๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒
บางครั้งความสุขก็เหมือนฟองสบู่ครับ มันสวยงาม ระยิบระยับ แต่ก็เปราะบางจนน่ากลัว ยิ่งเราพยายามประคองมันไว้ในมือกำแน่นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเสี่ยงที่จะแตกสลายเร็วเท่านั้น
✍️ บันทึกหน้าที่ ๙: ระยะประชิดในมุมอับของห้องสมุด
วันนี้ผมมีนัดติวเลขให้จิณณ์ครับ หลังจากที่เขาสารภาพว่าคะแนนสอบกลางภาควิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเขาเข้าขั้นวิกฤต (ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะวันๆ เขาอยู่แต่ในสนามบาส) ผมจึงอาสาใช้ความรู้ที่ได้จากการโดนแม่บังคับไปเรียนพิเศษมาถ่ายทอดให้เขา
เราเลือกมุมในสุดของห้องสมุดโรงเรียนที่แอร์ตกพอดี และเป็นมุมที่บรรณารักษ์จอมโหดมองไม่ค่อยเห็น กลิ่นหนังสือเก่าผสมกับกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจากเสื้อนักเรียนของคนข้างๆ ทำเอาสมาธิผมกระเจิดกระเจิงไปหมด
“พี่พีท… ข้อนี้ $x$ มันหาจากไหนนะ ผมงงไปหมดแล้ว” จิณณ์บ่นพึมพำพลางขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนแขนเราเบียดกัน
“ก็ย้ายข้างสมการไงจิณณ์ ดูนี่นะ…” ผมหยิบปากกามาเขียนลงในสมุด แต่เพราะความตื่นเต้น มือผมดันสั่นจนลากเส้นเบี้ยว
จิณณ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือหนาๆ ของเขามากุมมือผมที่ถือปากกาไว้ “สั่นอะไรเนี่ยพี่พีท? ไหน… สอนใหม่ซิ ย้ายข้างยังไงนะ?”
วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ที่ข้างแก้มของผม ผมเห็นแพขนตาหนาของเขาในระยะที่ชัดกว่าครั้งไหนๆ หัวใจผมเต้นรัวจนเกรงว่ามันจะดังทะลุออกมาให้เขาได้ยิน
“กะ… ก็แค่ย้ายค่าบวกไปเป็นลบไง” ผมตอบตะกุกตะกัก พยายามจะถอนมือออกแต่เขากลับกระชับมือแน่นขึ้น
“แล้วถ้าผมอยากย้ายจาก ‘พี่ชาย’ มาเป็นอย่างอื่น… ต้องใช้สูตรไหนครับ?”
คำถามนั้นทำให้ผมอึ้งไปครู่ใหญ่ ผมมองสบตาเขา สายตาของจิณณ์ไม่ได้ขี้เล่นเหมือนทุกที แต่มันซื่อตรงและวาววับจนผมต้องเป็นฝ่ายหลบตา “อย่ามาล้อเล่นนะจิณณ์ ติวต่อเถอะ เดี๋ยวแม่พี่โทรตาม”
จิณณ์ยอมปล่อยมือแต่โดยดี แต่เขากลับทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมไม่ได้ล้อเล่นนะพี่… ผมจริงจังกว่าเรื่องบาสอีก”
[รอยร้าวที่ประสานไม่ได้]
ความสุขในห้องสมุดอยู่ได้ไม่นานครับ เมื่อผมกลับถึงบ้านตอนหกโมงเย็น ผมพบว่าแม่นั่งรออยู่ที่โซฟาพร้อมกับ ‘ไดอารี่’ เล่มนี้ในมือ!
“นี่มันอะไร พีท!” แม่ขว้างไดอารี่ลงบนโต๊ะ เสียงสั่นเครือด้วยความโกรธและผิดหวัง “ที่แกเปลี่ยนตัวเอง ที่แกแอบไปสนามบาสทุกเย็น เพราะแกไปหลงรักเด็กผู้ชายงั้นเหรอ?”
ผมยืนตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก “แม่… แม่แอบอ่านไดอารี่ผมเหรอ?”
“ถ้าแม่ไม่แอบอ่าน แม่จะรู้ไหมว่าลูกชายที่แม่ภูมิใจกำลังทำเรื่องที่น่าอายแบบนี้!” แม่ลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้ามาหาผม “พ่อแกส่งแกเรียนเพื่อให้แกมีอนาคต ไม่ใช่ให้แกมาหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ แกพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่น แต่มันไม่ใช่เพื่อตัวแกเองเลยนะพีท!”
“แต่มันทำให้ผมมีความสุข! มันทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น!” ผมตะโกนกลับไป น้ำตาไหลอาบแก้ม “แม่ไม่เคยภูมิใจในตัวผมเลย ไม่ว่าผมจะเรียนเก่งแค่ไหน แต่จิณณ์… เขาเห็นค่าในตัวผมที่ผมเป็นผม!”
เพียะ!
ฝ่ามือของแม่ตกลงบนใบหน้าผมจนแว่นเกือบหลุด (แม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้ใส่แว่นแล้วก็ตาม) ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง แม่เองก็ดูตกใจกับสิ่งที่ทำลงไป แต่ความทิฐิมีมากกว่า
“ถ้าแกยังไม่เลิกยุ่งกับเด็กคนนั้น… แม่จะไปคุยกับทางโรงเรียน และจะส่งแกไปอยู่โรงเรียนประจำที่ต่างจังหวัดทันที!”
ผมวิ่งขึ้นห้อง ล็อกประตู แล้วทรุดตัวลงร้องไห้อย่างหนัก ความรู้สึกฟูฟ่องในห้องสมุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ผมหยิบไดอารี่เล่มนี้ขึ้นมา กอดมันไว้แนบอก…
ทำไมนะ… ทำไมความรักที่ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น กลับกลายเป็นความผิดบาปในสายตาคนที่รักผมที่สุด
[มิตรภาพในยามวิกาล]
กลางดึกคืนนั้น ผมแอบส่งข้อความหาตั้มกับก้อย
‘มึง… กูโดนแม่จับได้แล้ว’
ไม่ถึงนาที ก้อยตอบกลับมา: ‘มึงใจเย็นๆนะพีท พักผ่อนก่อน พรุ่งนี้พวกกูไปรับที่บ้านแต่เช้า เราจะไม่ทิ้งมึง’
ตามด้วยตั้ม: ‘ใครทำเพื่อนกูร้องไห้ เดี๋ยวพ่อเอาเมาส์ฟาดหน้าให้ มึงนอนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน’
ผมหลับไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่เปื้อนหมอน ในหัวมีแต่คำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา… ผมควรจะสู้ต่อ หรือควรจะหยุดทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้ เพื่อรักษา ‘ความสงบ’ ของครอบครัวเอาไว้?
ปล. วันนี้จิณณ์ถามถึงสูตรการย้ายข้าง… แต่ตอนนี้ผมอยากรู้วิธีการ ‘หายตัว’ ไปจากตรงนี้มากกว่าครับ 💔


