พายุฝนที่โหมกระหน่ำมาตลอดช่วงเย็นเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงละอองฝอยบางเบาที่ปลิวว่อนไปตามแรงลมกรรโชก ความมืดมิดเข้าปกคลุมน่านน้ำและป่าพรุจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบเรือนแพราวกับกำแพงคุกธรรมชาติ
ภายในโถงเรือนแพ แสงไฟจากกองฟืนเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงวาบวาว หลวงเทพ นอนกรนเสียงดังสนั่นแข่งกับเสียงกบเขียดข้างนอก โดยมีดาบอาญาสิทธิ์กอดแนบอกไว้ต่างหมอนข้าง แม่หญิงจัน นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มแพรเก่าๆ หลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน
มีเพียง คุณพุ่ม ที่ยังข่มตาหลับไม่ลง
เสียงกระซิบ “ไอ้กล้า… ช่วยข้าด้วย…” ที่ได้ยินจากใต้ถุนเรือนเมื่อหัวค่ำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง พุ่มพลิกตัวตะแคง สายตามองลอดช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ
ที่ระเบียงด้านนอก… พี่กล้า ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ชายหนุ่มร่างยักษ์นั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือน หันหน้าออกไปทางบึงน้ำที่มืดมิด เขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยราวกับรูปปั้นศิลาทรายที่เฝ้าพิทักษ์ศาสนสถาน พุ่มสังเกตเห็นว่าไหล่กว้างนั้นเกร็งเขม็งอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่มีเสียงปลาผุดหรือเสียงกิ่งไม้หัก กล้าจะสะดุ้งเล็กน้อย มือคว้าด้ามมีดพร้าที่วางอยู่ข้างตัวทันที
“เฝ้ายามเยี่ยงพรานป่า… ทั้งที่เป็นแค่คนเรือจ้าง” พุ่มพึมพำกับตัวเอง
ความสงสัยในตัวชายผู้นี้มีมากพอๆ กับความรู้สึก ‘ดึงดูด’ พุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกปลอดภัยเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างนั้นขวางกั้นระหว่างพวกเขากับความมืดข้างนอก ทั้งที่กล้าน่าจะเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดในเวลานี้
…
“อูย… ปวด… ปวดจะราดแล้ว…”
เสียงครางฮือๆ ดังมาจากมุมห้อง ทำลายภวังค์ความคิดของพุ่ม ไอ้จ้อย บิดตัวไปมาอย่างทรมาน มือมือกุมเป้ากางเกงแน่น หน้าตาเหยเกเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ
“ไอ้จ้อย เป็นกระไร?” พุ่มกระซิบถาม
“คุณพุ่มขอรับ… บ่าวปวดเบา… ไม่ไหวแล้วขอรับ จะราดรดผ้าขาวม้าแล้ว” จ้อยกระซิบเสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า
“ก็ลุกไปฉี่สิวะ ที่ระเบียงหลังเรือนก็ได้”
“โธ่! มืดตึ๊ดตื๋อปานนั้น ใครจะกล้าไปคนเดียวเล่าขอรับ! ผีสางนางไม้รอหักคอบ่าวอยู่แน่ๆ” จ้อยมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง “คุณพุ่มไปเป็นเพื่อนบ่าวหน่อยสิขอรับ”
“ข้าเพิ่งจะเคลิ้ม… เอ็งนี่มันภาระเสียจริง” พุ่มบ่นอุบ แต่ด้วยความสงสารบ่าวคนสนิท จึงจำใจยันตัวลุกขึ้น “เออๆ เร็วเข้า ข้าจะไปยืนเฝ้าหน้าประตูให้”
ไอ้จ้อยยิ้มร่า รีบกุลีกุจอคลานตามเจ้านายออกไปทางประตูหลังเรือน
…
บรรยากาศด้านหลังเรือนแพเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง แสงจันทร์ริบหรี่ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆส่องกระทบผิวน้ำดำมืด ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองลงไปในบ่อน้ำมันดิบ
“เร็วๆ เข้า ประเดี๋ยวตัวอะไรโผล่มางับไข่เอ็ง ข้าไม่ช่วยนะ” พุ่มขู่ พลางยืนกอดอกพิงกรอบประตู ตามองไปทางพี่กล้าที่นั่งอยู่อีกฝั่งของเรือน (โซนหน้าเรือน) โชคดีที่มุมนี้กล้ามองไม่เห็น
ไอ้จ้อยเดินตัวสั่นงันงกไปที่ขอบระเบียง มือหนึ่งถลกผ้าขาวม้า อีกมือยกมือไหว้ปลกๆ ขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง “ลูกช้างขอปลดทุกข์หน่อยนะเจ้าคะเจ้าที่ อย่าเพิ่งมาทักทายกันเพลานี้เลย เพี้ยง!”
เสียงสายน้ำกระทบผิวน้ำดัง จ๊อกๆ จ้อยถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อภารกิจลุล่วงไปได้ด้วยดี
แต่ในขณะที่กำลังจะผูกปมผ้าขาวม้ากลับเข้าที่ สายตาของจ้อยก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างลอยปริ่มน้ำอยู่ใต้ถุนเรือน ตรงจุดที่เขายืนอยู่พอดี
วัตถุทรงกลม… สีขาวซีด… มีเส้นผมยาวสยายลอยแผ่ไปตามน้ำ
“คะ… คุณพุ่ม…” จ้อยเสียงสั่น ฟันกระทบกันกึกๆ “นั่น… นั่นมะพร้าวใช่ไหมขอรับ?”
พุ่มหันมามองตามนิ้วที่ชี้สั่นระริกของบ่าว “ไหน? มะพร้าวอะไรของเอ็ง?”
“นั่นน่ะขอรับ… กลมๆ… ขาวๆ…”
ทันใดนั้น วัตถุทรงกลมนั้นก็ พลิก กลับขึ้นมา
ไม่ใช่ลูกมะพร้าว… แต่เป็นใบหน้าคน! ใบหน้าซีดเผือดบวมอืด ตาเบิกโพลงขาวโพลนไร้ตาดำ ปากอ้ากว้างจนเห็นฟันดำๆ ข้างใน และที่คอมีรอยเขี้ยวขนาดใหญ่เหวอะหวะ
มันคือใบหน้าของ ‘ไอ้มี’ คนพายเรืออีกคนที่หายตัวไปตอนเรือล่ม!
“ว้ากกกกกกกกกก!!!! ผีหลอกกกกก!!!”
ไอ้จ้อยแหกปากลั่นคุ้งน้ำ เสียงกรีดร้องแหลมสูงจนนกที่เกาะอยู่บนยอดไม้บินแตกตื่น ผงะหงายหลังล้มตึงก้นจ้ำเบ้า
ซ่า!
มือซีดๆ ของศพพุ่งขึ้นมาจากน้ำ คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของไอ้จ้อย! แรงดึงมหาศาลพยายามลากร่างของบ่าวหนุ่มลงไปในน้ำ
“ช่วยด้วย! คุณพุ่ม! มันจับขาบ่าว! มันจะเอาบ่าวไปอยู่ด้วยยยย!” จ้อยตะเกียกตะกาย ใช้เล็บจิกพื้นไม้กระดานจนเลือดซิบ
พุ่มตกตะลึงชั่วขณะ ก่อนจะได้สติรีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนไอ้จ้อยไว้ “ไอ้จ้อย! เกาะข้าไว้!”
แรงดึงจากใต้น้ำนั้นหนักหน่วงมาก พุ่มรู้สึกเหมือนกำลังยื้อแย่งกับจระเข้ตัวมหึมา ร่างของเขาเริ่มไถลตามแรงดึง
“หลีกไป!”
เสียงคำรามดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ กล้า ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ กล้ากระโจนข้ามตัวพุ่ม มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อไอ้จ้อย อีกมือหนึ่งเงื้อมีดพร้าเล่มงามขึ้นสุดแขน
ตาสีอำพันของกล้าวาวโรจน์ในความมืด เขาไม่ได้ฟันมีดลงไปที่มือผี แต่เขา ตวาด ลั่นด้วยภาษาที่พุ่มฟังไม่ออก คล้ายภาษาขอมโบราณผสมเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอ
“โอม… มะหาสะมิง… ปะลายันตุ!”
ตูม!
กล้ากระทืบเท้าลงบนพื้นกระดานอย่างแรง เกิดคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลให้เรือนแพทั้งหลังสั่นสะเทือน มือซีดที่จับขาไอ้จ้อยสะบัดหลุดออกทันทีราวกับถูกของร้อนนาบ ร่างนั้นจมหายลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฟองอากาศปุดๆ และกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง ไอ้จ้อยนอนหอบตัวโยน หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ปัสสาวะราดรดกางเกงอีกรอบโดยไม่รู้ตัว ส่วนพุ่มนั่งพิงเสา เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
หลวงเทพและแม่หญิงจันวิ่งหน้าตื่นออกมาจากในเรือน ดาบในมือหลวงเทพสั่นระริก “เกิดกระไรขึ้น! ข้าศึกบุกรึ!?”
กล้ายืนนิ่ง หันหลังให้ทุกคน มองลงไปในน้ำตรงจุดที่ศพเมื่อกี้โผล่ขึ้นมา ไหล่ของเขาสั่นเทิ้มจากการระงับโทสะ
“แค่… ปลาชะโดตัวใหญ่ มันคงเห็นขาไอ้จ้อยขาวๆ นึกว่าเป็นเหยื่อ” กล้าหันกลับมาตอบ เสียงของเขาแหบพร่าผิดปกติ และพุ่มสังเกตเห็นว่า… เล็บมือของกล้ายาวและแหลมคมกว่าเมื่อตอนหัวค่ำ
“ปลาชะโดบ้านป้าเอ็งสิ มีมือคนด้วย!” ไอ้จ้อยเถียงทั้งน้ำตา “มันคือไอ้มี! ผีไอ้มีมันจะมาเอาข้าไป!”
“ไอ้มีตายแล้ว!” กล้าตวาดเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง “และถ้าพวกเอ็งยังไม่อยากตายตามมันไป… ก็หุบปาก แล้วไสหัวเข้าไปนอนข้างในให้หมด!”
แววตาของกล้าในเวลานี้ดูดุร้ายและอันตรายยิ่งกว่าผีที่จ้อยเพิ่งเจอ จนแม้แต่หลวงเทพยังไม่กล้าต่อปากต่อคำ
“ไป… เข้าไปข้างในเถอะ” พุ่มรวบรวมสติ พยุงไอ้จ้อยลุกขึ้น “พี่กล้าพูดถูก อยู่ตรงนี้อันตราย”
พุ่มพาจ้อยเดินกลับเข้าไป แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตู เขาหันกลับไปมองกล้าอีกครั้ง
แสงจันทร์สาดลงมากระทบเงาของกล้าที่ทอดยาวลงบนพื้นกระดาน… เงาของเขานั้น… ดูใหญ่โตเทอะทะ และช่วงศีรษะดูคล้ายกับมีหูแหลมตั้งชัน… เหมือนหัวของสัตว์ร้าย
พุ่มรีบหันหน้าหนีแล้วปิดประตูลงกลอนทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นลึกๆ ในจิตใจ
คืนแรกยังน่ากลัวขนาดนี้… กว่าจะถึงรุ่งเช้า… พวกเขาจะยังมีลมหายใจอยู่ครบทุกคนหรือไม่?


