admin

spot_img

บทที่ 18: นาฬิกาชีวิตที่เดินถอยหลัง (The Clock Ticking Backwards)

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยแสงแดดที่สดใสผิดปกติ... แต่บรรยากาศในห้อง 404 กลับอึมครึมเหมือนมีเมฆฝนปกคลุม ผมนั่งมองกาลที่นั่งอยู่ปลายเตียง เขากำลังถือแปรงสีฟันค้างไว้ในมือ จ้องมองมันด้วยสายตาว่างเปล่า เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจว่าเจ้าแท่งพลาสติกที่มีขนๆ นี้เอาไว้ทำอะไร "กาล..." ผมเรียกเบาๆ "แปรงฟันสิ สายแล้วนะ" กาลสะดุ้งเล็กน้อย หันมามองผม แววตาของเขา... ว่างเปล่า มันไม่ใช่ความเย็นชาแบบยมทูต แต่มันคือ ความไม่รู้ "เจ้า... เป็นใคร?" ประโยคนั้นเหมือนค้อนปอนด์ทุบเข้ากลางอกผม แก้วน้ำในมือผมร่วงหล่นลงพื้น เพล้ง! "ล้อเล่นอะไรเนี่ย ไม่ตลกนะเว้ย!" ผมพุ่งเข้าไปเขย่าไหล่เขา "ฉันวินไง!...

บทที่ 17: ร่ายรำทรายมรณะ (The Dance of Deadly Sands)

"โฮก!!!!!!" เจ้าปีศาจเงาร่างยักษ์คำรามลั่น แรงสั่นสะเทือนทำเอาเศษกระจกบนพื้นสั่นกราว มันง้างกรงเล็บขนาดมหึมาเตรียมตบพวกเราให้แบนแต๊ดแต๋เหมือนยุง "วิน! สร้างเกราะ!" กาลตะโกนสั่ง "เกราะเหรอ... เกราะ... เกราะ..." ผมหลับตาปี๋ จินตนาการถึงสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เด็กสถาปัตย์ฯ จะนึกออก ไม่ใช่กำแพงอิฐ... ไม่ใช่คอนกรีต... แต่มันคือ "โครงสร้าง Truss (โครงถักเหล็ก)!" ผมสะบัดมือออกไป ฟุ่บ! ละอองทรายสีทองพุ่งขึ้นจากพื้น ถักทอกันอย่างรวดเร็วกลายเป็นโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ก่อตัวเป็นโดมขนาดยักษ์ครอบตัวพวกเราไว้ ตูม!!! กรงเล็บปีศาจฟาดลงบนโดมทรายเสียงสนั่นหวั่นไหว โดมสั่นสะเทือนแต่ไม่พัง! แรงกระจายออกไปตามโครงสร้างสามเหลี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบ (ขอบคุณวิชา...

บทที่ ๒๗ (ปัจฉิมบท) : รอยตีตราพยัคฆ์

หนึ่งเดือนต่อมา สายลมหนาวพัดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา นำพาความเยือกเย็นมาเยือนพระนคร แต่ภายในห้องนอนเรือนแพหลังใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมิดชิดท้ายสวนของท่านเจ้าคุณกรมท่า... อากาศกลับร้อนระอุราวกับถูกไฟสุม แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ด ลงมากระทบผิวเนียนละเอียดของ คุณพุ่ม ที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าแพรผืนบางปิดบังช่วงล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและลำคอขาวผ่อง "อื้อ... พี่กล้า..." เสียงครางหวานหูหลุดรอดจากริมฝีปากบาง เมื่อลิ้นสากร้อนชื้นของใครบางคนลากไล้ไปตามแนวสันหลัง พี่กล้า ในร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งดั่งหินผา คร่อมทับอยู่เหนือร่างของคนรัก ดวงตาสีอำพันสว่างวาบในความมืด จ้องมอง 'เหยื่อ' ใต้อาณัติด้วยความหิวกระหายที่อัดอั้นมานาน คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง... คืนที่สัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นตัวถึงขีดสุด แต่คราวนี้ เขาไม่ต้องออกไปล่าใคร... เพราะเหยื่อของเขา...

บทที่ ๒๖ : อวสานทรราช

บรรยากาศกลางลานประหารวัดสระเกศเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทหารและชาวบ้านต่างยืนตะลึงกับภาพชายชราผมขาวในชุดขาวห่มขาว ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม โดยมี พี่กล้า นอนหอบหายใจอยู่แทบเท้า "เจ้า..." พระยาไกรสีห์ ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่ชายชรา "เจ้าอินทา! มึงตายไปแล้ว! กูเห็นกับตาว่ามึงถูกเผาไปพร้อมคุ้มหลวง!" "สิ่งที่ถูกเผา คือร่างจำแลงของข้า" เจ้าอินทา (ปู่ของกล้า) เอ่ยเสียงเรียบ ทรงอำนาจ "ข้าละทิ้งกายหยาบ หนีเข้าสู่ป่าหิมพานต์เพื่อรักษา 'หน่อเนื้อเชื้อไข' สุดท้ายของตระกูล... แต่บัดนี้ ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับมาสะสางบัญชี" เจ้าอินทาหันไปทางขบวนเสด็จที่เพิ่งมาถึง ชายสูงศักดิ์บนเสลี่ยงก้าวลงมา... พระองค์คือ...

บทที่ ๒๕ : ลานเลือดวัดสระเกศ

แสงแดดบ่ายคล้อยแผดเผาลงมายังลานดินกว้างหน้า วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ฝุ่นแดงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงเซ็งแซ่ของชาวพระนครนับพันที่แห่แหนมามุงดู "มหรสพแห่งความตาย" ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงร้องแกว๊กๆ ของ ฝูงแร้ง ที่บินวนเวียนอยู่เหนือยอดภูเขาทอง รอคอยเวลาอาหารอันโอชะ ตรงกลางลานประหาร นักโทษการเมืองและแพะรับบาปเจ็ดคนถูกมัดตราสังนั่งคุกเข่าเรียงหน้ากระดาน เพชฌฆาตในชุดแดงถือดาบวาววับกำลังร่ายรำเพลงดาบข่มขวัญ ท่ามกลางเสียงปี่พาทย์มอญที่บรรเลงเพลงโศก บีบคั้นหัวใจคนฟัง บนปะรัมพิธี พระยาไกรสีห์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลัก สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาพึงพอใจ ข้างกายมี ไอ้สอน (ที่รอดตายมาได้แต่พันแผลเต็มตัว) ยืนกระซิบกระซาบอยู่ไม่ห่าง ถัดไปไม่ไกล ท่านเจ้าคุณกรมท่า นั่งหน้าเครียด โดยมี...

บทที่ ๒๔ : ชุมโจรหลังป่าช้า

สายลมยามดึกพัดเอากลิ่นธูปและกลิ่นซากศพจางๆ ลอยมาแตะจมูก พี่กล้า ที่กำลังเดินย่ำเท้าเปล่าเข้าไปในความมืดมิดของ ป่าช้าวัดดอน (วัดบรมสถล) สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนผีสิง" ที่น่ากลัวที่สุดในพระนคร เป็นที่ฝังศพไร้ญาติและชาวจีนอพยพนับหมื่น หลุมศพแบบ "ฮวงซุ้ย" เรียงรายสลับกับเนินดินนูนต่ำสูงๆ ต่ำๆ สุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันดัง แกรก... แกรก... เหมือนเสียงกระดูกกระทบกัน กล้ากระชับผ้าขาวม้าที่เจ๊กง้วนให้มาพันเอวไว้แน่น สายตาสีอำพันกวาดมองไปรอบตัว สัญชาตญาณสัตว์ป่าบอกเขาว่า... เขาไม่ได้เดินอยู่คนเดียว มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาจากหลังป้ายหลุมศพและบนยอดไม้ "ออกมา..." กล้าหยุดเดิน เอ่ยเสียงเรียบ...

บทที่ ๒๓ : ตรอกคนบาป

ฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักในยามวิกาล ราวกับฟ้าดินต้องการชะล้างความโสมมของเมืองหลวง แต่สำหรับ พี่กล้า สายฝนเย็นเยียบนี้คือเครื่องอำพรางชั้นดีที่ช่วยลบรอยเลือดและกลิ่นสาบสางไม่ให้สุนัขล่าเนื้อตามเจอ ร่างสูงใหญ่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นเปียกปอน วิ่งลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ แถบ สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวจีนอพยพและกรรมกรแบกหาม กลิ่นฝิ่น กลิ่นน้ำเน่า และกลิ่นเหงื่อไคลของชนชั้นแรงงาน คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ช่วยกลบกลิ่นตัวของเขาได้เป็นอย่างดี "แฮ่ก... แฮ่ก..." กล้าทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงโรงฝิ่นเก่าซอมซ่อ แผลที่ถูกกระจกบาดและแผลเก่าที่เอวเริ่มอักเสบจนตัวร้อนรุ่ม เขาพยายามหดกรงเล็บและเขี้ยวที่งอกยาวกลับคืนสู่สภาพมนุษย์ แต่มันยากเหลือเกินเมื่อร่างกายอ่อนแอและจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง "เฮ้ย! ดูซิเราเจอตัวอะไร..." เสียงแหบห้าวภาษาไทยปนจีนดังขึ้น เงาตะคุ่มสามสี่ร่างเดินออกมาจากเงามืด พวกมันเป็นพวก 'อั้งยี่' หรือนักเลงคุมตรอก ถือมีดพกและไม้หน้าสาม...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img