ฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักในยามวิกาล ราวกับฟ้าดินต้องการชะล้างความโสมมของเมืองหลวง แต่สำหรับ พี่กล้า สายฝนเย็นเยียบนี้คือเครื่องอำพรางชั้นดีที่ช่วยลบรอยเลือดและกลิ่นสาบสางไม่ให้สุนัขล่าเนื้อตามเจอ
ร่างสูงใหญ่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นเปียกปอน วิ่งลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ แถบ สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวจีนอพยพและกรรมกรแบกหาม กลิ่นฝิ่น กลิ่นน้ำเน่า และกลิ่นเหงื่อไคลของชนชั้นแรงงาน คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ช่วยกลบกลิ่นตัวของเขาได้เป็นอย่างดี
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
กล้าทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงโรงฝิ่นเก่าซอมซ่อ แผลที่ถูกกระจกบาดและแผลเก่าที่เอวเริ่มอักเสบจนตัวร้อนรุ่ม เขาพยายามหดกรงเล็บและเขี้ยวที่งอกยาวกลับคืนสู่สภาพมนุษย์ แต่มันยากเหลือเกินเมื่อร่างกายอ่อนแอและจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“เฮ้ย! ดูซิเราเจอตัวอะไร…”
เสียงแหบห้าวภาษาไทยปนจีนดังขึ้น เงาตะคุ่มสามสี่ร่างเดินออกมาจากเงามืด พวกมันเป็นพวก ‘อั้งยี่’ หรือนักเลงคุมตรอก ถือมีดพกและไม้หน้าสาม “แต่งตัวดีนี่หว่า… ไปขโมยเสื้อผ้าใครมาวะไอ้หนุ่ม?”
“อย่ามายุ่งกับกู…” กล้าคำรามต่ำ นัยน์ตาสีอำพันสว่างวาบในความมืด
“โอ้โฮ… ตาเรืองแสงด้วยเว้ย เฮ้ย! จับมันมาดูดิ๊ เผื่อขายได้ราคา!” หัวหน้าแก๊งสั่งลูกน้อง
พวกนักเลงกรูเข้ามา กล้าไม่มีแรงจะสู้ยืดเยื้อ เขาตะปบกรงเล็บเข้าที่ไม้หน้าสาม แคว่ก! ไม้หักเป็นสองท่อนด้วยมือเปล่า ทำเอาพวกมันชะงักกึก “ปีศาจ! มันเป็นปีศาจ!”
“ถอยไป!” เสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านหลัง ประตูโรงฝิ่นเปิดออก ชายชราท่าทางผอมแห้งแต่ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรี เดินออกมาพร้อมไม้ตะพดหัวมังกร “เจ๊กง้วน” หรือ ‘เฒ่าง้วน’ ผู้คุมซอยนี้
“อั๊วบอกกี่ทีแล้วว่าอย่าหาเรื่องคนไม่มีทางสู้ในถิ่นอั๊ว!” เจ๊กง้วนตวาด พวกนักเลงรีบก้มหัวปะหลกๆ แล้วถอยหนีไป
ชายชราเดินเข้ามาหากล้า ใช้ปลายไม้ตะพดเชยคางชายหนุ่มขึ้นพิจารณา “ตามังกร… กลิ่นพยัคฆ์…” แกพึมพำภาษาจีน แล้วเปลี่ยนเป็นไทย “ลื้อไม่ใช่คนแถวนี้… และไม่ใช่คนธรรมดา”
“ช่วย… ข้าด้วย…” กล้าวิงวอนเสียงแหบพร่า ก่อนที่สติจะดับวูบไป
…
ณ ห้องทำงานท่านเจ้าคุณกรมท่า
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ท่านเจ้าคุณบริรักษ์ นั่งหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีปืนพกสั้นวางอยู่ข้างๆ ถ้วยชา คุณพุ่ม นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก้มหน้ามองพื้น โดยมี หลวงเทพ นั่งพับเพียบอยู่ข้างหลังคอยเป็นลูกคู่
“เจ้าจะบอกพ่อว่า…” ท่านเจ้าคุณเอ่ยเสียงเรียบ “ไอ้บ่าวที่ชื่อกล้า… คือทายาทเจ้าเมืองเวียงผาหมอกที่หายสาบสูญ และพระยาไกรสีห์ เพื่อนรักของพ่อ… คือคนทรยศที่วางแผนกบฏอย่างนั้นรึ?”
“ขอรับคุณพ่อ” พุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาอย่างเด็ดเดี่ยว “หลักฐานทั้งหมดอยู่ที่นี่” พุ่มยื่นจดหมายลับที่ถอดรหัสแล้ว และสมุดบันทึกของหมอผีหลวงวิเศษ (ที่เจอในเรือนแพ) ให้บิดา
ท่านเจ้าคุณหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด คิ้วหนาขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ “ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง… แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ” ท่านวางกระดาษลง “พระยาไกรสีห์คุมกองทหารรักษาพระนครกว่าครึ่ง… หากเราขยับตัวพลาด เราจะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏเสียเอง”
“แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร พี่กล้าจะตาย และพระยาไกรสีห์ก็จะได้ครองอำนาจมืดสมใจนะขอรับ!” พุ่มแย้ง
“แล้วเอ็งจะให้พ่อทำเยี่ยงไร? ยกกองกำลังไปบุกบ้านเจ้ากรมกลาโหมรึ? มีหวังโดนยิงไส้แตกก่อนถึงประตูรั้ว!”
“เราไม่ต้องบุกขอรับคุณลุง” หลวงเทพแทรกขึ้น “แต่เราต้อง ‘เปิดโปง’ ” หลวงเทพขยับเข้าไปใกล้ “งานประหารนักโทษกบฏในอีก ๓ วันข้างหน้า… พระยาไกรสีห์จะเป็นประธาน หากเราหาตัวพยานปากเอกมายืนยันความผิดของมันได้กลางงาน…”
“พยาน?” ท่านเจ้าคุณเลิกคิ้ว “ใคร?”
“ตัวไอ้กล้าเองขอรับ” พุ่มตอบ “และ… คนที่รู้เห็นเหตุการณ์เมื่อสามสิบปีก่อน”
ท่านเจ้าคุณถอนหายใจยาว เอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงนิ่งนานจนพุ่มใจเสีย “พุ่ม… เอ็งรักมันมากใช่ไหม ไอ้หนุ่มนั่นน่ะ?”
พุ่มสะดุ้ง แต่ไม่หลบสายตา “ขอรับ… ผมรักเขา” “รัก… ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่คน ทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย?”
“ขอรับ”
ท่านเจ้าคุณลืมตาขึ้น แววตาอ่อนลงเล็กน้อย “เอ็งมันดื้อเหมือนแม่เอ็งไม่มีผิด…” ท่านหยิบปืนพกบนโต๊ะ แล้วยื่นส่งให้พุ่ม “พ่อจะไม่สั่งทหารไปตามล่ามัน… และพ่อจะถ่วงเวลาทางวังหลวงไว้ให้ แต่เอ็งต้องสัญญากับพ่อข้อหนึ่ง”
“ครับพ่อ?”
“ถ้าถึงที่สุดแล้ว… มันควบคุมตัวเองไม่ได้ และกลายเป็นปีศาจที่ไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์…” ท่านเจ้าคุณจ้องตาพุ่มเขม็ง “เอ็งต้องเป็นคนยิงมันด้วยมือของเอ็งเอง… เพื่อยุติเรื่องทั้งหมด เข้าใจไหม?”
พุ่มรับปืนกระบอกนั้นมา… ปืนหนักอึ้งราวกับภูเขา “ผมสัญญาขอรับ… ถ้าพี่กล้าทำร้ายคนบริสุทธิ์… ผมจะเป็นคนหยุดเขาเอง”
…
ตัดกลับมาที่ตรอกสำเพ็ง
กล้าลืมตาตื่นขึ้นมาบนแคร่ไม้ไผ่แข็งๆ กลิ่นยาจีนต้มฉุนกึกเตะจมูก “ฟื้นแล้วเรอะพ่อหนุ่ม” เจ๊กง้วนกำลังนั่งพัดเตาต้มยาอยู่ไม่ไกล “แผลลื้อสมานเร็วผิดมนุษย์มนาจริงๆ แค่คืนเดียวก็เกือบหายสนิท”
“ที่นี่ที่ไหน?” กล้าพยุงตัวลุกขึ้น
“โรงเตี๊ยมท้ายซอย… ที่หลบภัยของคนมีชนักติดหลัง” เจ๊กง้วนรินยาสีดำข้นใส่ถ้วย “ดื่มซะ จะได้ขับพิษไข้”
กล้ารับยามาดื่ม รสชาติขมฝาดคอ แต่ทำให้ร่างกายอุ่นวาบ “ขอบคุณแปะ… ข้าไม่มีเงินจ่าย…”
“ไม่ต้องจ่ายด้วยเงิน” เจ๊กง้วนยิ้มตาหยี จนเห็นฟันทอง “แต่จ่ายด้วย ‘แรง’ … อั๊วดูออกว่าลื้อมีวิชา ลื้อเป็นมวย… และดูเหมือนลื้อกำลังมีเรื่องกับคนใหญ่คนโตใช่ไหม?”
กล้าชะงัก “แปะรู้ได้ไง?”
“ข่าวมันไว… ประกาศจับ ‘เสือสมิง’ แปะไปทั่วตลาด ค่าหัวตั้งหมื่นชั่ง” เจ๊กง้วนชี้ไปที่ใบปลิวที่วางอยู่บนโต๊ะ รูปวาดหน้ากล้า (ถึงจะไม่เหมือนเป๊ะ แต่ก็พอดูออก) หราอยู่บนนั้น
“งั้นแปะก็จับข้าส่งทางการสิ ได้เงินตั้งเยอะ”
“อั๊วไม่ชอบพวกขุนนางขี้ฉ้อ…” เจ๊กง้วนแค่นหัวเราะ “และอั๊วถูกชะตากับลื้อ… แววตาของคนที่ไม่ยอมแพ้ชะตา” แกขยับเข้ามาใกล้ “ถ้าลื้ออยากเอาคืนพวกมัน… อั๊วมีเพื่อนที่พอจะช่วยได้ พวกลื้อเรียกว่าอะไรนะ… ‘เสือดำ’?”
“เสือดำ?” กล้าทวนคำ
“ใช่… จอมโจรโรบินฮู้ดเมืองไทย ที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน… ได้ข่าวว่าช่วงนี้มันกบดานอยู่แถวป่าช้าวัดดอน ถ้าลื้ออยากได้กำลังคนไปงัดข้อกับเจ้ากรมกลาโหม… ลื้อต้องไปหามัน”
กล้ากำหมัดแน่น… พุ่มกำลังสู้ในทางแจ้ง ส่วนเขา… เขาจะสร้างกองทัพจากทางมืด เพื่อไปจบเรื่องนี้ด้วยกัน
“ขอบใจแปะ…” กล้าลุกขึ้นยืน แม้จะยังเซเล็กน้อยแต่แววตามุ่งมั่น “ข้าจะไปหาเสือดำ”
การเดินทางครั้งใหม่ในโลกใต้ดินเริ่มต้นขึ้น สมิงหนุ่มผู้สูงศักดิ์ ต้องลงมาเกลือกกลั้วกับโจร เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและปกป้องคนรัก จาก เสือสมิง… สู่ ราชาแห่งโลกใต้ดิน


