ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในเช้าวันวาเลนไทน์ เสียงจอแจของสถานีรถไฟดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปจากโลกของผม เหลือเพียงเสียงลมหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นประสานกัน
ศิลายังคงยืนอยู่ตรงหน้า มือของเขายังคงประคองใบหน้าผมไว้ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาที่หางตาผมออกอย่างเบามือ สัมผัสของเขาอุ่นจัดจนผมต้องหลับตาลงรับความอบอุ่นนั้น ราวกับกลัวว่าลืมตาขึ้นมาแล้วเขาจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปอีก
“ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้วครับ” ศิลาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “คนมองเต็มชานชาลาแล้วนะ นายตรวจอย่างผมจะโดนข้อหารังแกผู้โดยสารไหมเนี่ย”
ผมลืมตาขึ้น รีบยกหลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นว่ามีคนแอบมองเราอยู่จริงๆ ด้วยความที่ศิลาใส่เครื่องแบบเต็มยศแถมยังหน้าตาดีโดดเด่น พอมายืนเช็ดน้ำตาให้ผู้ชายหน้าตาตื่นๆ อย่างผม มันเลยกลายเป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก
“ก็คุณ… คุณทำผมตกใจนี่” ผมเถียงเสียงอู้อี้ “ผมคิดว่า… ผมคิดว่าคุณจะจำผมไม่ได้แล้ว”
“ผมจะลืมคนที่เอาชีวิตตัวเองมาแลกเพื่อช่วยผมได้ยังไงล่ะครับ” ศิลาลดมือลง แต่เปลี่ยนมาคว้าข้อมือผมไว้หลวมๆ “ไปหาที่นั่งคุยกันเงียบๆ ดีกว่าครับ คุณคงมีคำถามเป็นร้อยคำถามอยู่ในหัวแน่ๆ”
ผมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ศิลาจูงมือผมเดินฝ่าฝูงชนออกไปจากชานชาลา แผ่นหลังกว้างที่ผมเคยมองตามในชุดเครื่องแบบนายตรวจธรรมดา วันนี้ดูสง่างามและน่าเกรงขามขึ้นในชุดเครื่องแบบระดับหัวหน้า แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เขาพาผมเดินมาที่ร้านกาแฟโบราณข้างสถานี… ร้านของป้าหมวย ร้านดูปรับปรุงใหม่ให้ดูสะอาดตาขึ้นกว่าในความทรงจำของผม แต่ป้ายชื่อร้านยังคงเป็นป้ายไม้กระดานแผ่นเดิม
“อ้าว! หัวหน้าศิลา วันนี้ไม่ได้เข้าเวรห้องคอนโทรลเหรอคะ” ป้าหมวยที่ดูมีอายุขึ้นกว่าในอดีตเล็กน้อย เอ่ยทักทายเสียงใส แกไม่ได้ดูเศร้าหมองเหมือนป้าหมวยในไทม์ไลน์ที่ศิลาตายอีกแล้ว
“พอดีผมลงมาตรวจความเรียบร้อยนิดหน่อยครับป้า” ศิลายิ้มทักทาย “ขอโอเลี้ยงสองแก้วครับ ขอเข้มๆ แก้วหนึ่ง ส่วนอีกแก้ว… หวานน้อย”
เขาสั่งเสร็จก็หันมามองผม ผมเบิกตากว้างนิดๆ เพราะนั่นคือรสชาติโอเลี้ยงที่ผมชอบสั่งเป็นประจำเวลาแวะมาร้านป้าหมวยในอดีต
เราเข้าไปนั่งที่โต๊ะมุมสุดของร้านที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ศิลานั่งฝั่งตรงข้ามผม เขาวางหมวกทรงหม้อตาลลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัว สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่ผมแทบไม่กะพริบ เหมือนคนหิวโหยที่เพิ่งได้เจอน้ำพุกลางทะเลทราย
“เลิกจ้องผมได้แล้วครับ…” ผมก้มหน้าหลบสายตา รู้สึกร้อนผ่าวที่สองแก้ม “เล่ามาเลยดีกว่า ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่ผม… หายตัวไปในวันนั้น”
ศิลายิ้มบางๆ เขายกมือขึ้นประสานกันไว้บนโต๊ะ แววตาเริ่มจริงจังขึ้น “วันนั้น… หลังจากที่คุณผลักผมกระเด็นออกจากราง แล้วตัวคุณก็สว่างวาบก่อนจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตาผม… ผมช็อกมาก” ศิลาเริ่มเล่า เสียงของเขาแผ่วเบาลง “รถไฟขบวนนั้นเบรกกะทันหัน กู้ภัยวิ่งกันวุ่นวายไปหมด ผมถูกพาส่งโรงพยาบาลเพราะมีแผลถลอกตามตัวนิดหน่อย แต่ในหัวผมมีแต่ภาพของคุณ… ภาพรอยยิ้มสุดท้ายที่คุณส่งมาให้”
“แล้วคุณบอกคนอื่นว่ายังไงครับ? เรื่องที่ผมหายไป…”
“ผมบอกไม่ได้ครับ บอกไปใครจะเชื่อว่ามีคนจากอนาคตย้อนเวลามาช่วยผม” ศิลาถอนหายใจ “ทุกคนเข้าใจว่าผมกระโดดหลบพ้นมาได้เอง ส่วนคนที่ตกราง… นาวินในวัยยี่สิบปี… เขาก็ปลอดภัยดี แค่หัวแตกและสลบไป”
ประโยคนั้นทำให้ผมสะดุ้ง “เดี๋ยวนะครับ ถ้านาวินวัยยี่สิบปีปลอดภัย… แล้วคุณไม่ได้เข้าไปคุยกับเขาเหรอ? ในเมื่อเขาคือผม”
ศิลารับแก้วโอเลี้ยงจากเด็กเสิร์ฟที่นำมาเสิร์ฟพอดี เขาดันแก้วที่หวานน้อยมาตรงหน้าผม ก่อนจะตอบคำถาม “ผมไปหาเขาครับ… ไปเยี่ยมเขาถึงที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้นเลย” แววตาของศิลาหม่นลงเล็กน้อย “ผมเดินเข้าไปหาเขาด้วยความดีใจ คิดว่าเราจะได้เริ่มต้นกันสักที แต่พอเขาลืมตาขึ้นมามองผม…”
ศิลาเงียบไปอึดใจหนึ่ง “แววตาของเขาว่างเปล่าครับ นาวิน… เขามองผมเหมือนนายตรวจแปลกหน้าคนหนึ่ง เขาขอบคุณที่ผมช่วยชีวิตเขาไว้ แต่เขาไม่มีความทรงจำเรื่องลูปเวลา ไม่มีความทรงจำบนรถไฟขบวน 909 ไม่มีแววตาของคนที่ยอมตายแทนผม… เขาคือนาวินที่เพิ่งอายุยี่สิบ และยังไม่เคยเดินทางข้ามเวลา”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก เริ่มเข้าใจกลไกของเวลาที่ซับซ้อนนี้ ตัวผมในวันนั้น คือนาวินที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ประหลาดใดๆ ในขณะที่ผมคนที่ผ่านเรื่องราวทั้งหมดมา ได้กระโดดข้ามเวลากลับมาสู่ปี 2569 แล้ว
“ผมถึงได้เข้าใจความหมายของตั๋วพิเศษใบนั้น…” ศิลาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหน้าอก และหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
มันคือตั๋วรถไฟสีทอง… ตั๋วพิเศษใบนั้น! สภาพของมันดูเก่าลงไปตามกาลเวลา แต่ตัวหนังสือสีทองยังคงชัดเจน
“ตั๋วใบนี้ตกอยู่ในร่องน้ำข้างๆ ตัวผมในคืนนั้น” ศิลาใช้นิ้วชี้แตะลงบนวันที่ที่ระบุบนตั๋ว “คุณเดินทางมาจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569… นั่นหมายความว่า ‘นาวินคนที่ผมรัก’ จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อเวลาเดินทางมาถึงวันนี้”
ผมมองหน้าเขาอย่างทึ่งๆ “คุณก็เลย… รอ?”
“ครับ ผมรอ” ศิลายิ้มกว้าง แววตาของเขาฉายแววความมุ่งมั่นที่น่าเหลือเชื่อ “ผมเฝ้ามองดูนาวินในวัยยี่สิบปี เติบโตขึ้น เรียนจบ ทำงาน ผมเห็นคุณมานั่งรถไฟขบวน 909 ทุกวัน… มีหลายครั้งที่ผมอยากจะเดินเข้าไปทัก อยากจะเข้าไปทำความรู้จักใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมก็กลัว… กลัวว่าถ้าผมเข้าไปแทรกแซงประวัติศาสตร์ก่อนเวลาอันควร มันอาจจะเกิดบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์ที่ทำให้คุณไม่ได้เจอตั๋วใบนั้น และไม่ได้ย้อนกลับไปช่วยผม”
“คุณยอมทรมานทนดูผมอยู่ห่างๆ… ตั้งหกปีเนี่ยนะ?” ผมถามเสียงหลง รู้สึกจุกในอก นี่มันบ้าไปแล้ว ความอดทนของผู้ชายคนนี้มันทำด้วยอะไร
“มันไม่ทรมานหรอกครับ ถ้าเรารู้ว่าปลายทางของการรอคอยคืออะไร” ศิลาตอบอย่างหนักแน่น “อีกอย่าง ช่วงเวลาหกปีนั้น มันทำให้ผมมีเป้าหมาย ผมตั้งใจสอบเลื่อนขั้น ทำงานหนัก เพื่อที่วันหนึ่ง… เมื่อคุณกลับมา ผมจะได้เป็นคนที่ดูแลคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่นายตรวจที่เอาชีวิตตัวเองยังไม่รอดเหมือนเมื่อก่อน”
น้ำตาที่เพิ่งแห้งไปเริ่มจะรื้นขึ้นมาอีกแล้ว ผมก้มหน้างุด ดูดโอเลี้ยงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกซาบซึ้งที่ตีตื้นขึ้นมา มิน่าล่ะ… ตลอดหกปีที่ผ่านมาในความทรงจำของผม (ที่เพิ่งถูกปรับแต่งใหม่) ผมถึงรู้สึกว่างเปล่ามาตลอด เหมือนชีวิตขาดอะไรบางอย่างไป ไม่เคยคบใคร ไม่เคยรู้สึกรักใครอย่างจริงจัง
เพราะจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของผม… มันกระโดดข้ามเวลามาล่วงหน้าแล้วนี่เอง นี่คือ ‘ราคา’ ที่ตั๋วใบนั้นบอกไว้ ราคาของการเปลี่ยนแปลงอดีต คือการที่ผมต้องสูญเสียความทรงจำและความรู้สึกในช่วงหกปีนั้นไป และศิลาต้องทนทรมานกับการรอคอยอย่างโดดเดี่ยวถึงหกปีเต็ม
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงครับ ว่าผมจะ ‘ตื่น’ ขึ้นมา หรือกลับมาจำคุณได้ในวันนี้ เวลานี้” ผมถามต่อ
ศิลาชี้ไปที่ตั๋วของผมที่วางอยู่ข้างๆ แก้วโอเลี้ยง “เมื่อเช้านี้ ผมเห็นคุณวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในสถานี… วินาทีที่ผมสบตาคุณตอนที่คุณก้าวขึ้นรถไฟ ผมก็รู้ทันทีว่าคุณกลับมาแล้ว” เขาหัวเราะในลำคอ “แววตาของคุณมันฟ้องทุกอย่าง นาวิน… มันคือแววตาของคนที่เพิ่งผ่านความตายมาด้วยกัน”
ผมหน้าแดงซ่าน ไม่คิดว่าตัวเองจะแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น “แต่คุณก็แกล้งให้ลุงสมหมายไปตรวจตั๋วผมแทนเนี่ยนะ! รู้ไหมว่าผมใจเสียแค่ไหน คิดว่าคุณหายไปไหนแล้ว” ผมบ่นอุบอิบ โยนความผิดให้เขากลบเกลื่อนความเขิน
“ผมขอโทษครับ” ศิลายกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ แต่หน้าตายังคงยิ้มระรื่น “ผมแค่อยากเตรียมตัวนิดหน่อย… ผมอยากแน่ใจว่าการพบกันครั้งแรกในไทม์ไลน์ที่ถูกต้องของเรา มันจะออกมาดีที่สุด ผมเลยไปดักรอคุณที่สถานีปลายทางแทน”
พูดจบ เขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออีกข้าง แล้วหยิบของบางอย่างออกมาวางตรงหน้าผม มันคือ… สมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเล่มนั้น
“ไดอารี่…” ผมพึมพำ
“ครับ… เล่มที่ผมเคยซ่อนไว้ใต้เบาะรถไฟ” ศิลาเลื่อนมันมาให้ผม “ในไทม์ไลน์นี้ ผมไม่ได้ตาย ผมก็เลยไม่ได้ซ่อนมันไว้บนรถไฟ… แต่ผมเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา หกปีที่ผ่านมา ผมเขียนต่อจากหน้าสุดท้ายที่คุณเคยอ่าน…”
ผมมองสมุดเล่มนั้นสลับกับใบหน้าของศิลา หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยักหน้าให้กำลังใจ “เปิดดูสิครับ”
ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดหน้าสมุดบันทึกอย่างระมัดระวัง พลิกผ่านหน้ากระดาษที่คุ้นเคย จนกระทั่งถึงหน้าหลังจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563… หน้าที่เคยว่างเปล่าในลูปเวลา
คราวนี้ มันเต็มไปด้วยตัวหนังสือที่เป็นระเบียบของเขา
14 กุมภาพันธ์ 2563 เขาปลอดภัยแล้ว… แต่เขายังจำผมไม่ได้ ไม่เป็นไร ศิลา… แกมีความหวังแล้ว
25 ธันวาคม 2565 วันนี้เห็นเขาเดินผ่านแผนกตารางเดินรถด้วย ตัดผมทรงใหม่ น่ารักดี… อดทนไว้นะ อีกแค่สามปีนิดๆ
ผมพลิกผ่านไปหลายหน้า ทุกหน้าคือบันทึกความทรงจำที่เขามีต่อผมในระยะประชิดแต่ไม่กล้าล้ำเส้น จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย… วันที่ระบุไว้คือเมื่อวานนี้
13 กุมภาพันธ์ 2569 พรุ่งนี้แล้วสินะ… พรุ่งนี้คือวันที่กระแสเวลาจะบรรจบกัน วันที่ตั๋วรถไฟสายกาลเวลาจะพาเขากลับมาหาผม ถ้าคุณได้อ่านหน้านี้ นาวิน… ผมอยากบอกคุณว่า…
ตัวหนังสือในบรรทัดสุดท้ายถูกเว้นว่างไว้ ผมเงยหน้าขึ้นมองศิลาอย่างเป็นคำถาม
ศิลามองสบตาผม นัยน์ตาคมเข้มของเขาไม่มีความลับหรือความเจ็บปวดใดๆ ปิดบังไว้อีกต่อไป มีเพียงความจริงใจที่พร้อมจะมอบให้คนตรงหน้า
“ผมอยากบอกคุณว่า…” ศิลาเอ่ยเสียงนุ่มนวล มั่นคง “ต่อให้ต้องรออีกสิบปี หรือต้องวนลูปอีกกี่ร้อยครั้ง… คนที่ผมจะเลือกแลกชีวิตให้ และคนที่ผมจะเลือกมอบหัวใจให้… ก็มีแค่คุณคนเดียว”
เขาเลื่อนมือมาจับมือผมที่วางอยู่บนสมุดบันทึก บีบมันเบาๆ “เราเลิกนั่งรถไฟคนละขบวน… แล้วมาเดินทางไปด้วยกันตลอดไป… ได้ไหมครับ?”
คำสารภาพรักที่รอคอยมาหกปีเต็ม ในที่สุดก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาในไทม์ไลน์ที่ถูกต้องเสียที ไม่มีเสียงหวูดรถไฟมาขัดจังหวะ ไม่มีใครต้องหายตัวไปไหน มีเพียงกลิ่นกาแฟโบราณหอมกรุ่น และผู้ชายสองคนที่ข้ามผ่านกาลเวลามาเพื่อกันและกัน
ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันคือน้ำตาแห่งความสุขอย่างแท้จริง ผมพลิกฝ่ามือขึ้น สอดประสานนิ้วทั้งห้าเข้ากับมือของเขาให้แน่นที่สุด
“ครับ…” ผมตอบรับเสียงสั่น “คราวนี้… ผมจะไม่ยอมทิ้งตั๋วไปไหนอีกแล้ว”
ศิลายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ทำให้โลกรอบตัวผมสว่างไสวขึ้นมาในพริบตา รถไฟสายกาลเวลาของพวกเรา… เพิ่งจะเริ่มออกเดินทางจริงๆ ในวันนี้นี่เอง


