คฤหาสน์วารีไม่เคยตื่นสาย เพราะที่นี่ไม่ยอมปล่อยให้ “เวลา” หลุดลอยไปจากมือแม้แต่วินาทีเดียว แม้แต่เสียงเดินของนาฬิกาก็ยังขยับเคลื่อนอย่างสุภาพนุ่มนวล
เรนตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นฝนอีกครั้ง ไม่ใช่ฝนจากฟากฟ้า แต่เป็นละอองน้ำจากระบบพ่นหมอกในสวนที่ทำงานตามเวลา เพื่อให้บ้านทั้งหลังชุ่มฉ่ำอยู่เสมอ ราวกับต้องการชำระล้าง “อะไรบางอย่าง” ออกไปทุกค่ำคืน
เขาตรงไปยังจุดแรกที่วางกับดักไว้… มุมโถงด้านข้าง
ผ้าสีขาวผืนน้อยที่วางทิ้งไว้เมื่อคืนยังคงอยู่ที่เดิม มันถูกแตะต้องแล้ว… ไม่จำเป็นต้องหารอยนิ้วมือ เรนรู้ได้จากกลิ่น เพราะกลิ่นของ “ผิวหนัง” มักทิ้งเงาจาง ๆ ไว้ในอากาศ เปรียบเสมือนเสียงที่ยังดังก้องอยู่ในหูแม้คนพูดจะเดินจากไปแล้ว
เขาใช้ถุงมือหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาสูดดมเบา ๆ
กลิ่นสบู่เด็ก ผสมแป้งฝุ่นบางเบา และโทนส้มสะอาดสะอ้าน
มันคล้ายคลึงกับกลิ่นที่เขาเจอในเรือนกระจก แต่… มีบางอย่างผิดปกติ มันผิดตรงที่กลิ่นนี้ “ถูกจัดวาง” มากเกินไป กลิ่นลอยฟุ้งออกมาเป็นลำดับชั้นชัดเจนเหมือนสูตรน้ำหอมที่ถูกคิดคำนวณมาก่อนฉีด ไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากการเผลอไปสัมผัสโดยบังเอิญ
เรนวางผ้าลงช้า ๆ เหมือนวางหมากตัวหนึ่งลงบนกระดาน ก่อนจะเงยหน้ามองหมากอีกตัวที่เพิ่งถูกฝ่ายตรงข้ามขยับสวนกลับมา คนร้ายไม่ได้เพียงแค่เดินมาแตะกับดัก แต่กำลังยืมกับดักของเขาเป็นเวทีแสดงละครฉากใหญ่
เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เก็บผ้าใส่ซองซิป แล้วเดินต่อไปยังจุดที่สอง—ทางเดินปีกตะวันตก
ผ้าขาวยังคงวางอยู่ และถูกแตะต้องเช่นกัน ทว่าคราวนี้กลิ่นที่ติดมาไม่ใช่กลิ่นเดิม
กลิ่นกฤษณาแก่ ควันไม้จาง ๆ และน้ำผึ้งรสเข้มข้น
กลิ่นของผู้ใหญ่… กลิ่นของคนที่ใช้ความหนักแน่นเป็นเกราะป้องกันตัว และรู้ดีว่าความหนักนั้นจะกดดันให้ผู้อื่นต้องยอมถอย เรนขมวดคิ้ว มันคือกลิ่นของ อารัญ ชัดเจน เป็นความใกล้เคียงที่คนทั่วไปอาจแยกไม่ออก แต่สำหรับเรน มันเหมือนลายมือที่อ่านง่ายที่สุด
และเมื่อมาถึงจุดที่สาม—ข้างบันไดทางลงชั้นใต้ดิน
ผ้าขาว… หายไป
ไม่มีผ้าผืนนั้น เหลือทิ้งไว้เพียง “อากาศที่ถูกปรุงแต่ง” เรนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่ไล่ขึ้นมาตามผิวหนัง
เบอร์กาม็อตสด ซีดาร์ และกลิ่นสะอาดของสบู่ราคาแพง
ลายเซ็นของ กวิน
เรนแค่นหัวเราะในใจ ขบขันอย่างคนที่มองเห็นเกมสกปรก แต่ต้องยอมรับในใจว่าฝ่ายตรงข้ามเดินเกมได้เก่งกาจ สามจุด สามคน สาม “ลายเซ็น” นี่คือการสับขาหลอกที่งดงาม เพราะมันบีบให้เรนต้องรีบตัดสินใจสงสัยใครสักคนเร็วเกินไป และถ้าเขาเลือกผิด… คนร้ายจะได้ทั้งเวลาและช่องว่างในการหายใจ
เรนยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจของบ้าน แล้วเขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด ไม่รีบสรุป ไม่รีบออกไล่ล่า แต่เขาเลือกที่จะ “ย้อนกลับไปที่ห้องครัว”
ครัวคือสถานที่เดียวที่กลิ่น “ไม่โกหก” เพราะมันปะทะสังสรรค์กันตลอดเวลา มันลื่นไหล ไร้พิธีรีตอง ไม่เหมือนหน้ากากที่คนบนตึกสวมใส่
แม่ครัวกำลังหั่นขิง มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา แต่เธอไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะในบ้านหลังนี้ คนชั้นล่างถูกฝึกให้ตระหนักเสมอว่า ความจริงคือสมบัติของชนชั้นบน
เรนส่งยิ้มบาง ๆ ให้เธอ “เมื่อคืนมีใครลงมาที่ครัวไหมครับ”
หญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา “มีคุณอารัญค่ะ ลงมาหาอะไรสักอย่าง… อยู่ไม่นาน”
เรนพยักหน้า “แล้วเขาทำอะไร”
“เขา… เอาถาดชาไปค่ะ บอกว่าคุณลิลลี่อยากดื่มก่อนนอน”
คำตอบนั้นไม่ผิด แต่เสียงของเธอสั่นเครือตรงคำว่า “ถาดชา” เหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่ไม่กล้าคายออกมา เรนไม่จี้ถาม เขาเพียงแค่หย่อนคำถามเพิ่มลงไปนิดเดียว เหมือนหยดหัวน้ำหอมลงในน้ำเพื่อดูการกระจายตัว
“ถาดชาแบบไหนครับ ถาดเงิน หรือถาดไม้”
แม่ครัวหลับตาลงครู่หนึ่ง เหมือนกลัวความทรงจำของตัวเอง “ถาดไม้ค่ะ ถาดที่เก็บอยู่ข้างในลึก ๆ … ป้าจำได้เพราะมันมีกลิ่นหอมแปลก ๆ ติดอยู่”
เรนชะงัก… ถาดไม้ เท่ากับจุดที่เขาเจอรอยกลิ่นโลหะผสมแอลกอฮอล์ในแก้วเมื่อวาน ข้อมูลต่าง ๆ เริ่มเชื่อมต่อกันเองอย่างเงียบเชียบ เหมือนกลิ่นที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นจมูก
เขาขอบคุณแม่ครัว แล้วเดินกลับขึ้นเรือนใหญ่เพื่อไปหากวิน กวินยืนรออยู่หน้าห้องทำงาน ท่าทางเหมือนรู้ตัวอยู่แล้ว หรือไม่ก็เหมือนคนที่ถูกบ้านหลังนี้สั่งให้มายืนอยู่ตรงจุดนี้เพื่อถูกจ้องมอง
เรนยื่นซองซิปให้เขาดู “สามจุด สามลายเซ็น”
กวินอ่านกลิ่นจากผ้าไม่ออก แต่เขาอ่าน “สีหน้าของเรน” ออก “คุณคิดว่าใครทำ”
เรนส่ายหน้า “คนร้ายพยายามบีบให้ผมคิดว่า ‘ต้องเป็นใครสักคน’ ให้เร็วที่สุด แต่ผมไม่คิดจะเล่นตามเกมเขาง่ายขนาดนั้น”
กวินเงียบ เรนจึงพูดต่อ “เมื่อวานมีใครเอาถาดชาลงไปให้ลิลลี่”
กวินชะงักไปนิดหนึ่ง “อารัญบอกว่าเขาเอาไปให้ เพราะลิลลี่อยากดื่ม” เขาหยุดพูด เหมือนเริ่มมองเห็นความผิดปกติใน ‘ความตั้งใจดี’ นั้น “ทำไม?”
เรนจ้องมองเขา นานพอให้ประโยคถัดไปกลายเป็นมีดที่ถูกลับมาอย่างเงียบเชียบ “เพราะคนร้ายไม่จำเป็นต้องฆ่าใครด้วยมือ เขาแค่ต้อง ‘ส่งกลิ่นให้ถึงตัว’ แล้วปล่อยให้กลิ่นทำงานแทน”
กวินยืนนิ่ง หายใจเข้าช้า ๆ เหมือนกำลังกลืนความจริงอันขมขื่นลงคอ และยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงฝีเท้าของสาวใช้ก็ดังขึ้น เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ไม่ใช่ท่าทางแตกตื่นโวยวาย แต่เป็นการรีบร้อนอย่างสุภาพ ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่คนในบ้านหลังนี้คุ้นเคยดี
“คุณกวินคะ… คุณอารัญ… ล้มหมดสติอยู่ในห้องเก็บสูตรค่ะ”
เรนกับกวินสบตากัน ความเงียบระหว่างคนทั้งคู่กลายเป็นหมากกระดานสำคัญที่ถูกเดินพร้อมกันอีกครั้ง คนร้ายลงมือสวนกลับ… และเลือกเหยื่อเป็นคนที่เรนเพิ่งได้ “ลายเซ็น” มา
มันคือการสับขาหลอกที่ชัดเจนที่สุด ราวกับจะบอกเรนว่า…
ถ้าคุณจะสงสัยอารัญ… งั้นผมจะฆ่าอารัญให้ดู แล้วคอยดูสิว่า… เกมของคุณจะพังพินาศแค่ไหน



