admin

spot_img

บทที่ 3: หมอนข้างจำเป็นกับภารกิจลับระดับ S

"ยาแก้ปวดหัว... นี่นายจะกินผมเหรอครับ!?" ผมตะโกนถามเสียงหลง พร้อมเอามือปิดอกเสื้อตัวเองแน่น จินตนาการบรรเจิดไปไกลถึงฉากฆาตกรรมอำพรางในหนังระทึกขวัญ หรือไม่ก็พิธีกรรมบูชายัญของพวกลัทธิมืด ไต้ฝุ่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาที่มองมาเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เข้าใจภาษามนุษย์ยาก "ฉันหมายถึงพลังของนาย... มันช่วยระงับอาการปวดหัวจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดของฉันได้" เขาเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียง พลางตบที่ว่างข้างตัว "มานี่" "ตะ... แต่ผมนอนโซฟาก็ได้นะครับ ห้องนายกว้างจะตาย" "ระยะหวังผล 5 เมตร" ไต้ฝุ่นพูดเสียงเรียบ "ถ้าเกินนี้ พลังฉันอาจจะรั่วไหลตอนหลับ แล้วนายอาจจะตื่นมาพบว่าตัวเองลอยไปติดเพดาน หรือไม่ห้องนี้ก็กลายเป็นหลุมดำ นายเลือกเอา" ผมกลืนน้ำลายเอือก มองเพดานสูงลิบลิ่วแล้วชั่งใจ... โอเค ยอมเป็นหมอนข้างดีกว่าเป็นดาวเทียมโคจรรอบห้อง ผมเดินตัวลีบๆ ไปที่เตียง...

บทที่ 2: ยินดีต้อนรับสู่ห้อง F และรูมเมต(ไม่)ได้รับเชิญ

หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญหน้าตู้กดน้ำ ผมลากสังขารและจิตใจที่บอบช้ำเดินไปตามแผนที่ในมือถือ เพื่อตามหาห้องเรียนของตัวเอง Class F หรือที่คนทั้งโรงเรียนเรียกกันลับหลังว่า "ห้องเก็บของชำรุด" ตึกเรียนของพวกเราแยกออกมาจากตึกหลักอย่างชัดเจน มันเป็นอาคารเก่าๆ ชั้นเดียวที่ดูเหมือนโกดังเก็บอุปกรณ์พละมากกว่าสถานศึกษา ผนังมีรอยร้าว เถาวัลย์ขึ้นรกครึ้ม และป้ายหน้าห้องที่เขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยว่า ‘F’ ทันทีที่ผมเลื่อนประตูเข้าไป ฟึ่บ! ซองขนมปังรสสังขยาที่ผมเพิ่งล้วงออกมาจากกระเป๋าเป้ ถูกมือดีคว้าหมับไปต่อหน้าต่อตา "ขอบใจนะนาวี กำลังหิวอยู่พอดีเลย!" เจ้าของเสียงใสแจ๋วคือเด็กผู้หญิงผมสั้นหน้าตาทะเล้นที่นั่งอยู่บนโต๊ะเรียน เธอฉีกซองขนมปังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ โดยที่ผมยังไม่ทันอ้าปากทักทาย "เดี๋ยวสิ! เธอรู้ได้ไงว่าฉันจะหยิบขนมปังออกมา?" ผมโวยวายเบาๆ "ก็ฉันเห็นน่ะสิ... เมื่อ 5 วินาทีก่อนหน้านี้" เธอขยิบตา นี่คือ 'มีนา' เพื่อนสมัยเด็กของผม...

บทที่ 1: ผมไม่ใช่กาวตราช้างนะ!

โลกใบนี้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีก่อน วันที่อุกกาบาตสีรุ้งตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก มันไม่ได้นำมาซึ่งวันสิ้นโลก แต่เป็นละอองดาวที่เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ ก่อให้เกิดประชากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถพิเศษ... หรือที่เรียกกันว่า "กิฟต์" (Gifted) และผม ‘นาวี’ ก็คือหนึ่งในผู้โชคดี... มั้งครับ? "เฮ้ย! หลบไปไอ้เด็กเส้น!" เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับร่างของผมที่ถูกกระแทกจนเซถลาไปชนกับตู้กดน้ำอัตโนมัติบริเวณโถงทางเดินของ 'สถาบันฮอไรซอน' โรงเรียนฝึกสอนผู้มีพลังจิตอันดับหนึ่งของประเทศ "ขอ... ขอโทษครับ" ผมรีบยกมือไหว้ปลกๆ ให้กับรุ่นพี่หน้าโหดที่มีไฟลุกท่วมหัว (ไฟจริงๆ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย) "เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ พลังกระจอกแล้วยังเกะกะอีก" รุ่นพี่คนนั้นพ่นลมหายใจร้อนๆ ใส่ก่อนจะเดินจากไป ผมถอนหายใจ พลางขยับแว่นสายตาที่เอียงกระเท่เร่ ก้มลงมองมือตัวเอง...

ตอนที่ 5 : รอยแผลและความจริงที่ซ่อนอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมก้าวเท้าขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รถไฟยังคงเป็นรถไฟขบวนเดิม เบาะไม้ยังคงแข็งกระด้าง และกลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นแดดยังคงลอยฟุ้ง แต่สำหรับผม... มันไม่ใช่แค่พาหนะไปทำงานอีกแล้ว มันคือ "ไทม์แมชชีน" ที่กำลังพาผมวิ่งสวนทางกับกาลเวลา ผมนั่งลงที่ริมหน้าต่างหมายเลข 12 ที่ประจำ หัวใจเต้นโครมครามจนต้องยกมือกดหน้าอกไว้ ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ผมพกปากกาเมจิกสีน้ำเงินติดตัวมาด้วย ผมวางแผนไว้แล้ว... ถ้าการพูดคุยกันตรงๆ มักถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหวูดรถไฟ หรือทำให้เขาหายไป ผมก็ต้องใช้วิธีอื่น ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีกากีก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูตู้รถไฟ วันนี้ ศิลา ดูแปลกไปกว่าทุกวัน ใบหน้าคมคายนั้นซีดเซียวจนเกือบไร้สีเลือด...

ตอนที่ 4 : ห้องเก็บของหายและรูปถ่ายสีซีด

ความสงสัยเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์พืชประหลาด ยิ่งทิ้งไว้นานมันยิ่งหยั่งรากลึกและเติบโตจนกัดกินพื้นที่ในใจ หลังจากเลิกงาน ผมไม่ได้รีบตรงดิ่งกลับหอพักเหมือนทุกวัน ในมือผมกำร่มคันสีดำด้ามไม้แกะสลักแน่น ร่มที่ ‘คุณศิลา’ ให้ไว้เมื่อวันก่อน ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอามันไปคืน... หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อหาข้ออ้างไปเจอเขาให้รู้เรื่อง ผมเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟต้นทางในเวลาโพล้เพล้ ผู้คนบางตากว่าช่วงเช้ามาก แสงไฟสีส้มจากหลอดทังสเตนเริ่มติดสว่างตามชานชาลา ให้บรรยากาศเหงาจับใจ เป้าหมายของผมไม่ใช่ชานชาลา แต่เป็นอาคารไม้เก่าๆ ด้านข้างที่เขียนป้ายว่า ‘ที่ทำการนายสถานี / ห้องแจ้งของหาย’ ก๊อก ก๊อก... ผมเคาะประตูไม้บานเกล็ดเบาๆ ก่อนจะผลักเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับจางๆ ของห้องแอร์รุ่นเก่าลอยมาปะทะจมูก “ติดต่อเรื่องอะไรครับ?” เจ้าหน้าที่หนุ่มรุ่นน้องเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร...

ตอนที่ 3 : รหัสลับบนกระดาษ

ร่มคันสีดำด้ามจับไม้แกะสลักถูกวางพิงไว้ข้างโต๊ะทำงานของผมในออฟฟิศย่านสาทร เพื่อนร่วมงานสาวๆ เดินผ่านมาทักว่าร่มดู "วินเทจ" และ "คลาสสิก" จัง ซื้อที่ไหน? ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปว่า "มีคนให้มา" ให้ตายสิ... ผมไม่กล้าบอกหรอกว่าเจ้าของร่มคือคนที่หายวับไปกับตาพร้อมเสียงหวูดรถไฟ ตลอดทั้งวัน ผมทำงานด้วยใจที่ลอยไปไกลกว่าหน้าจอเอ็กเซล สายตามักจะเหลือบมองร่มคันนั้นสลับกับตั๋วรถไฟใบเมื่อวานที่ผมหนีบไว้ใต้กระจกโต๊ะ 14 ก.พ. 63 ตัวเลขนั้นยังคงกวนใจผมไม่เลิก ผมลองค้นหาข่าวอุบัติเหตุรถไฟหรืออะไรทำนองนั้นในอินเทอร์เน็ตช่วงปี 63 แต่ก็ไม่พบอะไรที่ดูเกี่ยวข้องกับ "ศิลา" เลย . . เช้าวันต่อมา ผมมายืนรอที่ชานชาลาเร็วกว่าปกติ 15 นาที...

ตอนที่ 2 : กลิ่นฝนและเสียงหวูด

เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเหนือกรงเทพมหานครดูเหมือนจะลืมทาลิปสติกสีสดใส มันกลับหม่นหมองด้วยเมฆสีเทาก้อนมหึมาที่ลอยต่ำจนน่าอึดอัด บรรยากาศอึมครึมเหมือนกับความรู้สึกในใจผมที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องเมื่อวาน ตั๋วรถไฟใบนั้น... ผมหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้งระหว่างยืนรอรถไฟที่ชานชาลาสถานีเดิม ตั๋วใบเล็กที่มีรอยเจาะตรงช่องปี ‘63’ ยังคงนอนนิ่งอยู่ในช่องใส่บัตรยืนยันว่าผมไม่ได้ตาฝาด ‘เก็บรักษาไว้ให้ดีนะครับ...’ เสียงทุ้มลึกของนายตรวจหนุ่มคนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว จนผมเผลอมองหาเขาไปทั่วชานชาลาท่ามกลางฝูงชนที่กำลังกางร่มหลากสีเตรียมรับมือกับพายุฝน แปะ... แปะ... ซู่!! ฝนไม่ได้ตั้งเค้าตือนนานนัก มันตกลงมาราวกับฟ้ารั่วภายในไม่กี่วินาที เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีของสถานีรถไฟเก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงพูดคุยของผู้คนจนหมดสิ้น ละอองน้ำสาดกระเซ็นเข้ามาจนผมต้องถอยร่นเข้าไปด้านในสุดของที่นั่งพักผู้โดยสาร “รถไฟขบวน 909 เข้าเทียบชานชาลาที่ 3” เสียงประกาศดังแทรกเสียงฝน รถไฟขบวนเดิมแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ผมรีบก้าวขึ้นรถไฟ พยายามมองหาโบกี้เดิม... ที่นั่งริมหน้าต่างหมายเลข 12 วันนี้ที่นั่งนั้นว่างเปล่า ผมนั่งลง มองออกไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำฝนที่ไหลเป็นทางยาว...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img