admin

spot_img

ตอนที่ 14 : ราคาของกาลเวลา

รอยยิ้มของศิลาอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า มือของเขาที่กอบกุมมือผมไว้ส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมาตลอดหลายวันมลายหายไปจนหมดสิ้น ผมมองหน้าเขา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้ผู้ชายคนนี้กลับคืนมา "งั้น... วันนี้คุณต้องไปทำงานต่อไหมครับ?" ผมถามเสียงเบา พยายามดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง แม้จะยังไม่อยากปล่อยมือจากเขาเลยก็ตาม "วันนี้ผมลาหยุดครึ่งวันเช้าครับ ตั้งใจจะมาดักรอคุณโดยเฉพาะ" ศิลาหัวเราะเบาๆ "เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่ออฟฟิศดีกว่า แล้วเย็นนี้... เราค่อยไปกินข้าวด้วยกัน ถือเป็นการเดตครั้งแรกของเราอย่างเป็นทางการ ดีไหมครับ?" คำว่า 'เดตครั้งแรก' ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าว ผมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ครับ... เอาแบบนั้นก็ได้" เราลุกจากโต๊ะ ศิลาเอื้อมมือมาหยิบสมุดบันทึกและตั๋วรถไฟสีทองบนโต๊ะเพื่อจะเก็บมันลงกระเป๋าเสื้อ แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับตั๋วสีทองใบนั้น... วิ้งงงงง... เสียงแหลมสูงบาดหูระเบิดขึ้นในโสตประสาทของผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันดังสนั่นเหมือนเสียงหวูดรถไฟขบวน 909...

ตอนที่ 13 : หกปีที่รอคอยกับกาแฟแก้วเดิม

ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในเช้าวันวาเลนไทน์ เสียงจอแจของสถานีรถไฟดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปจากโลกของผม เหลือเพียงเสียงลมหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นประสานกัน ศิลายังคงยืนอยู่ตรงหน้า มือของเขายังคงประคองใบหน้าผมไว้ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาที่หางตาผมออกอย่างเบามือ สัมผัสของเขาอุ่นจัดจนผมต้องหลับตาลงรับความอบอุ่นนั้น ราวกับกลัวว่าลืมตาขึ้นมาแล้วเขาจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปอีก "ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้วครับ" ศิลาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู "คนมองเต็มชานชาลาแล้วนะ นายตรวจอย่างผมจะโดนข้อหารังแกผู้โดยสารไหมเนี่ย" ผมลืมตาขึ้น รีบยกหลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นว่ามีคนแอบมองเราอยู่จริงๆ ด้วยความที่ศิลาใส่เครื่องแบบเต็มยศแถมยังหน้าตาดีโดดเด่น พอมายืนเช็ดน้ำตาให้ผู้ชายหน้าตาตื่นๆ อย่างผม มันเลยกลายเป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก "ก็คุณ... คุณทำผมตกใจนี่" ผมเถียงเสียงอู้อี้ "ผมคิดว่า... ผมคิดว่าคุณจะจำผมไม่ได้แล้ว" "ผมจะลืมคนที่เอาชีวิตตัวเองมาแลกเพื่อช่วยผมได้ยังไงล่ะครับ" ศิลาลดมือลง แต่เปลี่ยนมาคว้าข้อมือผมไว้หลวมๆ...

ตอนที่ 12 : การรอคอยที่สิ้นสุดลง

ลมหนาวกลางเดือนกุมภาพันธ์พัดปะทะใบหน้าขณะที่ผมวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในสถานีรถไฟต้นทาง ผู้คนพลุกพล่านกว่าปกติเพราะเป็นเช้าวันวาเลนไทน์ คู่รักหลายคู่ยืนถือดอกกุหลาบส่งยิ้มให้กัน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยสีสันของความมีชีวิตชีวา... ชีวิตที่ไม่ได้ถูกหยุดไว้ด้วยความตายเหมือนในลูปเวลาที่ผมเพิ่งจากมา ผมพุ่งตรงไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว ซื้อตั๋วรถไฟขบวน 909 เหมือนทุกวัน รับตั๋วมาปุ๊บ ผมรีบก้มลงมองรายละเอียดบนกระดาษแผ่นเล็กนั้นทันที วันที่: 14 ก.พ. 2569 ขบวน: 909 ที่นั่ง: ไม่ระบุ (รถพัดลมชั้น 3) มันคือตั๋วปกติ... ไม่มีรอยเจาะรูปดาว ไม่มีคราบเลือด ไม่มีข้อความซ่อนเร้นใดๆ ผมกำตั๋วแน่น ก้าวขายาวๆ...

ตอนที่ 11 : เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนนิรันดร์

แสงไฟหน้ารถด่วนขบวน 84 สว่างจ้าจนบดบังทุกสิ่งรอบตัว เสียงหวูดที่แผดลั่นกลบเสียงกรีดร้องของผู้คนบนชานชาลาจนหมดสิ้น ความร้อนจากเครื่องยนต์และลมที่ปะทะหน้าบอกให้รู้ว่ามัจจุราชเหล็กกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่ไม่มีทางเบรกทัน ผมกระโดดลงไปบนหินคลุกที่รองรางรถไฟ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาที่ข้อเท้า แต่ผมไม่มีเวลาสนใจอะไรทั้งนั้น ภาพตรงหน้าผมเคลื่อนไหวช้าลงราวกับถูกหยุดเวลา... ศิลาในอดีตพุ่งตัวเข้าไปคว้าคอเสื้อของ 'นาวินอดีต' ที่นอนหมดสติอยู่บนราง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี เหวี่ยงร่างผอมบางนั้นขึ้นไปบนชานชาลาฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จอย่างเฉียดฉิว ร่างของนาวินอดีตพ้นรัศมีมรณะไปแล้ว... แต่น้ำหนักที่เหวี่ยงออกไป ทำให้ศิลาเสียหลัก เขาล้มลงบนรางรถไฟ เข่ากระแทกกับหมอนไม้ ร่างกายของเขาอยู่ในเส้นทางที่รถไฟกำลังจะบดขยี้ในอีกไม่ถึงสามวินาที ศิลาเงยหน้าขึ้นมองแสงไฟมรณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง "ศิลา!!!" ผมตะโกนสุดเสียง รีดเร้นพลังก๊อกสุดท้ายของชีวิต พุ่งตัวกระโจนเข้าไปหาเขาอย่างบ้าคลั่ง แรงปะทะจากการกระโดดของผม พุ่งชนเข้าที่กลางลำตัวของศิลาอย่างจัง ร่างของเราสองคนลอยกระเด็นพ้นจากรางเหล็ก กลิ้งตกลงไปในร่องระบายน้ำแคบๆ ที่อยู่ติดกับขอบชานชาลา... โครมมมม!!! เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น...

บทที่ 14: คืนเดือนหงายกับคุณแม่สามีจอมซึน

โรงพยาบาลเอกชนเครือฮอไรซอน - ชั้น 15 (VIP Ward) เสียงเครื่องช่วยหายใจและเสียงสัญญาณชีพจร ติ๊ด... ติ๊ด... เป็นเพียงเสียงเดียวที่ดังก้องในความเงียบสงัดของห้องพักฟื้นระดับ VVIP ผมนั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง มือข้างหนึ่งกุมมือหนาที่เย็นเฉียบของไต้ฝุ่นไว้แน่น ส่วนหัวก็ฟุบหลับไปกับขอบเตียงด้วยความอ่อนเพลีย หลังจากเหตุการณ์ถล่มตึกเมื่อวาน ไต้ฝุ่นหลับไปเต็มๆ สองวัน หมอบอกว่าร่างกายเขาซ่อมแซมตัวเองได้เร็ว แต่สมองและจิตใจต้องการการพักผ่อนอย่างหนักจากการใช้พลังเกินขีดจำกัด "ตื่นได้แล้วนะครับ..." ผมพึมพำกับผ้าปูที่นอน "ถ้าไม่ตื่น ผมจะขโมยเสื้อผ้าไปขายให้หมดเลยนะ" แกร๊ก... เสียงประตูห้องเปิดออก ผมรีบเด้งตัวขึ้นมา นึกว่าหมอมาตรวจ แต่คนที่เดินเข้ามากลับเป็น คุณหญิงรำภา ในชุดลำลองที่ดูเรียบง่ายกว่าปกติ...

บทที่ 13: หลุมดำแห่งความโกรธเกรี้ยว และโรงเรียนที่มีชีวิต

ณ ชายป่าเขต 4 (สมรภูมิเดือด) "แกบังคับให้ฉันทำเองนะ... อลัน" เสียงของไต้ฝุ่นต่ำลึกจนเหมือนดังมาจากขุมนรก ดวงตาสีเทาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้แววตา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามขมับและลำคอ บรรยากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยว... ไม่ใช่แค่ลมพัด แต่ 'มิติ' กำลังบิดเบี้ยว "หยุดนะไต้ฝุ่น!" หมออลันตะโกนเสียงหลง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว "ถ้านายใช้ท่านั้น ร่างกายนายจะรับภาระไม่ไหว! นายจะตายไปพร้อมกับฉัน!" "ถ้ามันช่วยนาวีได้... ฉันก็ไม่สน!" ไต้ฝุ่นประสานมือเข้าหากัน พลังงานเวกเตอร์ทั้งหมดถูกบีบอัดลงสู่จุดเดียวตรงกลางฝ่ามือ เกิดเป็นลูกบอลสีดำขนาดเล็กที่มีแรงดึงดูดมหาศาล "Singularity (ภาวะเอกฐาน)" วูมมมม!!! ลูกบอลสีดำถูกปลดปล่อยออกไป มันไม่ได้ระเบิดออก แต่กลับ 'ดูดกลืน' ทุกสิ่งเข้าไป!...

บทที่ 12: คอร์สติวเข้มแม่สามีมหาโหด และสัญญาณลวง

ห้องฝึกซ้อมลับใต้ดิน - เวลา 14.00 น. เพียะ! เปรี้ยะ! เสียงแส้ไฟฟ้าฟาดกระทบพื้นโลหะจนเกิดประกายไฟสีน้ำเงินแลบแปลบปลาบ ผมกระโดดหลบเหยงๆ เหมือนลิงโดนน้ำร้อนลวก เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อยืดราคาแปดพัน (ที่ไต้ฝุ่นซื้อให้) เปียกชุ่ม "ช้า! ช้ามาก!" คุณหญิงรำภาตวาดลั่น มือข้างหนึ่งเท้าเอว มืออีกข้างสะบัดแส้ด้วยท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความอำมหิต "ถ้าขยับได้แค่นี้ ก็เตรียมตัวเป็นศพเฝ้าหลุมให้ลูกชายฉันได้เลย!" "แฮ่ก... แฮ่ก... คุณน้า... เอ้ย คุณหญิงป้าครับ! พักก่อนได้มั้ยครับ!" ผมหอบจนตัวโยน ขาแข้งสั่นพั่บๆ "พัก?"...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img