admin

spot_img

บทที่ ๔ : คืนแรกที่ไร้จันทร์

พายุฝนที่โหมกระหน่ำมาตลอดช่วงเย็นเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงละอองฝอยบางเบาที่ปลิวว่อนไปตามแรงลมกรรโชก ความมืดมิดเข้าปกคลุมน่านน้ำและป่าพรุจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบเรือนแพราวกับกำแพงคุกธรรมชาติ ภายในโถงเรือนแพ แสงไฟจากกองฟืนเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงวาบวาว หลวงเทพ นอนกรนเสียงดังสนั่นแข่งกับเสียงกบเขียดข้างนอก โดยมีดาบอาญาสิทธิ์กอดแนบอกไว้ต่างหมอนข้าง แม่หญิงจัน นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มแพรเก่าๆ หลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน มีเพียง คุณพุ่ม ที่ยังข่มตาหลับไม่ลง เสียงกระซิบ “ไอ้กล้า... ช่วยข้าด้วย...” ที่ได้ยินจากใต้ถุนเรือนเมื่อหัวค่ำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง พุ่มพลิกตัวตะแคง สายตามองลอดช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ ที่ระเบียงด้านนอก... พี่กล้า ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มร่างยักษ์นั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือน หันหน้าออกไปทางบึงน้ำที่มืดมิด เขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยราวกับรูปปั้นศิลาทรายที่เฝ้าพิทักษ์ศาสนสถาน พุ่มสังเกตเห็นว่าไหล่กว้างนั้นเกร็งเขม็งอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่มีเสียงปลาผุดหรือเสียงกิ่งไม้หัก...

บทที่ ๓ : เรือนแพปริศนา

กองไฟขนาดย่อมที่ก่อขึ้นจากเศษฟืนแห้งและขาโต๊ะหักๆ กลางโถงเรือน ส่งเสียงแตก เปรี๊ยะ เบาๆ เป็นระยะ เปลวไฟสีส้มเต้นระริกช่วยไล่ความหนาวเหน็บและเงาตะคุ่มที่เกาะกินจิตใจของผู้อาศัยชั่วคราวออกไปได้บ้าง "โอย... หนาวเข้ากระดูกดำแล้วขอรับ" ไอ้จ้อย นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ฟันกระทบกันดังกึกๆ ผ้าขาวม้าผืนบางที่คาดเอวมาแทบไม่ช่วยกันหนาวอะไรได้เลย "เอ้า เอาไปคลุมหัวซะ เดี๋ยวจะชักตาตั้งไปเสียก่อน" แม่หญิงจัน โยนผ้าแพรผืนเก่าๆ ที่นางไปรื้อค้นมาจากหีบใบใหญ่ในห้องนอนออกมาให้ กลิ่นอับของผ้าทำให้จ้อยทำจมูกย่น แต่ก็รีบตะครุบมาห่มทันที "นี่มันผ้าของใครก็ไม่รู้ขอรับแม่นาย... บรื๋อ... เจ้าของเขาจะมาทวงคืนไหมเนี่ย" "เจ้าของเขาคงไปสู่สุขคติ... เอ้ย ไปที่ชอบ... เอ้ย!...

บทที่ ๒ : มรสุมวิปโยค

เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกรีดร้องของสัตว์ที่กำลังเจ็บปวด เรือแจวลำใหญ่ที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษไม้ลอยเท้งเต้งอยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ภายในคลองลัดที่มืดมิดและคดเคี้ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยรากไม้โกงกางที่ยื่นระเกะระกะออกมาเหมือนกรงเล็บปีศาจ "พายเข้า! พายเข้าหาตลิ่ง!" เสียงตะโกนของ พี่กล้า แทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา หลวงเทพ พยายามคว้าไม้พายที่กลิ้งอยู่บนพื้นเรือขึ้นมาช่วยจ้วงน้ำอย่างทุลักทุเล แต่ด้วยความไม่สันทัด ทำให้พายตีน้ำกระจายโดนหน้า ไอ้จ้อย จนสำลักพรวดพราด "แค่กๆ! คุณหลวง! พายเรือนะขอรับ ไม่ใช่กวนขนมเปียกปูน!" บ่าวหนุ่มโวยวาย มือข้างหนึ่งเกาะกาบเรือแน่น อีกข้างกอดขาคุณพุ่มไว้เหมือนปลิง "หุบปากไอ้จ้อย! ข้ากำลังใช้สมาธิ!" หลวงเทพตวาดกลับ ทั้งที่หน้าซีดเผือด เรือแจวพุ่งถลาไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันหมุนคว้างกลางวังน้ำวนย่อมๆ ก่อนจะพุ่งเข้าหาเงาทะมึนขนาดใหญ่ที่ลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โครม! เสียงหัวเรือกระแทกเข้ากับตอไม้ใต้น้ำดังสนั่นหวั่นไหว...

บทที่ ๑ : คะนองนาวา

สายน้ำเจ้าพระยายาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพระนคร แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดกระทบระลอกคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ หากแต่สำหรับคณะเดินทางในเรือแจวลำใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าทวนน้ำขึ้นไปทางทิศเหนือนี้ ความงดงามของทิวทัศน์ดูจะเป็นเรื่องรองจากความครื้นเครงที่ก่อตัวขึ้นกลางลำเรือ "ไอ้จ้อย! เอ็งพายให้มันแข็งขันหน่อยสิวะ ประเดี๋ยวตะวันตกดินพวกข้าจักได้ไปนอนเฝ้ายุงกันกลางป่าพอดี!" เสียงตวาดแหววปนขบขันดังขึ้นจากปากของ 'หลวงเทพ' หรือ คุณหลวงเทพฤทธิ์ นายตำรวจหนุ่มไฟแรงแห่งกองตระเวน ผู้ซึ่งบัดนี้นั่งเอกเขนกพิงหมอนขวาน ลูบด้ามดาบอาญาสิทธิ์เล่มงามที่วางอยู่ข้างกายด้วยมาดราวกับขุนศึกออกทัพ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงการหนีผู้ใหญ่มาเที่ยวไหว้พระที่อยุธยาเท่านั้น "โธ่ คุณหลวงขอรับ! กระผมพายจนกล้ามขึ้นเป็นมัดเยี่ยงลูกมะพร้าวแล้วนะขอรับ กระผมมิใช่ควายถึกทนทานนะขอรับ!" ไอ้จ้อย บ่าวคนสนิทร้องโอดโอย มือไม้พายเรืองกๆ เงิ่นๆ สลับกับปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากสตรีเพียงหนึ่งเดียวในเรือ 'แม่หญิงจัน' หรือตอนนี้ต้องเรียกว่า...

สาปสมิงพรางใจ (จบแล้ว)

บทนำ : ลางร้ายปลายน้ำ พุทธศักราช ๒๔xx (ช่วงต้นรัชกาลที่ ๖) ณ ท่าเรือปากเพรียว จังหวัดสระบุรี สายลมร้อนอบอ้าวพัดกรรโชกมาตามลำน้ำป่าสัก หอบเอากลิ่นดินแห้งแล้งและกลิ่นควันไฟจากการเผาป่าลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ แสงตะวันยามบ่ายคล้อยเริ่มทอแสงเป็นสีส้มแก่ อาบไล้ผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากให้ดูราวกับสายเลือดที่กำลังสูบฉีด "กลับเถอะขอรับคุณพุ่ม! ข้าไหว้ล่ะ เชื่อข้าเถอะ ที่นั่นมันไม่ใช่ที่เที่ยวเล่นสำหรับผู้ดีตีนแดงๆ อย่างพวกท่าน!" เสียงร้องโวยวายของ ผู้ใหญ่บ้าน ดังแข่งกับเสียงน้ำ เขาเป็นชายชราผิวเกรียมแดดที่ยืนขวางทางลงเรือด้วยท่าทีตื่นตระหนก มือไม้สั่นเทาชี้กราดไปทางทิศเหนือ ทิศที่ทิวเขาดงพญาไฟตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกสีทึม "ผู้ใหญ่ก็พูดเกินไป" คุณพุ่ม ชายหนุ่มร่างโปร่งบางในชุดเสื้อราชปะแตนสีครีมสะอาดตา...

ตอนพิเศษ 3: คุณพ่อมือใหม่… หัวใจว้าวุ่น (และฝุ่นตลบ)

เช้าวันเสาร์ที่ควรจะสงบสุข... บรื้นนนน! เสียงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของ พี่ภูผา คำรามเข้ามาจอดหน้าบ้าน แต่วันนี้พี่แกไม่ได้มาคนเดียว... บนถังน้ำมันมีก้อนกลมๆ ใส่หมวกกันน็อคใบจิ๋วนั่งแปะอยู่ด้วย "ไอ้ทิง! ไอ้สะใภ้! ออกมารับของหน่อย!" พี่ภูผาอุ้มเด็กผู้ชายวัยประมาณ 3 ขวบ หน้าตาถอดแบบพี่น้องคู่นี้มาเด๊ะๆ ส่งใส่ในอ้อมแขนผม "นี่ 'เจ้าเสือ' ลูกบุญธรรมกูเอง วันนี้กูมีธุระด่วนฝากเลี้ยงวันนึง ห้ามทำหล่น ห้ามให้กินของแปลก ไปล่ะ!" ฟิ้วววว! สั่งจบปุ๊บบิดรถหนีหายไปทันที ทิ้งผมยืนอุ้มเด็กที่กำลังทำหน้านิ่งจ้องหน้าผมอยู่ "แอะ... อาทิง! ยักษ์!"...

ตอนพิเศษ 2: ท่านประธานครับ… เด็กฝึกงานคนนี้มันเถื่อน!

สถานที่: บริษัทวิศวกรรมก่อสร้างยักษ์ใหญ่ (ของพ่อวิน) สถานะ: กระทิงมาฝึกงาน (ตำแหน่งเบ๊สารพัดประโยชน์) ส่วนวินเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโปรเจกต์ เช้าวันจันทร์ที่แสนวุ่นวาย หน้าตึกออฟฟิศหรูใจกลางสาทร... "อื้อออ... หายใจไม่ออกจ้ะลูกพี่ คอมันรัดเหมือนโดนงูเหลือมรัดเลย" 'กระทิง' ยืนบิดไปบิดมาหน้าลิฟต์ในชุดพนักงานเนี้ยบกริบ แต่เป็นความเนี้ยบที่ดู 'อันตราย' เสื้อเชิ้ตสีขาวไซส์ใหญ่สุดยังดูเล็กไปถนัดตา กระดุมทุกเม็ดทำงานหนักมากจนแทบจะดีดออกมาทักทายชาวโลก กางเกงสแล็คสีดำก็รัดช่วงต้นขาแน่นเปรี๊ยะเห็นเป็นมัดๆ "ทนหน่อย! บอกให้ลดขนาดกล้ามก็ไม่เชื่อ!" ผม (วิน) จัดเนกไทให้มันพลางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวง เพราะพนักงานสาวๆ เดินผ่านไปมาแล้วมองกระทิงตาเยิ้มกันเป็นแถว "กูสั่งไว้เลยนะ 1. ห้ามถอดเสื้อในออฟฟิศ...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img