HomeChapterบทที่ ๒ : มรสุมวิปโยค

บทที่ ๒ : มรสุมวิปโยค

เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกรีดร้องของสัตว์ที่กำลังเจ็บปวด เรือแจวลำใหญ่ที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษไม้ลอยเท้งเต้งอยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ภายในคลองลัดที่มืดมิดและคดเคี้ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยรากไม้โกงกางที่ยื่นระเกะระกะออกมาเหมือนกรงเล็บปีศาจ

“พายเข้า! พายเข้าหาตลิ่ง!” เสียงตะโกนของ พี่กล้า แทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา

หลวงเทพ พยายามคว้าไม้พายที่กลิ้งอยู่บนพื้นเรือขึ้นมาช่วยจ้วงน้ำอย่างทุลักทุเล แต่ด้วยความไม่สันทัด ทำให้พายตีน้ำกระจายโดนหน้า ไอ้จ้อย จนสำลักพรวดพราด

“แค่กๆ! คุณหลวง! พายเรือนะขอรับ ไม่ใช่กวนขนมเปียกปูน!” บ่าวหนุ่มโวยวาย มือข้างหนึ่งเกาะกาบเรือแน่น อีกข้างกอดขาคุณพุ่มไว้เหมือนปลิง

“หุบปากไอ้จ้อย! ข้ากำลังใช้สมาธิ!” หลวงเทพตวาดกลับ ทั้งที่หน้าซีดเผือด

เรือแจวพุ่งถลาไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันหมุนคว้างกลางวังน้ำวนย่อมๆ ก่อนจะพุ่งเข้าหาเงาทะมึนขนาดใหญ่ที่ลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

โครม!

เสียงหัวเรือกระแทกเข้ากับตอไม้ใต้น้ำดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกส่งผลให้ร่างของทุกคนกระเด็นไปคนละทิศละทาง

“ว้ายยยย!” แม่หญิงจัน กรีดร้อง ร่างของนางเสียหลักถลาจะตกน้ำ โชคดีที่หลวงเทพทิ้งไม้พายแล้วพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันท่วงที แต่แรงเหวี่ยงนั้นทำให้เรือเอียงวูบจนน้ำทะลักเข้ามาครึ่งลำ

“เรือแตก! เรือจะจมแล้ว!” ไอ้จ้อยแหกปากลั่น

คุณพุ่ม พยายามทรงตัวเกาะเสาเรือไว้ แต่พื้นไม้ที่เปียกลื่นทำให้เท้าของเขาปัด ร่างโปร่งบางไถลลื่นลงไปทางกราบเรือที่เอียงวูบ ร่างกายครึ่งท่อนจมลงไปในสายน้ำที่เย็นยะเยือกและเชี่ยวกราก

“ช่วยด้วย!” พุ่มตะโกน สำลักน้ำที่ตีเข้าจมูก ความมืดมิดใต้น้ำดูเหมือนจะฉุดกระชากขาเขาลงไปสู่ก้นบึง

ทันใดนั้น… ข้อมือของเขาก็ถูกคว้าเอาไว้

ไม่ใช่การคว้าแบบมนุษย์ทั่วไป แต่มันแน่นหนาและทรงพลังราวกับคีมเหล็ก พุ่มเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านฝน ท่ามกลางแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ เขาเห็นใบหน้าของ กล้า อยู่เหนือศีรษะ ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาจากกราบเรือที่ยังโผล่พ้นน้ำ มือข้างหนึ่งเกาะเสาเรือ อีกข้างดึงแขนพุ่มเอาไว้

สิ่งที่ทำให้พุ่มชะงัก ไม่ใช่ความรุนแรงของพายุ แต่เป็น ดวงตา ของคนตรงหน้า

ในเสี้ยววินาทีที่ฟ้าผ่าลงมา แสงสว่างวาบทำให้พุ่มเห็นนัยน์ตาของกล้าเรืองแสงเป็นสีเหลืองอำพันวาวโรจน์ ตัดกับความมืดมิดรอบกายอย่างน่าสะพรึงกลัว และเรี่ยวแรงที่ดึงร่างของพุ่มขึ้นจากน้ำนั้น… มันมหาศาลเกินกว่าแรงของคนธรรมดาที่จะยกคนทั้งตัวขึ้นได้ด้วยแขนข้างเดียว

พรึ่บ!

ร่างของพุ่มถูกเหวี่ยงลอยหวือข้ามกราบเรือไปตกบนพื้นไม้กระดานแข็งๆ ของสิ่งที่เรือพุ่งเข้าชน

“ขึ้นมา! เร็วเข้า!” เสียงกล้าคำรามแข่งกับฟ้าผ่า

พุ่มตั้งสติ ตะเกียกตะกายลุกขึ้น พบว่าตัวเองอยู่บนชานเรือนของแพขนาดใหญ่ เขาหันกลับไปมองเพื่อนๆ หลวงเทพประคองแม่หญิงจันปีนขึ้นมาได้สำเร็จ ส่วนไอ้จ้อยต้องให้กล้าหิ้วคอเสื้อลากขึ้นมาเหมือนลูกหมาตกน้ำ

ทันทีที่เท้าของคนสุดท้ายแตะพื้นเรือนแพ เรือแจวลำเก่าที่พาพวกเขามาก็ถูกกระแสน้ำซัดกระแทกกับเสาเรือนดัง ปัง! ก่อนจะค่อยๆ จมหายไปในความมืดของบึงน้ำ

“เรือข้า…” หลวงเทพครางเสียงอ่อย มองพาหนะราคาแพงจมลงต่อหน้าต่อตา “พ่อรู้เข้ามีหวังข้าโดนหวดหลังลายแน่”

“ห่วงชีวิตก่อนเถอะพ่อคุณ!” แม่หญิงจันสวนกลับ พลางบิดน้ำออกจากชายสไบ

พวกเขาทั้ง ๕ คนยืนหอบหายใจอยู่บนชานเรือนเปียกโชก ท่ามกลางพายุฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำ เบื้องหน้าของพวกเขาคือ “เรือนแพไม้สักทอง” ขนาดใหญ่ ยกใต้ถุนสูงลอยอยู่กลางบึงบัว สภาพของมันดูเก่าคร่ำครึ ตะไคร่น้ำเกาะเขียวครึ้มตามเสา หน้าต่างบานกระทุ้งปิดสนิททุกบาน บรรยากาศวังเวงจนน่าขนลุก

“เข้าไปหลบฝนข้างในเถอะขอรับ ตรงนี้ลมแรงนัก” กล้าเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบนิ่งราวกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เป็นเรื่องปกติ

พุ่มพยักหน้า แต่สายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่แขนขวาของกล้า เลือดสีแดงสดไหลอาบลงมาตามท่อนแขนกำยำ หยดลงบนพื้นไม้จนเจือจางไปกับน้ำฝน

“พี่กล้า… แขนพี่” พุ่มทัก

กล้าก้มลงมองแผลฉกรรจ์ที่ถูกไม้แหลมเกี่ยวจนเนื้อเปิดเป็นทางยาว เขาเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แผลถากๆ ขอรับ ไม่เป็นกระไรมาก”

“ถากกระไร เลือดโชกปานนี้!” พุ่มทำท่าจะเข้าไปดู แต่กล้าเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว

“เข้าไปข้างในก่อนเถิดขอรับ ประเดี๋ยวจะเป็นไข้กันหมด” กล้าตัดบท แล้วเดินนำไปผลักประตูเรือนแพ

แอ๊ด….

เสียงบานพับประตูสนิมเขรอะดังลากยาวบาดหู กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นธูปเก่าๆ ลอยมาปะทะจมูก ภายในเรือนมืดสนิท มีเพียงแสงฟ้าแลบที่สาดส่องเข้าไปเป็นระยะ เผยให้เห็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าฝุ่นจับหนา และรูปภาพบรรพบุรุษสีขาวดำที่แขวนเอียงกะเท่เร่บนผนัง

“อนุญาตนะเจ้าคะ…” แม่หญิงจันยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนก้าวข้ามธรณีประตู

หลวงเทพจุดตะเกียงน้ำมันที่พกติดตัวมา (โชคดีที่ห่อผ้ากันน้ำไว้) แสงไฟสลัวๆ ช่วยไล่ความมืดออกไปได้บ้าง เผยให้เห็นโถงกลางเรือนที่กว้างขวาง พอให้คนนอนเรียงกันได้เป็นสิบ

“เอ้า ไอ้จ้อย ไปหาฟืนมาสิ จะได้ก่อไฟผิง” หลวงเทพสั่ง

“ฟืนที่ไหนจะแห้งละขอรับ ฝนตกห่าใหญ่ขนาดนี้” จ้อยบ่น แต่อาศัยรื้อเศษไม้ลังเก่าๆ ในเรือนมากองรวมกัน

พุ่มนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปที่กล้าอีกครั้ง ชายหนุ่มนั่งแยกตัวไปอยู่อีกมุมมืดหนึ่งของห้อง กำลังฉีกชายเสื้อม่อฮ่อมมาพันแผลตนเอง

ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น หรือความเป็นห่วงก็ไม่อาจทราบได้ พุ่มหยิบตลับยาหม่องหลวงที่พกติดตัว เดินตรงเข้าไปหากล้า

“ข้ามียาสมานแผล เอามานี่ ข้าช่วย” พุ่มนั่งลงข้างๆ

“ไม่ต้องลำบากดอกขอรับคุณพุ่ม ข้าพันผ้าไว้แล้ว” กล้าปฏิเสธ พยายามซ่อนแขนไว้ข้างหลัง

“อย่าดื้อน่า แผลโดนน้ำสกปรก ประเดี๋ยวจะเน่า ข้าเป็นลูกหมอยา ข้ารู้ดี” พุ่มเสียงแข็ง มือไวคว้าข้อมือหนาของกล้ามาดึงผ้าพันแผลออก

“คุณพุ่ม!” กล้าร้องเสียงหลง พยายามขัดขืน แต่ไม่ทันเสียแล้ว

พุ่มกระชากผ้าชุ่มเลือดออก สายตาจ้องมองไปที่ท่อนแขนกำยำนั้น… แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง

ไม่มีแผล…

ไม่มีรอยฉีกขาดของเนื้อหนัง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มีเพียงคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังเกาะอยู่บนผิวหนังสีทองแดงที่เรียบเนียนราวกับไม่เคยโดนคมไม้เกี่ยว

พุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับกล้า หัวใจเต้นรัวแรง

“แผล… มันหายไปไหน?” พุ่มกระซิบเสียงสั่น

กล้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าภายใต้แสงตะเกียงดูซับซ้อนยากจะคาดเดา ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ข้าบอกแล้วว่าแค่แผลถากๆ เลือดมันไหลเยอะเพราะโดนน้ำฝนชะล้างต่างหาก คุณพุ่มตาฝาดไปเอง”

“แต่เมื่อกี้ข้าเห็น…”

“คุณพุ่มคงเหนื่อยและขวัญเสีย พักผ่อนเถิดขอรับ” กล้าดึงแขนกลับไป แล้วลุกเดินหนีออกไปทางระเบียงหลังเรือน ทิ้งให้พุ่มนั่งงุนงงอยู่คนเดียว

พุ่มก้มมองมือตัวเองที่เปื้อนคราบเลือดของกล้า… เลือดนั้นอุ่นจัด ร้อนกว่าเลือดคนปกติ และจมูกที่ไวต่อกลิ่นของเขา สัมผัสได้ถึงกลิ่นจางๆ ที่ลอยออกมาจากเลือดนั้น

มันไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดธรรมดา… แต่เป็นกลิ่นหอมเอร็ดอร่อยเหมือนเนื้อย่าง? ไม่สิ… มันคือกลิ่นของ ‘นักล่า’ กลิ่นสาบสางของสัตว์ป่าที่ซ่อนอยู่ในคราบมนุษย์

“คุณพุ่ม! มาผิงไฟเร็วเข้าขอรับ เดี๋ยวเป็นปอดบวม!” เสียงไอ้จ้อยตะโกนเรียกขัดจังหวะความคิด

พุ่มถอนหายใจ เช็ดเลือดที่มือกับผ้าเช็ดหน้า แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แต่สายตายังคงมองตามแผ่นหลังกว้างของนายท้ายเรือปริศนาที่ยืนเหม่อมองสายฝนอยู่ด้านนอก

ในใจของพุ่มรู้ดี… คืนนี้คงไม่ใช่แค่คืนหลบฝนธรรมดาเสียแล้ว และเรือนแพหลังนี้… ก็คงไม่ใช่เรือนร้างธรรมดาเช่นกัน.

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments