คืนนั้น
สายฝนหวนกลับมาอีกครั้ง ตกไม่หนักหนา แต่ตกยาวนานต่อเนื่อง… ราวกับเวลาที่ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน บ้านทั้งหลังถูกลงกลอนทุกบานประตู ไฟทางเดินเปิดไว้เพียงสลัว พอให้คนมองเห็นทางเดินได้ แต่ไม่สว่างพอให้ใครใช้ซ่อนเงา
นี่คือวิธีการของท่านย่า… การขังทุกคนให้อยู่ “ในสายตาของความมืด”
เรนและกวินขลุกกันอยู่ในห้องปรุงยา ไม่ใช่เพราะความสบายใจ แต่เพราะคืนนี้พวกเขาต้องลงมือทำ “ของจริง” แทนคำพูด เรนเปิดสมุดบันทึกของแม่ หน้าที่เขียนสูตร Primer มีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งถูกฉีกขาดหายไป แม่ไม่ได้หวงลูก… แต่แม่หวงโลกใบนี้ และหวงแหนไกปืนที่จะใช้หยุดยั้งมัน
“Primer คือฐานที่ทำให้กลิ่น ‘จับหัวใจคนได้’ ใช่ไหม” กวินเอ่ยถามเสียงเบา ราวกับกลัวว่าจะไปทำให้อากาศรอบตัวสั่นไหว
เรนพยักหน้า “มันเหมือนการดึงประตูประสาทรับรู้ให้เปิดออกก่อน Phase-1 ถึงจะเข้าไปทำงานได้ และ Phase-2 ถึงจะเข้าไปสั่งให้คนคลุ้มคลั่ง”
กวินเงียบไป เขาไม่ใช่คนขี้กลัว แต่คำว่า “สั่ง” ทำให้เขาหวนนึกถึงคนในบ้าน และนึกถึงคำพูดแม่ของเรนที่ว่า “มันเป็นกระจกสะท้อนความอยาก”
เรนบรรจงตวงสารตั้งต้นทีละหยด ไม่รีบร้อน เหมือนกำลังสื่อสารกับแม่ผ่านช้อนคนแก้ว กวินยืนอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยจัดเรียงขวดและยื่นอุปกรณ์ให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ จังหวะของเขาเงียบเชียบ แต่สอดประสานเข้ากับเรนราวกับคนที่จูนคลื่นความถี่ตรงกันได้แล้ว
เสียงฝนด้านนอกดังเปาะแปะ เหมือนเคาะจังหวะให้ลมหายใจของทั้งคู่สอดคล้องกันไปโดยไม่รู้ตัว เรนหยดหัวน้ำหอมหยดหนึ่งลงบนกระดาษทดสอบ กลิ่นลอยขึ้นมาช้า ๆ… ไม่หวาน ไม่เย้ายวน แต่มันเป็นกลิ่นที่ “ปลอบประโลม” มากกว่าจะมุ่งเอาชนะใจใคร
กวินเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดมเบา ๆ ก่อนจะหันมองเรน “นี่ไม่ใช่ Eros Bloom”
เรนส่ายหน้า “นี่คือ ‘Anti-note’ ที่แม่ผมเริ่มทำไว้ มันช่วยตัดวงจรความพิศวาส ด้วยกลิ่นที่ทำให้คนกลับมารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง มากกว่าที่จะหลงใหลไปตามสิ่งเร้า”
กวินดมมันอีกครั้ง ช้า ๆ เหมือนกำลังปล่อยให้กลิ่นเดินทางไปจนถึงความหมายที่แท้จริง “มันเหมือน… บ้านที่ไม่มีใครต้องคอยแสดงละคร”
เขาพูดออกมาแล้วเงียบไป เหมือนคำคำนี้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งใจพูด เรนชะงักไปนิดหนึ่ง เขาไม่ได้หันไปมองกวินตรง ๆ แต่ถ้อยคำนั้นทำให้ปลายหัวใจของเขาอ่อนยวบลงทีละเสี้ยว
“ผมไม่ถนัดปรุงกลิ่นแบบนี้” เรนเปรยขึ้น “ถนัดปรุงกลิ่นที่ต้อง ‘บอกความจริง’ มากกว่า”
กวินยิ้มบาง ๆ “ความจริงก็มีหลายแบบนะ บางแบบ… ก็ไม่ต้องเจ็บปวดเสมอไป”
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะ ใกล้พอให้เรนได้กลิ่นผิวเนื้อของเขาชัดเจนขึ้น กลิ่นที่ไม่ใช่น้ำหอมปรุงแต่ง แต่เป็นความตั้งใจที่ซื่อตรงยิ่งกว่าฉลากใบใด เรนหันไปมอง ดวงตาของเขายังคงแข็งแกร่ง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้แววตานั้นไม่คมกริบเท่าเดิม
กวินยื่นปลายแขนเสื้อให้เรนดู “ผมยังมีกลิ่นของแม่คุณติดอยู่”
เรนไม่ตอบ แต่เขายกมือขึ้น “ลูบปลายแขนเสื้อเขาเบา ๆ” เหมือนต้องการเช็กว่ากลิ่นนั้นยังมีอยู่จริงไหม หรือเหมือนมือของเขาเผลอจดจำความอุ่นจากคนตรงหน้าไปแล้ว
วินาทีนั้น เสียงฝนด้านนอกดูเหมือนจะดังขึ้น ทั้งที่มันยังตกในจังหวะเดิม… เพราะเสียงหัวใจของคนสองคนในห้องต่างหาก ที่เพิ่งจะสะดุดในจังหวะเดียวกัน
“กวิน” เรนเอ่ยเรียก ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากเขาเองโดยไม่ผ่านการอนุญาตของเหตุผล
กวินมองหน้าเขา “ครับ”
เรนอยากจะพูดว่า ‘อย่าไว้ใจใครในบ้านนี้’ แต่เขากลับเลือกพูดอย่างอื่น “คืนนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น… อย่าเดินคนเดียว” เสียงของเขาเบาหวิว แต่ตรงไปตรงมา “คนร้ายกำลังจะขยับหมากอีกครั้ง”
กวินพยักหน้า แล้วตอบกลับอย่างเรียบง่าย เหมือนคำมั่นสัญญาที่ไม่ได้ตั้งใจปรุงแต่งให้หวาน… แต่หวานเพราะมันคือความจริง “ผมจะอยู่กับคุณ”
เรนอยากจะหักห้ามใจ อยากบอกว่าไม่ต้อง แต่เสียงฝนด้านนอก และสัมผัสที่มือซึ่งยังแตะอยู่บนปลายแขนเสื้อของกวิน ทำให้เขายอมปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำปฏิเสธ
ความรักเริ่มก่อตัวขึ้นแบบนี้เอง… ไม่ใช่ไฟที่ลุกวาบ แต่เป็นไอน้ำอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ เกาะตัวบนกระจก จนคนข้างในเริ่มมองเห็นกันชัดเจนขึ้น… ทีละนิด
และในคืนที่บ้านถูกปิดตายทั้งหลัง ในคืนที่ท่านย่ากักขังทุกคนไว้ในกระดานหมาก เสียงประตูชั้นใต้ดินดัง กึก เบา ๆ ไกล… จนไม่ใช่เสียงที่คนทั่วไปจะได้ยิน
แต่เรนได้ยิน เพราะกลิ่นในห้อง “เปลี่ยนทิศ” ไปทางนั้นเล็กน้อย เขากับกวินหันมาสบตากัน ครั้งนี้ไม่ต้องมีคำพูดใด ต่างคนต่างรู้ดีว่า…
หมากของฝ่ายตรงข้าม เพิ่งถูกเดินหน้าขึ้นมาอีกหนึ่งตา



