admin

spot_img

บทที่ 9: ห้องเย็นและสัญญาเลือด

เสียงเพลงแจ๊สยังคงบรรเลงขับกล่อมลูกค้าในโซนหน้าบาร์อย่างนุ่มนวล แต่เมื่อกานต์ดึงมือริวให้เดินทะลุผ่านม่านกำมะหยี่สีดำหลังเคาน์เตอร์บาร์เข้ามา... บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหรูหราสไตล์วิกตอเรียนหายวับไป เหลือเพียงทางเดินแคบๆ ที่ผนังทำจากปูนเปลือยชื้นแฉะ มีตะไคร่น้ำเกาะเป็นหย่อมๆ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้น กลิ่นธูปแรงๆ และกลิ่นจางๆ ของ... ฟอร์มาลีน “ที่นี่คือ 'หลังบ้าน' ของจริงครับ” กานต์กระซิบ เดินนำหน้าริวไปตามทางเดินที่มืดสลัว มีเพียงหลอดไฟนีออนเก่าๆ ที่กะพริบติดๆ ดับๆ ริวเดินตัวลีบ รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในลำไส้ของสัตว์ประหลาด อุณหภูมิที่นี่เย็นเยือกกว่าข้างนอกหลายเท่า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาดังลอดออกมาจากประตูเหล็กบานหนึ่ง “เสียงของพวกที่ 'ทำยอด' ไม่ถึงเป้า” กานต์ตอบโดยไม่หันมามอง...

ตอนที่ 10: ความจริงที่เจ็บปวด และบุรุษชุดดำกลางทุ่งนา

บ่ายวันนั้น แดดร้อนระอุจนอากาศเต้นระริก แต่ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมายกลับเย็นฉ่ำไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม กิจการ "เจนนี่ ซาลอน" กำลังไปได้สวย ลูกค้าต่อคิวกันยาวเหยียด เจนนี่ในชุดทำงานที่ทะมัดทะแมงขึ้น (เสื้อยืดมัดเอวกับกางเกงเลเก๋ๆ) กำลังสาละวนกับการดัดผมลอนให้ป้าสายหยุด โดยมีพี่เข้มคอยเป็นลูกมือ ช่วยหยิบแกนดัดผมและเสิร์ฟน้ำอย่างคล่องแคล่ว "โอ๊ย! เจนนี่มือเบาจังเลยลูก ฝีมือดีขนาดนี้ กลับไปกรุงเทพฯ คงรวยเละแน่ๆ" ป้าสายหยุดชมเปาะ เจนนี่ยิ้มเจื่อนๆ "แหะๆ... ก็... ก็รวยอยู่แล้วค่ะป้า แต่เจนนี่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิดมากกว่า" เธอโกหกคำโตอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงเริ่มไม่เต็มปาก ทันใดนั้น... บรรยากาศรื่นเริงก็ถูกทำลายลง รถเอสยูวีสีดำคันใหญ่...

ตอนที่ 9: Grand Opening และมาดามจูผู้ลืมกำพืด

เช้าวันเปิดร้าน "Jenny Salon @ Nong Mah Wor" (ชื่อเต็มยาวเหยียดที่เจนนี่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำหน้าร้าน) บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก... ปนประหลาด ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมายถูกเนรมิตใหม่ พื้นดินถูกปูทับด้วยเสื่อน้ำมันลายหมากรุกขาวดำ (ให้ฟีลคาเฟ่เกาหลี) ผนังตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าพับเป็นดอกกุหลาบ และมีไฮไลต์คือ "กระจกไฟปิงปอง" ที่พี่เข้มต่อวงจรให้ ส่องสว่างวิบวับจนไก่ในเล้าข้างๆ นึกว่าเป็นเช้าตลอดเวลา "ฤกษ์งามยามดี! 9 โมง 9 นาที!" แม่บัวลอยตะโกน พร้อมประพรมน้ำมนต์ใส่ป้ายร้าน...

บทที่ 10 : คำตอบที่ทำให้คนฟังหน้าชา (และอีกคนหน้าบาน)

บรรยากาศในห้องนั่งเล่นคอนโดหรูตอนนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ ทั้งที่แอร์เปิดอยู่ที่ 25 องศา พี่ซันนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวแพง จิบน้ำเปล่าด้วยท่วงท่าผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนแมงยืนกอดอกพิงผนังห้อง (ด้วยแขนข้างเดียว) จ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาที่พร้อมจะเตะคนออกจากห้องได้ทุกเมื่อ น้ำเหนือนั่งตัวลีบอยู่บนพรมหน้าทีวี รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชลยศึกที่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิ "ห้องสวยดีนะแมง" พี่ซันวางแก้วน้ำลง "เสียดายดูมืดมนไปหน่อย น่าจะหาอะไรสดใสๆ มาประดับบ้าง" "ผมชอบแบบนี้" แมงตอบเสียงแข็ง "แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งย่ามของในห้องด้วย" "แหม พี่แค่แนะนำ" พี่ซันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาหาน้ำเหนือ สายตาไล่มองเสื้อยืดตัวโคร่งที่น้ำเหนือใส่อยู่ "ว่าแต่น้องเหนือ... ใส่ชุดนี้แล้วดูตัวเล็กไปเลยนะครับ ของไอ้แมงมันเหรอ?" "ค...ครับพี่ซัน พอดีชุดนักศึกษาผมเหม็นเหงื่อ เลยขอยืมมันใส่"...

บทที่ 9 : ความลับรสสตรอว์เบอร์รีและแขกไม่ได้รับเชิญ

ข่าวเรื่องที่ "แมง" ตัวท็อปคณะวิศวะฯ แขนเดี้ยงจากการปกป้อง "น้ำเหนือ" เด็กปี 1 บริหารฯ แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยเร็วยิ่งกว่าเชื้อไวรัส แต่สิ่งที่น่าตื่นตะลึงกว่าข่าวลือ คือภาพที่ปรากฏขึ้นที่ใต้ตึกคณะวิศวะกรรมศาสตร์ในเช้าวันนี้ "กระเป๋าหนักชิบหาย! มึงแบกหินมาเรียนเหรอวะ!" น้ำเหนือเดินบ่นกระปอดกระแปด ไหล่ข้างหนึ่งสะพายเป้ของตัวเอง อีกข้างแบกเป้ใบสีดำใบโตของแมง เดินตามหลังคนเจ็บที่เดินตัวปลิวอย่างสบายอารมณ์ "บ่นมาก เดี๋ยวตัดเงินเดือน" แมงพูดโดยไม่หันมามอง แขนขวายังคงคล้องผ้าสีขาวไว้อย่างน่าสงสาร (หรือน่าหมั่นไส้ในสายตาน้ำเหนือ) "เงินเดือนบ้าอะไร! บาทเดียวก็ยังไม่เห็น!" น้ำเหนือเร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินข้างๆ "นี่กูยอมมาส่งถึงคณะ ดูแลดียิ่งกว่าไข่ในหินแล้วนะ สำนึกบุญคุณด้วย!" "อืม...

ตอนที่ 10 : หนึ่งชั่วโมงก่อนรถด่วนขบวนสุดท้าย

13 กุมภาพันธ์ 2563 - เวลา 18.31 น. เสียงจอแจของผู้คนนับร้อยกระแทกโสตประสาทผมทันทีที่ก้าวเท้าลงสู่พื้นชานชาลา มันไม่ใช่ความเงียบสงัดเหมือนโลกอนาคตเมื่อครู่ แต่มันคือความวุ่นวายที่มีชีวิตชีวาของเย็นวันศุกร์ก่อนวันวาเลนไทน์ กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นควันรถ และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้คนที่เดินสวนกันไปมาทำให้ผมเวียนหัว ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับแรงโน้มถ่วงของอดีต ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา 18.32 น. เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่รถด่วนขบวนมรณะจะเข้าเทียบชานชาลา ผมจำได้แม่นว่าตัวเองในอดีตยืนอยู่ตรงไหน... ตรงเสาต้นที่ 4 นับจากทางเข้า ใกล้กับตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเก่าๆ นั่นคือจุดที่ผมชอบไปยืนพิงเสาเพราะรู้สึกเพลียจากไข้หวัด ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ท่ามกลางฝูงชนที่ถือดอกกุหลาบและช็อกโกแลตเดินขวักไขว่...

ตอนที่ 9 : ชานชาลาที่ไร้เสียง

13 กุมภาพันธ์ 2569 วันแห่งความรักเวียนมาบรรจบอีกครั้ง... แต่มันกลับเป็นวันที่ผมรู้สึกหนาวเหน็บที่สุดในชีวิต ผมลางานวันนี้ทั้งวัน ไม่ใช่เพื่อไปเดตกับใคร แต่เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ผมใช้เวลาช่วงเช้าจัดการเคลียร์เอกสารสำคัญที่บริษัท เขียนจดหมายลาทิ้งไว้ให้พ่อแม่สั้นๆ ว่า "ผมจะไปตามหาความฝัน" โดยไม่ลงรายละเอียด เพราะผมไม่รู้ว่า... หากผมแก้ไขอดีตสำเร็จ โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือผมจะได้กลับมาในฐานะอะไร เวลา 18.30 น. ผมมายืนรออยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟจุดเกิดเหตุ บรรยากาศยามพลบค่ำวันนี้ดูวังเวงชอบกล ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ลมหนาวพัดกรูเกรียวผ่านร่องไม้ของม้านั่งยาว หอบเอากลิ่นธูปจางๆ ลอยมาแตะจมูก คงมีใครบางคน... อาจจะเป็นป้าหมวย หรือเพื่อนพนักงานรถไฟเก่าๆ...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img