ห้องฝึกซ้อมลับใต้ดิน – เวลา 14.00 น.
เพียะ! เปรี้ยะ!
เสียงแส้ไฟฟ้าฟาดกระทบพื้นโลหะจนเกิดประกายไฟสีน้ำเงินแลบแปลบปลาบ ผมกระโดดหลบเหยงๆ เหมือนลิงโดนน้ำร้อนลวก เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อยืดราคาแปดพัน (ที่ไต้ฝุ่นซื้อให้) เปียกชุ่ม
“ช้า! ช้ามาก!” คุณหญิงรำภาตวาดลั่น มือข้างหนึ่งเท้าเอว มืออีกข้างสะบัดแส้ด้วยท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความอำมหิต “ถ้าขยับได้แค่นี้ ก็เตรียมตัวเป็นศพเฝ้าหลุมให้ลูกชายฉันได้เลย!”
“แฮ่ก… แฮ่ก… คุณน้า… เอ้ย คุณหญิงป้าครับ! พักก่อนได้มั้ยครับ!” ผมหอบจนตัวโยน ขาแข้งสั่นพั่บๆ
“พัก?” เธอยิ้มเหี้ยม “ศัตรูมันจะให้เธอพักมั้ย? …เอานี่ไปกิน!”
ขวับ!
แส้ไฟฟ้าพุ่งตรงมาที่ขาผม เร็วกว่าเดิมสองเท่า! ผมรู้ตัวว่าหลบไม่พ้นแน่ๆ ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วสมอง
ต้องป้องกัน… ต้องหาอะไรมากัน…
สายตาผมเหลือบไปเห็นเสาหินอ่อนต้นใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานทันที
‘Link!’
ผมยื่นมือไปแตะเสาหิน จินตนาการถึงความ ‘แข็งแกร่ง’ ความ ‘คงทน’ ของหินผา แล้วดึงคุณสมบัตินั้นมาเชื่อมต่อกับผิวหนังตัวเอง!
ตึง!
ปลายแส้ฟาดเข้าที่หน้าแข้งผมเต็มรัก แต่แทนที่จะได้ยินเสียงเนื้อไหม้ หรือเสียงร้องโหยหวน กลับเป็นเสียงเหมือนฟาดท่อนไม้แข็งๆ
“โอ๊ย… เจ็บนิดหน่อยแฮะ” ผมก้มลงดูขาตัวเอง ผิวหนังตรงนั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นและแข็งโป๊กเหมือนหินชั่วขณะ ก่อนจะคืนสภาพเดิม
คุณหญิงรำภาลดแส้ลง ดวงตาที่เคยมองเหยียดหยามฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
“รู้จักยืมคุณสมบัติวัตถุมาใช้กับร่างกายตัวเอง…” เธอพึมพำ “เรียนรู้เร็วกว่าที่คิดนี่”
“เมื่อกี้… ผมทำได้เหรอครับ?” ผมมองมือตัวเองอย่างทึ่งๆ
“อย่าเพิ่งได้ใจไป” คุณหญิงเดินเข้ามาใกล้ ใช้ด้ามแส้เชยคางผมขึ้น “การดึงคุณสมบัติวัตถุมาใช้ มันสร้างภาระให้ร่างกาย ถ้านายดึงความแข็งของเพชรมาใช้โดยที่ร่างกายไม่พร้อม กระดูกนายอาจจะแตกละเอียดเองก็ได้”
เธอจ้องตาผมเขม็ง
“จำไว้… หน้าที่ของนายไม่ใช่การเป็นฮีโร่ แต่คือการ ‘มีชีวิตรอด’ อย่าทำตัวเป็นภาระไต้ฝุ่นเข้าใจมั้ย?”
ถึงคำพูดจะดูร้ายกาจ แต่ผมสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของเธอดูอ่อนลงกว่าตอนแรก… นิดนึง (มั้งนะ)
ตัดภาพไปที่ชายป่าเขต 4 (เขตหวงห้ามท้ายโรงเรียน)
บรรยากาศยามเย็นในป่าทึบวังเวงและหนาวเหน็บ ไต้ฝุ่นในชุดปฏิบัติการเต็มยศเดินนำหน้า โดยมีหมออลันเดินล้วงกระเป๋าตามหลังมาห่างๆ
“น่าแปลกนะครับ…” หมออลันเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ปกติท่านประธานไม่ค่อยยอมห่างจาก ‘ยาแก้ปวด’ ส่วนตัวนี่นา ทำไมวันนี้ถึงยอมออกมาลาดตระเวนกับหมอได้ล่ะ?”
ไต้ฝุ่นหยุดเดิน หันกลับไปมองหมอหนุ่มด้วยสายตาเย็นชา
“เพราะฉันไม่ไว้ใจให้นายเดินเพ่นพ่านในโรงเรียนคนเดียว”
“ว้า… เจ็บจังเลยแฮะ โดนสงสัยซะแล้ว” อลันยิ้ม แววตาหลังเลนส์แว่นเป็นประกายวิบวับ “ทั้งที่ผมอุตส่าห์ช่วยดูแลน้องนาวีให้”
“เลิกพล่าม แล้วตรวจดูเครื่องรบกวนสัญญาณซะ” ไต้ฝุ่นชี้ไปที่กล่องเหล็กสีดำที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้
มันคือ ‘Jammer’ เครื่องรบกวนสัญญาณบาเรียของโรงเรียนที่ถูกใครบางคนแอบเอามาติดตั้งไว้
อลันขยับแว่น เดินเข้าไปตรวจสอบอุปกรณ์ “อืม… เทคโนโลยีรุ่นเก่า แต่ประสิทธิภาพสูง… น่าจะเป็นของ The Silencer จริงๆ นั่นแหละ”
เขาหันมามองไต้ฝุ่น
“คุณคิดว่า… ใครเป็นคนเอามาติดครับ? นักเรียน? ภารโรง? …หรือว่า ครู?”
ไต้ฝุ่นหรี่ตาลง พลังเวกเตอร์รอบตัวเริ่มหมุนวน เตรียมพร้อมโจมตีทุกเมื่อ
“ฉันไม่สนว่าเป็นใคร… แต่ถ้ามันแตะต้องนาวี ฉันฆ่าไม่เลี้ยง”
“ดุจังนะครับ” อลันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกดปุ่มบางอย่างบนนาฬิกาข้อมือของตัวเองโดยที่ไต้ฝุ่นไม่ทันสังเกต
ติ๊ด…
กลับมาที่ห้องฝึกซ้อมลับ
ผมกำลังนั่งพักดื่มน้ำเกลือแร่ สภาพเหมือนผ้าขี้ริ้วที่โดนปั่นแห้ง แหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายสั่นเบาๆ เป็นจังหวะชีพจรของไต้ฝุ่น… มันเต้นสม่ำเสมอ แสดงว่าเขายังปลอดภัยดี ผมลูบแหวนเบาๆ ด้วยความคิดถึง
เพิ่งห่างกันไม่กี่ชั่วโมงเองนะเนี่ย… เป็นเอามากนะเรา
วูบ…
จู่ๆ ไฟในห้องฝึกก็กระพริบ แล้วดับวูบลงเหลือเพียงไฟฉุกเฉินสีแดงหมุนวาบ
[ WARNING! WARNING! ] [ ตรวจพบการบุกรุกที่เขต 4… ม่านพลังป้องกันถูกปิดการทำงาน! ]
เสียงประกาศเตือนภัยดังลั่น คุณหญิงรำภาดีดตัวลุกขึ้นทันที สีหน้าเคร่งเครียด
“เขต 4… นั่นมันจุดที่ไต้ฝุ่นไป!” เธอตะโกน
“ไต้ฝุ่น!” ผมใจหายวาบ รีบมองแหวน
สัญญาณชีพจรในแหวน… หายไป
“เฮ้ย! สัญญาณหายไป! แหวนไม่จับสัญญาณ!” ผมหน้าซีดเผือด มือสั่นจนขวดน้ำหลุดมือ
“ใจเย็นๆ!” คุณหญิงรำภาคว้าไหล่ผม “อาจจะแค่โดนตัดสัญญาณ… ไต้ฝุ่นระดับ S ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“แต่ผมต้องไปหาเขา!”
“ไม่ได้! หน้าที่ของนายคือหลบอยู่ในห้องนิรภัย!”
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากประตูด้านหน้าห้องฝึก! ประตูเหล็กหนาบิดงอและปลิวเข้ามาด้านใน ควันโขมงพวยพุ่ง
เงาร่างสามร่างเดินฝ่าควันเข้ามา… พวกมันสวมชุดเกราะเต็มยศปิดหน้าปิดตา และถือปืนไรเฟิลพลังงานสูง
“ส่งตัว Nexus มา…” เสียงสังเคราะห์ดังผ่านหน้ากาก
คุณหญิงรำภาสะบัดแส้ไฟฟ้าดัง เพียะ! ก้าวมายืนบังผมไว้
“อยากได้ลูกสะใภ้ฉัน… ก็ข้ามศพแม่ผัวอย่างฉันไปก่อนย่ะ!”
(เดี๋ยวนะครับคุณแม่… เมื่อกี้ยังด่าผมอยู่เลย ไหงตอนนี้ปกป้องซะงั้น! ซึ้งน้ำตาจะไหล!)
“นาวี! ถอยไป!” คุณหญิงสั่ง
“แต่ว่า…”
“ฉันบอกให้ถอยไป!”
คุณหญิงฟาดแส้ใส่ผู้บุกรุกคนแรก กระแสไฟฟ้าแสนโวลต์ช็อตจนมันกระเด็น แต่พวกที่เหลือระดมยิงปืนพลังงานใส่เธอ
ปัง! ปัง! ปัง!
คุณหญิงใช้แส้ปัดกระสุนอย่างช่ำชอง แต่จำนวนศัตรูเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสาม เป็นห้า… เป็นสิบ… พวกมันแห่กันมาจากไหนเนี่ย!?
จังหวะที่เธอกำลังรับมือด้านหน้า ศัตรูคนหนึ่งลอบเข้ามาทางด้านหลัง ง้างมีดเลเซอร์เตรียมแทง!
“ระวังครับ!”
ผมไม่คิดอะไรทั้งนั้น พุ่งตัวออกไป แล้วใช้มือคว้าท่อนเหล็กจากซากประตูที่พัง
‘Link: Weight (น้ำหนัก)’
ผมเชื่อมน้ำหนักของ ‘รถถัง’ ที่ผมเคยเห็นในหนังสือเข้ากับท่อนเหล็กในมือ (จินตนาการเอาล้วนๆ!)
ตึง!!!
ท่อนเหล็กหนักอึ้งฟาดเข้าที่กลางลำตัวของศัตรู ชุดเกราะแตกกระจาย ร่างนั้นปลิวไปกระแทกผนังจนยุบลงไป
“โห…” ผมอ้าปากค้างกับพลังตัวเอง
คุณหญิงรำภาหันมามอง ยิ้มมุมปากนิดๆ
“ไม่เลว… แต่ระวังหลังด้วย!”
การต่อสู้ตะลุมบอนเริ่มขึ้น ผมกับแม่ผัวจำเป็นต้องร่วมมือกันสู้ตายในห้องปิดตาย แต่ในใจผมกระวนกระวายสุดขีด…
ไต้ฝุ่น… อยู่ไหน? ทำไมสัญญาณถึงหายไป?
ณ ชายป่าเขต 4
ไต้ฝุ่นยืนหอบหายใจ รอบตัวเขาเต็มไปด้วยซากหุ่นยนต์สังหารของ The Silencer ที่ถูกบีบอัดเป็นก้อนเหล็ก
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเหงื่อตก ไม่ใช่จำนวนศัตรู… แต่เป็น ‘กรงขัง’
โดมพลังงานสีดำครอบคลุมพื้นที่รอบตัวเขาในรัศมี 10 เมตร ตัดขาดการสื่อสารและสัญญาณ GPS ทุกชนิด
และคนที่ยืนอยู่นอกโดม… คือ หมออลัน ที่กำลังถอดแว่นตาออก เผยให้เห็นแววตาที่แท้จริงที่เย็นชาและอำมหิต
“ขอโทษทีนะไต้ฝุ่น” อลันยิ้ม “ผมคงปล่อยให้คุณกลับไปขัดขวางภารกิจไม่ได้”
“แก…” ไต้ฝุ่นกัดฟัน พยายามใช้พลังเวกเตอร์ทำลายโดม แต่พลังกลับถูกดูดซับหายไป “แกเป็นคนของ Silencer!”
“ครึ่งหนึ่งครับ” อลันหัวเราะเบาๆ “ผมแค่… นักวิจัยที่สนใจในวิวัฒนาการ”
เขาชี้ไปทางตึกบริหารที่เห็นอยู่ไกลๆ ซึ่งมีควันไฟพวยพุ่งออกมาจากชั้นใต้ดิน (ห้องฝึกที่ผมอยู่!)
“ป่านนี้ทีมเก็บกวาดคงไปถึงตัวน้องนาวีแล้ว… ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแล ‘กุญแจ’ อย่างดี… ในหลอดทดลอง”
“อย่า-แตะ-ต้อง-เขา!”
ไต้ฝุ่นคำรามลั่น นัยน์ตาสีเทาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พลังเฮือกสุดท้ายระเบิดออกมา แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินรอบๆ ยุบตัวลง
เขาไม่สนว่าจะต้องแลกด้วยอะไร… เขาต้องพังไอ้กรงบ้านี่ แล้วกลับไปหานาวีให้ได้!
แม้จะต้องใช้พลังชีวิตจนตัวตายก็ตาม!


