บรรยากาศภายในโถงคณะสถาปัตย์ฯ วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ป้ายไวนิลขนาดใหญ่เขียนว่า “Open House: เปิดบ้านสถาปัตย์ฯ สานสัมพันธ์ครอบครัว” เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และรอยยิ้มของเหล่าผู้ปกครองที่มาดูผลงานของบุตรหลาน อบอวลไปทั่วบริเวณ
ข้ายืนพิงเสาต้นใหญ่ในมุมมืด (มุมโปรดประจำตัว) มองดูภาพความสุขเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย สำหรับยมทูต… ‘ครอบครัว’ คือบ่วงพันธนาการที่เหนียวแน่นที่สุด และตัดขาดได้ยากที่สุดในวาระสุดท้าย
ข้ากวาดสายตามองหาเจ้าตัวแสบ… วินยืนอยู่หน้าบอร์ดจัดแสดงผลงานของตัวเอง (โมเดลบ้านที่ทำจากไม้ไอติม ซึ่งดูบี้ยวๆ บูดๆ เหมือนคนทำ) เขาสวมเสื้อนักศึกษาเรียบร้อยผิดหูผิดตา ผมเซตมาอย่างดี เขายืนชะเง้อคอมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว… มือหนึ่งกำโทรศัพท์แน่น อีกมือคอยจัดเสื้อให้เรียบตึง
ติ๊ง… เสียงไลน์ดังขึ้น วินรีบยกมือถือขึ้นมาอ่าน แววตาที่เป็นประกายเมื่อครู่… หม่นแสงลงวูบเดียว ก่อนจะเลือนหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มที่ดู ‘ปลอม’ ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็น
“อ้าว วิน! พ่อมึงไม่มาเหรอวะ?” เจ เพื่อนสนิทเดินเข้ามาทักพร้อมกับแม่
วินยิ้มกว้าง หัวเราะร่า “อ๋อ… พ่อติดประชุมด่วนว่ะ โปรเจกต์พันล้าน ลูกค้าเรื่องมากชิบหาย ช่วยไม่ได้เนอะ คนมันรวยก็เงี้ย ยุ่งตลอด”
“โห… เสียดายว่ะ กะว่าจะฝากแม่กูไปขอลายเซ็นพ่อมึงสักหน่อย”
“เออน่า… ไว้คราวหน้าๆ พ่อกูบอกว่า ‘เดี๋ยวคราวหน้ามาแน่นอน’ “
ประโยคเดิม… ‘เดี๋ยว’ ‘คราวหน้า’ คำพูดติดปากของมนุษย์ที่ข้าเกลียดที่สุด เพราะในบัญชีของข้า… หลายครั้งที่คำว่า ‘คราวหน้า’ ไม่มีอยู่จริง
วินตบไหล่เพื่อน แล้วเดินเลี่ยงออกมา “กูไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ ปวดฉี่” เขาเดินผ่านหน้าข้าไปโดยไม่ทักทาย สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า… ว่างเปล่าและร้าวราน
…
ณ ร้านเหล้า “บาร์ระเบียงดาว” (หลังมอ)
ร้านนั่งชิวบรรยากาศสลัว ดนตรีสดเล่นเพลงอกหักจังหวะช้าๆ วินนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสุด บนโต๊ะมีขวดเบียร์เปล่าตั้งเรียงกันอยู่ 3 ขวด และขวดที่ 4 กำลังถูกยกขึ้นดื่ม
ข้าเดินฝ่าดงนักศึกษาเข้าไป แล้วดึงเก้าอี้ตรงข้ามวินออกมานั่งลง
“แอลกอฮอล์… คือยาพิษชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ช้า ทำลายตับ และลดทอนสติสัมปชัญญะ” ข้าเอ่ยทักทายด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
วินสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าแดงๆ ขึ้นมองข้า ตาเยิ้มฉ่ำ “อ้าว… ท่านยม… มาเก็บวิญญาณใครเหรอแถวนี้… หรือมาเก็บผม?”
“ข้ามาเก็บ… ซากมนุษย์ที่กำลังทำร้ายตัวเอง” ข้าแย่งแก้วเบียร์จากมือเขามาวางลง
“โห่… อย่าดุสิกาล วันนี้ขอวันนึง… ไม่ไหวว่ะ” วินฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไหล่สั่นเทาเล็กน้อย
“เขาไม่มา… ใช่ไหม?” ข้าถามเสียงเบา
วินหัวเราะในลำคอ ทั้งที่ยังฟุบหน้าอยู่ “อืม… ไม่มา… ไม่เคยมาเลย ตั้งแต่ม.ต้น ยันมหาลัย… คำตอบเดิมตลอด ‘พ่อไม่ว่าง’ ‘พ่อต้องทำงานเพื่ออนาคตแก’…”
วินเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอาบแก้ม “อนาคตบ้าบออะไรวะ! ผมอยู่นี่! ผมอยู่ตรงนี้! ผมคือปัจจุบันของเขาไม่ใช่เหรอ! ทำไมเขาไม่เคยมองผมเลย… ทำไมต้องรอแต่วันพรุ่งนี้!”
ข้ามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า… ความเจ็บปวดของเขา แหลมคมยิ่งกว่าคมมีด มนุษย์มักไขว่คว้าหาอนาคต จนลืมไปว่าปัจจุบันกำลังร่วงโรย
ข้ายื่นมือออกไป… ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะของวิน ลูบผมเขาเบาๆ “วิน… มนุษย์มีความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงที่สุดอยู่อย่างหนึ่ง”
“อะไร…” วินสะอื้น
“พวกเจ้าคิดว่า… พวกเจ้ามีเวลาเหลือเฟือ” ข้าพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ดั่งเสียงระฆังวัดยามค่ำ “พ่อเจ้าอาจคิดว่า ยังมีวันพรุ่งนี้ให้แก้ตัว ยังมีปีหน้าให้มาหา… แต่เขาไม่รู้หรอกว่า นาฬิกาทรายของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน”
“แล้วผมต้องทำไง… ผมโกรธเขา ผมน้อยใจเขา”
“จงโกรธ… นั่นคือสิทธิ์ของเจ้า” ข้าเลื่อนมือมาเช็ดน้ำตาที่แก้มเขา นิ้วหัวแม่มือเย็นเฉียบปาดหยดน้ำอุ่นๆ ออกไป “แต่อย่าปล่อยให้ความโกรธกัดกินเวลาที่เหลืออยู่… หากเจ้าต้องการเขา จงบอกเขา… ไม่ใช่รอให้เขาเดาใจ เพราะบางครั้ง… โอกาสสุดท้ายอาจมาถึงโดยไม่บอกกล่าว”
วินมองหน้าข้า นิ่งไปนาน “นายพูดเหมือนคนแก่… ไม่สิ เหมือนคนผ่านโลกมาเยอะ”
“ก็เยอะกว่าที่เจ้าคิด” ข้ายิ้มจางๆ “กลับหอกันเถอะ… เมาแล้วสภาพดูไม่ได้เลย หน้าแดงเป็นตูดลิง”
วินหัวเราะทั้งน้ำตา “ปากหมาว่ะ… นายแบกผมกลับด้วยนะ เดินไม่ไหวแล้ว โลกหมุน”
…
ข้าแบกวินขึ้นหลัง… น้ำหนักของเขาเบาหวิวเมื่อเทียบกับบาปกรรมที่ข้าเคยแบกรับ วินกอดคอข้าแน่น ซบหน้าลงกับไหล่ข้า กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ปนกับกลิ่นสบู่เด็ก
“กาล…” เสียงวินงัวเงียอยู่ข้างหู
“ว่าไง”
“ถ้าวันหนึ่ง… เวลาของผมหมดลงจริงๆ… นายจะเป็นคนมารับผมใช่ไหม?”
ข้าชะงักฝีเท้า… หัวใจกระตุกวูบ ภาพในนิมิตเมื่อตอนนั้น… ภาพที่ข้ายื่นมือไปกระชากวิญญาณเขา ตอนนี้… ข้าไม่แน่ใจแล้วว่า ข้าจะทำมันได้ลงคอหรือไม่
“นอนซะ…” ข้าบอกปัด “อย่าเพิ่งรีบตาย… ข้ายังไม่อยากเขียนรายงานส่งท่านพญายม”
“ฮ่ะๆ… ใจร้าย…”
วินหลับไปแล้ว… ลมหายใจสม่ำเสมอเป่ารดต้นคอข้า ข้าเดินแบกเขาไปตามทางเดินมืดสลัว แสงไฟข้างทางสาดส่องเป็นระยะ เงาของเราสองคนทอดยาวเป็นเงาเดียวกัน
ท่ามกลางความเงียบสงัด ข้ากระซิบบอกกับคนบนหลัง เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารับเจ้า… นอกจากข้า… และวันนั้นต้องยังมาไม่ถึง… ไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ วิน”
ทันใดนั้น ข้าสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากยอดตึกฝั่งตรงข้าม ข้าตวัดสายตาขึ้นไปมอง… เห็นเพียงเงาสีดำทะมึน และประกายแวววาวของแว่นตา ศิวะ… มันยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น พร้อมกับชี้มาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง เป็นการบอกใบ้ว่า… เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้ว



