ณ เรือนท่านเจ้าคุณกรมท่า (บิดาของคุณพุ่ม) ฝั่งพระนคร
บรรยากาศภายในเรือนไทยหมู่ใหญ่ที่เคยสงบร่มเย็น บัดนี้ร้อนรุ่มดั่งถูกไฟสุมทรวง บ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันให้ขวักไข่ เสียงร้องไห้กระซิกของบ่าวผู้หญิงดังแว่วมาจากเรือนครัว ผสมปนเปกับเสียงตะคอกด้วยความเดือดดาลบนเรือนใหญ่
“สามวันแล้ว! สามวันเต็มๆ ที่ลูกข้าหายไป!”
พระยาบริรักษ์ หรือท่านเจ้าคุณกรมท่า เดินงุ่นง่านไปมาจนพื้นกระดานมันปลาบแทบสึก ท่านหยุดยืนหน้าหน้าต่าง ชะเง้อมองออกไปที่ท่าน้ำเจ้าพระยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวัง
“ใจเย็นก่อนเถิดเจ้าคุณ” พระยาพิชัย บิดาของหลวงเทพ และเป็นอธิบดีกรมกองตระเวน นั่งหน้าเครียดอยู่บนตั่ง แย้งขึ้นเบาๆ “ข้าส่งเรือตระเวนออกไปจนสุดเขตอยุธยาแล้ว ทั้งทางลัด ทางคลองซอย ไม่มีร่องรอยเรือล่ม หรือแม้แต่ไม้พายสักอัน”
“เรือลำเบ้อเริ่มเท่าน้าน จะหายสาบสูญไปเฉยๆ ได้เยี่ยงไร!” ท่านเจ้าคุณตบเข่าฉาด “ไอ้พุ่มมันว่ายน้ำไม่แข็ง ส่วนไอ้เทพลูกท่านก็ดีแต่ฟันดาบ พายเรือเป็นสับปะรดที่ไหน… ป่านนี้มิตายโหงตายห่ากันหมดแล้วรึ!”
“คุณพี่เจ้าขา…” คุณหญิงภรรยา (แม่ของพุ่ม) นั่งพับเพียบดมยาดม น้ำตานองหน้า “อิฉันไปหา ‘พ่อปู่ดำ’ วัดสามปลื้มมาแล้วเจ้าค่ะ…”
สองขุนนางผู้ใหญ่หันขวับมามอง “พ่อปู่ว่าอย่างไร?”
คุณหญิงสะอื้นฮัก “พ่อปู่ท่านจับยามสามตา แล้วท่านก็ส่ายหน้า… ท่านว่ามองไม่เห็นเจ้าค่ะ”
“มองไม่เห็น?”
“เจ้าค่ะ… ท่านว่าชะตาของพ่อพุ่มกับพ่อเทพ เหมือนถูก ‘เมฆหมอกบังตา’ หรือถูก ‘ของต่ำ’ ปิดบังไว้ ไม่ปรากฏในดวงเมือง ไม่ปรากฏในภพภูมิปกติ… เหมือนพวกเขาหลุดเข้าไปอยู่ในที่ที่ตะวันส่องไม่ถึงเจ้าค่ะ”
คำทำนายนั้นทำให้บรรยากาศในเรือนเงียบสงัด เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ การที่โหรหลวงหรือหมอดูตาบอดมองไม่เห็น… ในทางไสยศาสตร์ แปลว่าพวกเขากำลังเผชิญกับ ‘อาถรรพ์’ ที่แรงกล้ายิ่งนัก
“ป่าพรุ…” พระยาพิชัยพึมพำ นึกถึงตำนานเก่าแก่ที่เคยได้ยินลูกน้องเล่า “ช่วงรอยต่อลพบุรี… มีป่าพรุที่มีตำนานเรื่อง ‘ดงพญาเสือ’… หากเรือพวกมันหลงเข้าไปในนั้น…”
ท่านเจ้าคุณกรมท่าหน้าซีดเผือด ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ “พุ่มลูกพ่อ… เจ้าไปอยู่แห่งหนใด…”
ตัดกลับมาที่เรือนแพปริศนา
ในขณะที่คนทางบ้านกำลังใจจะขาด คนทางนี้ก็กำลังจะขาดใจตายเพราะความกดดัน
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงอีกครั้ง แสงสีส้มแดงยามเย็นสาดส่องเข้ามาในเรือน ให้ความรู้สึกเหมือนเลือดที่ชโลมไปทั่วพื้นกระดาน
คุณพุ่ม นั่งมองจานข้าวต้มแห้งๆ ที่เริ่มเย็นชืดอยู่หน้าประตูห้องที่ พี่กล้า ขังตัวเองไว้ ผ่านมาเกือบครึ่งค่อนวันแล้ว ไม่มีเสียงตอบรับ หรือความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาจากในห้องนั้น
“มันไม่กินหรอก…” หลวงเทพ เอ่ยขึ้น ขณะกำลังเช็ดปืนคาบศิลาด้วยเศษผ้า “เสือที่ไหนกินข้าวต้ม… มันรอกินเนื้อสดๆ ต่างหาก”
“หยุดพูดจาอัปมงคลเสียที” พุ่มดุเสียงเขียว แต่ในใจก็อดหวั่นไหวไม่ได้ “พี่กล้า… ข้าเอายาแก้ปวดกับข้าวต้มมาวางไว้ให้ ถ้าพี่หิวก็ออกมาเอาเถิด”
เงียบ… แต่พุ่มหูดีพอที่จะได้ยินเสียง กุกกัก เบาๆ เหมือนเสียงเล็บขูดไม้ และเสียงหอบหายใจหนักๆ ที่ดังรอดออกมา
“ไอ้จ้อย…” พุ่มหันไปเรียกบ่าว “เสบียงเราเหลือเท่าไหร่?”
ไอ้จ้อย คว่ำกระบุงให้ดู มีเพียงข้าวสารก้นถุง กับปลาแห้งอีกสองสามตัว “แค่นี้ขอรับ… ถ้ากินกันประหยัดๆ ก็อยู่ได้อีกมื้อเดียว… หลังจากนั้นเราคงต้องแทะฝาเรือนกินกันแล้วขอรับ”
“เวรกรรม…” แม่หญิงจัน น้ำตาซึม “นี่เราต้องมาอดตายในเรือนผีสิงรึเจ้าคะ”
“ไม่อดตายดอก” หลวงเทพพูดเสียงเย็น แววตาจ้องเขม็งไปที่ห้องพี่กล้า “ถ้าคืนนี้เราไม่รอด… เราก็จะเป็น ‘อาหาร’ ให้ไอ้ตัวข้างในห้องนั้นกินอิ่มไปอีกหลายมื้อ”
“ข้าบอกว่าพี่กล้าไม่ใช่…”
“พอทีไอ้พุ่ม!” หลวงเทพลุกพรวด “เอ็งเลิกปกป้องมันได้แล้ว! เอ็งเห็นตาแมวของมันไหม? เอ็งเห็นรอยไหม้ตอนโดนสายสิญจน์ไหม? มันไม่ใช่คน! และตอนนี้มันกำลังหิว! สัญชาตญาณสัตว์ป่า… เวลาหิว มันไม่เลือกหน้าหรอกว่าใครเป็นเพื่อนใครเป็นนาย!”
พุ่มเถียงไม่ออก เพราะลึกๆ เขาก็รู้ว่าหลวงเทพพูดถูก สัตว์ร้ายเวลาหิว… ย่อมน่ากลัวที่สุด
ทันใดนั้น ประตูห้องที่ปิดตายมาตลอดบ่ายก็แง้มออกเล็กน้อย… ทุกคนสะดุ้งเฮือก หลวงเทพยกปืนขึ้นเล็งทันที
“อย่า… เข้า… มา…”
เสียงของพี่กล้าดังลอดออกมา แหบแห้งและสั่นเทาราวกับคนจับไข้หนัก “คุณพุ่ม… เอาน้ำ… มาให้ข้าหน่อย…”
พุ่มไม่รอช้า รีบตักน้ำฝนใส่ขันใบใหญ่ แล้วเดินเข้าไปวางไว้หน้าประตู “ข้าจะวางไว้ตรงนี้นะ”
ประตูเปิดกว้างขึ้นอีกนิด มือข้างหนึ่งยื่นออกมาคว้าขันน้ำ มือข้างนั้น… สั่นระริก เส้นเลือดปูดโปน และที่ปลายนิ้ว… เล็บสีดำยาวงอกออกมา อย่างชัดเจน!
“เฮ้ย!” หลวงเทพร้องลั่น
กล้ารีบชักมือกลับแล้วกระแทกประตูปิด ปัง! ได้ยินเสียงดื่มน้ำอย่างตะกละตะกลามจากด้านใน ตามด้วยเสียงไอโขลกๆ และเสียงอาเจียน
“เขาป่วย…” พุ่มหันมาบอกเพื่อน “เขาไม่ได้จะทำร้ายเรา เขาป่วย”
“ป่วยบ้าอะไรเล็บงอกยาวขนาดนั้น!” หลวงเทพหน้าซีด “มันกำลัง ‘ลงแดง’ … มันอยากเลือด!”
ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว คืนที่สามกำลังจะมาเยือน… คืนที่เสบียงหมด และ “ผู้ปกป้อง” ของพวกเขา กำลังต่อสู้กับปีศาจในใจตัวเองจนแทบจะคุมสติไม่อยู่
“คืนนี้…” พุ่มตัดสินใจเด็ดขาด “ข้าจะเฝ้าหน้าห้องพี่กล้าเอง”
“มึงจะบ้าเรอะ!” หลวงเทพสบถคำหยาบ “มึงจะไปนั่งเฝ้าปากถ้ำเสือทำไม!”
“เพราะถ้าเขาหลุดออกมา…” พุ่มมองสบตาเพื่อนรักด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว “…ข้าจะเป็นคนเรียกสติเขาเอง ข้าเชื่อว่าเขายังจำข้าได้”
“แล้วถ้าจำไม่ได้ล่ะ?”
พุ่มยิ้มเศร้าๆ พลางหยิบมีดพับเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมา “ถ้าจำไม่ได้… ข้าก็จะเป็นเหยื่อคนแรก… พวกเอ็งจะได้มีเวลาหนี”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งเรือนตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงลมพัดใบจากหลังคาดังแกรกกราก… ราวกับเสียงหัวเราะเยาะของโชคชะตาที่เล่นตลกกับชีวิตของหนุ่มสาวชาวกรุง
และที่มุมมืดของห้องขัง… ดวงตาสีอำพันคู่หนึ่งกำลังเรืองแสงวาวโรจน์ขึ้นในความมืด พร้อมกับน้ำลายเหนียวหนืดที่หยดลงบนพื้นเรือน…
ความหิวกระหาย… ได้ตื่นขึ้นแล้ว



