สายน้ำเจ้าพระยายาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพระนคร แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดกระทบระลอกคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ หากแต่สำหรับคณะเดินทางในเรือแจวลำใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าทวนน้ำขึ้นไปทางทิศเหนือนี้ ความงดงามของทิวทัศน์ดูจะเป็นเรื่องรองจากความครื้นเครงที่ก่อตัวขึ้นกลางลำเรือ
“ไอ้จ้อย! เอ็งพายให้มันแข็งขันหน่อยสิวะ ประเดี๋ยวตะวันตกดินพวกข้าจักได้ไปนอนเฝ้ายุงกันกลางป่าพอดี!”
เสียงตวาดแหววปนขบขันดังขึ้นจากปากของ ‘หลวงเทพ’ หรือ คุณหลวงเทพฤทธิ์ นายตำรวจหนุ่มไฟแรงแห่งกองตระเวน ผู้ซึ่งบัดนี้นั่งเอกเขนกพิงหมอนขวาน ลูบด้ามดาบอาญาสิทธิ์เล่มงามที่วางอยู่ข้างกายด้วยมาดราวกับขุนศึกออกทัพ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงการหนีผู้ใหญ่มาเที่ยวไหว้พระที่อยุธยาเท่านั้น
“โธ่ คุณหลวงขอรับ! กระผมพายจนกล้ามขึ้นเป็นมัดเยี่ยงลูกมะพร้าวแล้วนะขอรับ กระผมมิใช่ควายถึกทนทานนะขอรับ!” ไอ้จ้อย บ่าวคนสนิทร้องโอดโอย มือไม้พายเรืองกๆ เงิ่นๆ สลับกับปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา
เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากสตรีเพียงหนึ่งเดียวในเรือ ‘แม่หญิงจัน’ หรือตอนนี้ต้องเรียกว่า ‘เจ้าจัน’ เพราะหล่อนอยู่ในชุดทะมัดทะแมงเยี่ยงชาย สวมกางเกงแพรสีเข้มและเสื้อราชปะแตนหลวมโคร่งเพื่ออำพรางกาย “พี่เทพอย่าไปดุไอ้จ้อยมันนักเลย หากมันหมดแรงพาย พี่นั่นแหละต้องไปพายแทนมัน”
“ข้าฤาจะพาย? มือข้ามีไว้จับดาบปราบโจรผู้ร้าย มิใช่จับพายจ้วงน้ำ!” หลวงเทพยืดอกคุยโว
ท่ามกลางเสียงหัวร่อต่อกระซิกของสหาย ‘คุณพุ่ม’ ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งบาง ผิวพรรณผุดผ่องสมเป็นบุตรชายขุนนางกรมท่า นั่งเงียบมองทิวทัศน์ริมตลิ่งพลางโบกพัดด้ามจิ๋วในมือเบาๆ เขาฟังบทสนทนาอันไร้สาระของเพื่อนรักด้วยความระอาใจ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มจางๆ
“พวกเอ็งนี่น้า… หนีเจ้าคุณพ่อออกมาได้ก็ทำตัวเป็นนกหลุดกรงทีเดียว” พุ่มเอ่ยเสียงเรียบ “ระวังเถิด หากขากลับไปไม่ทันเพลาประตูปิด ข้าจะไม่ช่วยแก้ต่างให้แล้วหนา”
“โถ่ พ่อพุ่ม พ่อคนดีศรีอยุธยา” หลวงเทพแกล้งลากเสียงยาว “เอ็งเองก็อยากออกมาเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างมิใช่รึ วันๆ ขลุกอยู่แต่หอสมุดกับพวกฝรั่งตาน้ำข้าว อ่านตำรายา ตำราดาว จนหน้าจะขาวซีดเป็นกระดาษสาอยู่แล้ว”
พุ่มหุบพัดดัง ฉับ ทำท่าจะด่าสวน แต่สายตาพลันสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของใครบางคน…
ใครคนนั้นนั่งอยู่ท้ายเรือ เงียบเชียบราวกับรูปปั้นหิน
ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่คัดท้ายเรือ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวสีทองแดงกรำแดดกรำฝน มัดกล้ามเนื้อที่แขนและแผ่นหลังขยับไหววูบวาบตามจังหวะการวาดพายที่สม่ำเสมอและทรงพลัง แตกต่างจากไอ้จ้อยที่พายสะเปะสะปะอย่างสิ้นเชิง ผมของเขายาวระต้นคอ ถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆ เผยให้เห็นรอยสักอักขระขอมโบราณสีดำสนิทที่พาดผ่านบ่าไหล่ลามลงไปในเสื้อม่อฮ่อมเก่าๆ ที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
พุ่มสังเกตคนผู้นี้มาตั้งแต่ท่าน้ำแล้ว… ชายที่ชื่อ ‘กล้า’
เขาเป็นคนเรือจ้างที่หลวงเทพไปว่าจ้างมาแบบเร่งด่วน เพราะเรือประจำบ้านไม่ว่าง นายกล้าผู้นี้พูดน้อยจนนับคำได้ ตลอดทางมานี้พุ่มยังไม่เห็นเขาเอ่ยปากบ่นหรือร่วมวงสนทนาแม้แต่คำเดียว ราวกับเขามีโลกส่วนตัวที่ตัดขาดจากความวุ่นวายของเหล่าผู้ดีตีนแดงบนเรือ
“นี่… พี่ชาย” พุ่มเอ่ยเรียก
นายท้ายเรือชะงักฝีพายไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับมาเพียงครึ่งหน้า ใบหน้าคมเข้ม คิ้วดกหนาพาดเฉียงเหนือรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่หางคิ้ว และดวงตาสีน้ำตาลเข้ม… ไม่สิ เมื่อต้องแสงแดด มันดูคล้ายสีอำพันที่ดุดันและลึกลับจนน่าขนลุก
“ขอรับ?” เสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่านิดๆ เหมือนคนไม่ค่อยได้พูด
“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงปากน้ำลพบุรี?” พุ่มถาม พยายามจ้องตาคู่นั้นกลับอย่างไม่ลดละ รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้
กล้าเงยหน้ามองท้องฟ้า มองหมู่เมฆที่เริ่มก่อตัวเป็นก้อนทะมึนอยู่ไกลลิบทางทิศเหนือ ก่อนจะตอบสั้นๆ “หากลมไม่เปลี่ยนทิศ… ก่อนพลบค่ำขอรับ”
“ลมเปลี่ยนทิศ?” หลวงเทพแทรกขึ้นมา “แดดเปรี้ยงปานนี้ ลมจักเปลี่ยนทิศได้เยี่ยงไร พี่กล้าเอ็งดูฤกษ์ดูยามเป็นด้วยรึ?”
กล้าไม่ตอบ เพียงแต่หันกลับไปจ้วงพายต่อ จังหวะการพายเริ่มหนักหน่วงและเร็วขึ้นจนเห็นได้ชัด
“คนอะไร ถามคำตอบคำ หยิ่งเสียจริง” หลวงเทพบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันไปแย่งขนมต้มจากมือแม่หญิงจัน
พุ่มยังคงจ้องแผ่นหลังนั้นไม่วางตา ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนเขา… กลิ่น… มันมีกลิ่นจางๆ ลอยตามลมมา ไม่ใช่กลิ่นโคลนสาบควาย หรือกลิ่นน้ำเน่า แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นคาวสนิม… กลิ่นของป่าดิบชื้นที่อันตราย
“คุณพุ่มขอรับ…” ไอ้จ้อยกระซิบเสียงสั่น “บ่าวว่านายกล้าคนนี้แกดูน่ากลัวพิกลนะขอรับ ตะกี้บ่าวเห็นแกจ้องนกกระยางที่บินผ่าน… แววตาแกเหมือนจะกระโดดงับนกกินสดๆ เลยขอรับ”
“เพ้อเจ้อ ไอ้จ้อย” พุ่มดุ “พายไปเงียบๆ เถอะ”
แต่ในใจของพุ่มกลับเริ่มเต้นระรัว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับเริ่มแปรเปลี่ยน เมฆสีเทาก้อนมหึมาเคลื่อนตัวมาบดบังดวงตะวันอย่างรวดเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากม่านปิดฉาก สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆ เริ่มกรรโชกแรงจนผิวน้ำที่ราบเรียบกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ซัดกระแทกกาบเรือดัง ตึง! ตึง!
“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!” หลวงเทพตะโกนแข่งกับเสียงลม หมอนขวานกระเด็นตกน้ำไปใบหนึ่ง
“ฝนจะตก! พายุมา!” แม่หญิงจันร้องเสียงหลง รีบคว้าตะกร้าเสบียงมากอดไว้แน่น
เรือโคลงเคลงอย่างหนักจนไอ้จ้อยทำพายหลุดมือ “ว้ายยย! ช่วยด้วย! คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง!”
“นั่งนิ่งๆ!” เสียงตะโกนกึกก้องดั่งฟ้าผ่าดังมาจากท้ายเรือ
ไม่ใช่เสียงของหลวงเทพ แต่เป็นเสียงของ กล้า
ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมบัดนี้ยืนปักหลักมั่นคงที่ท้ายเรือ สองมือของเขากำด้ามพายคัดท้ายจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาวาวโรจน์สู้กับกระแสลมที่พัดกระหน่ำ สายตาของเขามองฝ่าเกลียวคลื่นอย่างคนรู้ทาง
“หมอบลงต่ำ! อย่าลุกขึ้นยืน!” กล้าสั่งเสียงเฉียบขาด อำนาจในน้ำเสียงนั้นทำให้แม้แต่หลวงเทพผู้ยโสยังต้องทำตามโดยไม่รู้ตัว
“พี่กล้า! เราจะไปหลบที่ไหน! ริมตลิ่งเรือเข้าไม่ได้ ตอไม้เยอะเกินไป!” พุ่มตะโกนถาม มือเกาะกาบเรือแน่น ตัวเปียกปอนไปด้วยละอองน้ำ
กล้าหันมาสบตาพุ่ม คราวนี้พุ่มเห็นความตึงเครียดชัดเจนในดวงตาสีอำพันคู่นั้น
“ข้างหน้า… มีทางน้ำแยกเข้าบึงใหญ่” กล้าตะโกนตอบแข่งกับเสียงฟ้าร้อง “ต้องเสี่ยงเข้าไป! อยู่กลางแม่น้ำเรือแตกแน่!”
“บึงอะไร! ข้าไม่เคยเห็นในแผนที่!” พุ่มแย้ง
“บึงที่พวกเอ็งไม่ควรเข้ามาตั้งแต่แรก!” กล้าตอบกลับ ก่อนจะหักพายคัดท้ายสุดแรงเกิด บังคับหัวเรือให้หันเหออกจากแม่น้ำสายหลัก พุ่งตรงเข้าสู่ปากทางน้ำแคบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยรากไม้และเถาวัลย์รกทึบ ราวกับปากของอสูรกายที่กำลังอ้ากว้างรอรับเหยื่อ
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมากลางลำน้ำ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหว เรือแจวลำน้อยพุ่งทะยานผ่านม่านฝนเข้าสู่ความมืดมิดของป่าพรุ ทิ้งแสงสว่างสุดท้ายของวันไว้เบื้องหลัง…
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม.


