแก้ไขอดีตมีราคาที่ต้องจ่าย… คุณอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นนาวินคนเดิม หรือเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย’
ข้อความหลังตั๋วใบนั้นดังขึ้นมาในหัวผม
“เวลาของผมหมดแล้ว” ผมยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนที่สุด แม้น้ำตาจะยังไหลไม่หยุด “ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว ลูปเวลาของคุณถูกทำลายแล้ว คุณเป็นอิสระแล้วนะศิลา”
“ไม่! นาวิน! คุณจะหายไปไหน! กลับมาก่อน!” ศิลาพยายามไขว่คว้าอากาศธาตุ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวการสูญเสีย
“สัญญากับผม… ว่าคุณจะใช้ชีวิตให้มีความสุข” ร่างของผมเริ่มจางหายไปจนถึงระดับหน้าอก เสียงของผมเริ่มเบาบางลงทุกที “สัญญานะศิลา…”
“ผมสัญญา!” ศิลาตะโกนลั่น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร “แต่คุณต้องสัญญากับผมด้วย… ว่าเราจะต้องได้เจอกันอีก! ต่อให้คุณลืมผม ผมก็จะไปตามหาคุณ!”
รอยยิ้มสุดท้ายของผมถูกส่งให้เขา ก่อนที่แสงสว่างสีทองจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง…
วูบ!
ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากมิติเวลาเล่นงานผมจนสติหลุดลอย โลกทั้งใบหมุนคว้างตกลงสู่หลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เสียงหวูดรถไฟ เสียงกรีดร้อง และเสียงร้องไห้ของศิลา ค่อยๆ จางหายไป… กลายเป็นความเงียบสงัดอันเป็นนิรันดร์
. . .
จิ๊บ… จิ๊บ…
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท แสงแดดอ่อนๆ อุ่นๆ สาดส่องผ่านเปลือกตาจนผมต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
เพดานสีขาวสะอาดตา… กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มคุ้นจมูก ผมสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างรวดเร็ว อาการหอบเหนื่อยยังคงตกค้างอยู่
ผมหันมองไปรอบๆ นี่มันห้องนอนของผม… ห้องนอนที่อพาร์ตเมนต์ย่านสาทร ในปีปัจจุบัน
ผมรีบควานหามือถือที่หัวเตียงขึ้นมากดดูหน้าจอ วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น.
ผมกลับมาแล้ว… กลับมาในเช้าวันวาเลนไทน์ ปี 69 ไทม์ไลน์ปัจจุบันของผม!
ผมรีบลูบคลำไปตามร่างกาย ตัวเองยังอยู่ครบถ้วน ไม่ได้พิการ ไม่ได้หายไปไหน ผมรีบวิ่งไปส่องกระจก หน้าตาผมยังเป็นนาวินวัย 26 ปีคนเดิม
ทุกอย่างดูปกติ… ปกติจนน่ากลัว ผมรีบวิ่งไปที่โต๊ะทำงาน ค้นหา ‘ร่มด้ามไม้’ และ ‘ตั๋วรถไฟ 4 ใบ’ ที่ผมเก็บสะสมไว้เป็นหลักฐาน
ว่างเปล่า… ไม่มีร่มเก่าๆ ไม่มีตั๋วรถไฟที่มีรอยเจาะประหลาดๆ รอยเปื้อนเลือด หรือสมุดบันทึกของศิลา
ของทุกอย่างที่มาจาก “ลูปเวลาที่ผิดพลาด” หายวับไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริง และที่ทำให้ผมใจหายวูบที่สุด… คือความรู้สึกโหวงเหวงในอก
ผมพยายามนึกถึงใบหน้าของศิลา… ภาพที่เขาจมกองเลือด ภาพที่เขาส่งยิ้มให้ผมบนรถไฟขบวน 909… มันกลับดูเลือนรางราวกับความฝันที่กำลังจะถูกลืมเมื่อตื่นนอน
สมองของผมกำลังปรับสภาพให้เข้ากับ “ประวัติศาสตร์เส้นใหม่” ที่ศิลาไม่เคยตาย! เมื่อเขาไม่ตาย ก็ไม่มีนายตรวจผีบนขบวนรถไฟ เมื่อไม่มีนายตรวจผี เราก็ไม่เคยผูกพันกันในลูปเวลา และเมื่อเราไม่เคยผูกพันกัน… ความทรงจำเหล่านั้นก็กำลังจะถูกลบเลือนไป
“ไม่นะ… อย่าลืมสิวะ นาวิน…” ผมทุบหัวตัวเอง พยายามจดจำรอยยิ้มและชื่อของเขาให้ได้ “เขาชื่อศิลา… เขาชื่อศิลา…”
ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้ากระเป๋าทำงาน แล้ววิ่งลงจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟต้นทางทันที ผมต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าการเปลี่ยนแปลงอดีตของผมส่งผลอะไรกับปัจจุบันบ้าง และคำถามที่สำคัญที่สุด…
ศิลาในเส้นเวลาใหม่นี้… ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? และเขา… จะยังจำผมได้หรือเปล่า?



