HomeChapterตอนที่ 4: กลิ่นชอล์ก ตารางติว และเงาของใครบางคน

ตอนที่ 4: กลิ่นชอล์ก ตารางติว และเงาของใครบางคน

๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒

ช่วงอาทิตย์นี้เป็นช่วงที่วิญญาณเด็กศิลป์-คำนวณเข้าสิงครับ กลิ่นชอล์กและสูตรคณิตศาสตร์พื้นฐานฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเรียนจนบางทีผมก็แอบสงสัยว่า ผมพยายามขยันไปเพื่ออะไร เพื่ออนาคตตามที่แม่บอก หรือเพื่อที่จะได้มีเวลาว่างตอนเย็นไปยืนมองคนในสนามบาสกันแน่?

✍️ บันทึกหน้าที่ ๕: เมื่อวิชาเลขยากกว่าการบอกรัก

ชีวิตมัธยมปลายมันไม่ได้มีแต่ความรักสีชมพูหรอกครับ ความจริงที่ผมต้องเจอมันเป็นสีเทาๆ ของกระดานดำ และสีขาวของใบเกรดที่แม่มักจะหยิบมาพิจารณาราวกับมันคือใบหุ้นหมื่นล้าน

“ไอ้พีท! ข้อนี้ตอบอะไรวะ สูตรลัดที่พี่ติวเตอร์ให้มาวันก่อนมึงจดไว้ป่ะ?” ไอ้ตั้มสะกิดผมแรงๆ จนปากกาเคมีในมือผมลากยาวเป็นเส้นตรงผ่านสมุดจด

เรานั่งกันอยู่ในคาบว่างที่โรงอาหารครับ กองหนังสือเรียนวางระเกะระกะจนไม่มีที่วางแก้วน้ำ ก้อยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังปั่นการบ้านวิชาภาษาไทยอย่างเอาเป็นเอาตาย มิตรภาพของพวกเราสามคนมันเรียบง่ายครับ… คือการช่วยกันประคองให้รอดพ้นจากเกรดเฉลี่ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

“จดอยู่นี่… แต่มึงดูหน้ากูด้วยตั้ม กูดูเหมือนคนรู้เรื่องเหรอ?” ผมบ่นพลางถูขมับ คอนแทคเลนส์เริ่มทำพิษจนตาแห้งสนิท “กูแค่อยากเรียนศิลปะ อยากวาดรูปไปวันๆ ทำไมต้องมานั่งคำนวณหาค่า X ที่มันไม่เคยบอกความจริงกับเราด้วยก็ไม่รู้”

“เอาน่ามึง พยายามหน่อย” ก้อยเงยหน้าขึ้นมา มองผมด้วยสายตาที่รู้ทัน “มึงอยากเรียนคณะนิติฯ ตามที่แม่บอก หรืออยากเรียนสายอาร์ตตามใจตัวเอง มึงก็ต้องมีแต้มสะสมไว้ก่อน เผื่อวันหนึ่งมึงต้องใช้ ‘ความดี’ ไปต่อรองกับที่บ้านเรื่อง… เอ่อ… เรื่องน้องคนนั้นไง”

คำพูดของก้อยทำให้ผมชะงักไป ใช่ครับ… แรงบันดาลใจในการเปลี่ยนตัวเองมันไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่มันรวมไปถึง ‘การยอมรับ’ จากคนรอบข้างด้วย ผมไม่อยากเป็นแค่ไอ้แว่นที่เรียนห่วยและอ้วนท้วน ผมอยากเป็นคนที่มีดีพอที่จะยืนพูดอะไรสักอย่างแล้วพ่อแม่รับฟัง


บ่ายสามโมง… คาบพละศึกษาของม.4 สนามบาสที่เดิม แต่ผมในวันนี้ไม่ได้ไปเฝ้าแป้นให้จิณณ์แล้ว เพราะผมมีนัดติวเพิ่มที่สยามสแควร์ตามคำสั่งประกาศิตของแม่

ผมยืนสะพายเป้หนักอึ้งอยู่ตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน สายตายังคงเหลือบมองไปทางรั้วโปร่งๆ ที่กั้นสนามบาสไว้ ผมเห็นร่างสูงของจิณณ์แวบๆ เขากำลังวิ่งวอร์มกับเพื่อนในทีม แสงแดดจัดจ้านสะท้อนกับเหงื่อที่ซึมตามแผ่นหลัง

ในจังหวะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นรถเมล์ เสียงหนึ่งก็ตะโกนฝ่าลมร้อนมา

“พี่พีท! จะไปไหนครับ!”

จิณณ์วิ่งมาเกาะรั้วโรงเรียน มือหนาๆ ของเขาจับตาข่ายเหล็กไว้ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มดูสดใสแม้จะอยู่ท่ามกลางแดดเปรี้ยง

“พี่… พี่จะไปเรียนพิเศษน่ะ” ผมตะโกนตอบกลับไป รู้สึกอายเล็กน้อยที่ต้องแบกเป้ตุงๆ เหมือนเต่าแบกบ้าน ขณะที่เขาดูเท่ระเบิดในชุดกีฬา

“อ๋อ… สู้ๆ นะพี่! อย่าเรียนหนักจนลืมพักผ่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมรอชิมน้ำส้มที่พี่บอกว่าจะเอามาฝากนะ!” เขากวักมือไหวๆ ก่อนจะวิ่งกลับไปซ้อมต่อ

น้ำส้ม? ผมไปบอกตอนไหนว่าจะเอามาฝาก? …อ้อ ความทรงจำลางๆ ผุดขึ้นมา เมื่อวานตอนที่เดินผ่านเขา ผมเผลอพูดไปว่า ‘ถ้านายซ้อมหนัก เดี๋ยวพี่เอาไรมาให้กิน’ ความจริงมันเป็นแค่คำพูดลอยๆ แต่จิณณ์กลับจำได้แม่นเสียอย่างนั้น


[ม่านความเครียดที่สถาบันกวดวิชา]

บรรยากาศที่สถาบันกวดวิชาตรงข้ามกับสนามบาสอย่างสิ้นเชิง แอร์เย็นเฉียบจนหนาวสั่น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเด็กนักเรียนเมืองกรุง และเสียงกดดินสอกดที่ดังระงม ผมนั่งมองโจทย์ในใบงาน แต่หัวใจดันลอยกลับไปที่สนามบาสเกตบอลหลังโรงเรียน

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบดูไอจีสตอรี่ของจิณณ์ เขาลงรูปคู่กับลูกบาส พร้อมแคปชั่นว่า “เหนื่อยแต่สู้ครับ” ผมเผลอยิ้มออกมาคนเดียวในห้องติวที่แสนอึดอัด… บางทีจิณณ์อาจจะไม่ใช่แค่คนที่ผมแอบรัก แต่เขาเป็น ‘อากาศ’ ที่ช่วยให้ผมมีแรงหายใจในห้องแอร์แคบๆ ที่แม่พยายามขังผมไว้กับตำราเรียน

เย็นวันนั้นตอนนั่งรถเมล์กลับบ้าน ผมหยิบสมุดจดสูตรคณิตศาสตร์ขึ้นมา แต่แทนที่จะจดสูตรหาพื้นที่วงกลม ผมกลับเริ่มร่างภาพการ์ตูนล้อเลียนเป็นรูปเด็กชายตัวสูงถือน้ำส้มอยู่ที่มุมกระดาษ

มิตรภาพระหว่างผม ตั้ม และก้อย ในช่วงค่ำที่ช่วยกันปลอบใจเรื่องเรียน และความทรงจำสั้นๆ หน้าสนามบาส มันทำให้ความกดดันจากทางบ้านดูเบาบางลงไปชั่วขณะ

ถึงแม้แม่จะยังด่าเรื่องผมกลับบ้านช้าเพราะรถติด ถึงแม้เกรดเทอมนี้จะยังไม่รู้หมู่หรือจ่า…

แต่แค่จิณณ์บอกว่า “สู้ๆ นะ” ผมก็พร้อมจะสู้กับโจทย์เลขพันข้อ และสู้กับสายตาเข้มงวดของแม่ไปได้อีกทั้งอาทิตย์เลยครับ

ปล. พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปคั้นน้ำส้มสดๆ… หวังว่ารสชาติมันจะไม่เค็มเพราะน้ำตาที่ต้องแอบคั้นตอนแม่ไม่อยู่นะ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments