รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามสอง ความมืดมิดภายนอกหนาทึบราวกับน้ำหมึกที่สาดรดลงมาทั่วป่าพรุ เสียงลมกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านช่องลมไม้กระดาน ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณสัมภเวสีที่โหยหาส่วนบุญ
ภายในโถงเรือนแพ แสงเทียนไขเล่มสุดท้ายที่ แม่หญิงจัน จุดไว้เริ่มละลายจนเกือบหมดแท่ง เปลวไฟวูบไหวทอดเงาบิดเบี้ยวไปตามผนังเรือน สร้างภาพหลอนให้จิตใจที่หวาดระแวงอยู่แล้วยิ่งฟุ้งซ่าน
หลวงเทพ นั่งขัดสมาธิกอดปืนคาบศิลาอยู่หน้าประตู ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำไม่หยุด “ไอ้กล้ามันจะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรบ้างวะ… เงียบกริบไปนานสองนานแล้ว หรือมันจะโดนคาบไปกินแล้ว?”
“ปากหรือนั่นคุณหลวง” คุณพุ่ม สวนกลับทันควัน เขานั่งพิงเสาอยู่ไม่ไกล สายตาจ้องมองบานประตูไม้สักที่ลงกลอนแน่นหนา “คนอย่างพี่กล้า หนังเหนียวยิ่งกว่าควายธนู เอ็งห่วงตัวเองเถิด”
“ข้าก็แค่สงสัย…” หลวงเทพหันมาทำตาขวาง “เอ็งดูจะเชื่อใจมันเหลือเกินนะไอ้พุ่ม ทั้งที่มันเป็นคนแปลกหน้า เป็นแค่คนเรือจ้างต้อยต่ำ เอ็งเป็นถึงลูกพระยา กลับไปเกลือกกลั้วกับ…”
“หยุดพูดจาดูแคลนคนอื่นเสียที!” พุ่มตวาดเสียงแข็งจนแม่หญิงจันสะดุ้งตื่น “ในเวลานี้ ยศถาบรรดาศักดิ์ช่วยอะไรเอ็งได้รึ? ดาบของเอ็งฟันน้ำแยกได้รึ? มีแต่ ‘คนต้อยต่ำ’ ผู้นั้นมิใช่รึที่พาพวกเอ็งรอดตายมาถึงตอนนี้!”
หลวงเทพหน้าเจื่อน เงียบปากลงทันที เขารู้ดีว่าพุ่มเป็นคนใจเย็น แต่บทจะโกรธขึ้นมา ฝีปากคมกริบยิ่งกว่ากรรไกรตัดหมาก
พุ่มถอนหายใจ พยายามระงับอารมณ์โกรธ เขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังปกป้องกล้ามากเกินปกติ… มากจนน่าสงสัย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อประสาทสัมผัสของเขามันฟ้องอยู่ตลอดเวลา
กลิ่น…
พุ่มสูดจมูกฟุดฟิด ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าและกลิ่นแป้งร่ำจางๆ ของแม่หญิงจัน จมูกของพุ่มกลับจับได้ถึงกลิ่นหนึ่งที่แทรกซึมเข้ามาตามร่องกระดาน
มันคือกลิ่น ‘สาบสาง’ ที่รุนแรง กลิ่นเหมือนขนสัตว์เปียกน้ำ กลิ่นดินโคลน กลิ่นใบไม้เน่าทับถม และกลิ่นคาวเลือดจางๆ… สำหรับคนทั่วไป กลิ่นนี้คงชวนให้คลื่นเหียนและหวาดกลัว แต่สำหรับพุ่ม… น่าแปลกที่เขากลับรู้สึก ‘คุ้นเคย’ และ ‘โหยหา’ อย่างประหลาด
มันเป็นกลิ่นของความแข็งแกร่ง กลิ่นของเพศผู้ที่เป็นจ่าฝูง
“ไอ้จ้อย… เอ็งได้กลิ่นอะไรไหม?” พุ่มกระซิบถามบ่าวที่นอนซมอยู่ข้างๆ
“กลิ่น… กลิ่นธูปหรือขอรับ?” จ้อยละเมอเสียงแหบ “คุณพุ่มจุดธูปไหว้พระหรือขอรับ?”
“ไม่ใช่…” พุ่มพึมพำกับตัวเอง “มีข้าคนเดียวที่ได้กลิ่นนี้”
ทันใดนั้น!
ตึง!!!
เสียงกระแทกอย่างรุนแรงดังมาจากผนังเรือนด้านนอก ราวกับมีช้างสารวิ่งมาชน ตัวเรือนแพโคลงเคลงวูบวาบจนเทียนไขล้มกลิ้งดับวูบ ความมืดเข้าปกคลุมทันที
“ว้ายยยย!” แม่หญิงจันกรีดร้อง
“เฮ้ย! อะไรวะ!” หลวงเทพผุดลุกขึ้น เสียงง้างนกปืนดัง แกร๊ก “ไอ้กล้า! เอ็งอยู่ข้างนอกใช่ไหม! ส่งเสียงหน่อยเว้ย!”
เงียบ… ไม่มีเสียงตอบรับจากกล้า มีแต่เสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอ กรรรรรร… ดังมาจากระเบียง เสียงนั้นสั่นสะท้านเข้าไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของเสือโคร่งธรรมดา
แคว่ก!
เสียงเล็บคมกริบกรีดลงบนบานประตูไม้สัก เสียงไม้ฉีกขาดบาดหูจนทุกคนต้องยกมืออุดหู
“มันจะพังเข้ามา!” หลวงเทพตะโกน “ข้าจะยิงมัน!”
“อย่ายิง!” พุ่มตะโกนห้าม ถลันตัวเข้าไปเอาตัวบังหน้าประตูไว้
“หลบไปไอ้พุ่ม! เอ็งจะบ้าเรอะ! มันกำลังจะพังประตูเข้ามาฆ่าพวกเรา!” หลวงเทพเล็งปืนฝ่าความมืด
“ข้าบอกว่าอย่า!” พุ่มยืนกางแขนขวางวิถีกระสุน หัวใจเต้นรัวเร็วปานกลองเพล “นั่น… นั่นพี่กล้า!”
“จะเป็นไอ้กล้าได้เยี่ยงไร! ฟังเสียงคำรามสิวะ นั่นมันสัตว์เดรัจฉาน!”
“เชื่อข้าสิ!” พุ่มเสียงสั่นเครือ “ข้าได้กลิ่น… กลิ่นของเขา”
ในความมืดมิดและสับสน พุ่มตัดสินใจทำสิ่งที่เสี่ยงตายที่สุด เขาหันหลังกลับไปแนบหูกับบานประตูที่กำลังสั่นสะเทือนจากการถูกข่วน
“พี่กล้า…” พุ่มกระซิบเรียกผ่านรอยแตกของไม้ “พี่กล้า… ข้ารู้ว่าเป็นพี่… ตั้งสติหน่อย”
เสียงข่วนประตูชะงักกึก เสียงคำรามต่ำๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหอบหายใจหนักหน่วง แฮ่ก… แฮ่ก… เสียงนั้นอยู่ใกล้มาก ห่างกันเพียงแค่ความหนาของไม้กระดานกั้น
“คุณ… พุ่ม…”
เสียงตอบกลับมาแหบพร่า ฟังดูเจ็บปวดและทรมานเหลือแสน ไม่ใช่เสียงพูดปกติ แต่เหมือนคนกำลังสำลักก้อนเลือด
“อย่า… ออก… มา…” “หนี… ไป…”
โครม!
เสียงวัตถุหนักๆ ตกลงน้ำตูมใหญ่ แรงกระเพื่อมของน้ำทำให้เรือนแพไหววูบ แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงัด
หลวงเทพลูบหน้าด้วยความตื่นตระหนก “ตะกี้… เสียงคนพูดใช่ไหม? เสียงไอ้กล้าจริงๆ รึ?”
พุ่มทรุดตัวลงนั่งพิงประตู ขาอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ น้ำตาแห่งความโล่งใจและสงสารเอ่อคลอเบ้า “ข้าบอกแล้ว…”
เขาได้กลิ่น… กลิ่นสาบสางที่รุนแรงเมื่อครู่ค่อยๆ จางลง พร้อมกับกลิ่นเลือดที่เข้มข้นขึ้น พี่กล้าเพิ่งจะต่อสู้กับอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องพวกเขา… และตอนนี้เขาคงบาดเจ็บหนัก หรือไม่ก็กำลังเตลิดหนีไปเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอทำร้ายใคร
“ไอ้พุ่ม…” หลวงเทพลดปืนลง เดินเข้ามาจับไหล่เพื่อน “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไอ้กล้ามันเป็นตัวอะไร?”
พุ่มเงยหน้ามองเพื่อนสนิท ในความมืด เขามองไม่เห็นหน้าหลวงเทพชัดเจน แต่สัมผัสได้ถึงความสับสน พุ่มรู้ดีว่าเขาไม่อาจปิดบังได้ตลอดไป แต่ตอนนี้… ต้องถ่วงเวลาให้ถึงที่สุด
“เขาเป็น… ผู้มีวิชา” พุ่มโกหกคำโต “เขาคงเลี้ยง ‘ของ’ เอาไว้ป้องกันตัว แต่ของมันแรง… บางทีก็คุมไม่อยู่”
“เล่นของสายดำรึ?” หลวงเทพทำเสียงขยะแขยง “มิน่าเล่า ข้าถึงรู้สึกทะแม่งๆ ตั้งแต่แรก”
“นอนเถอะ…” พุ่มตัดบท “คืนนี้มันคงไม่กลับมาแล้ว”
พุ่มขยับตัวนอนขวางประตูไว้อย่างนั้น มือข้างหนึ่งกำลูกบิดประตูแน่น ราวกับจะส่งกำลังใจผ่านไปให้ถึงคนที่อยู่นอกเรือน
อดทนไว้นะพี่กล้า… อย่าเพิ่งยอมแพ้ให้กับสัตว์ร้ายในใจพี่… ข้ารอพี่อยู่ตรงนี้



