HomeChapterตอนที่ 1: การลงจอดฉุกเฉินของนกยูงหลงถิ่น

ตอนที่ 1: การลงจอดฉุกเฉินของนกยูงหลงถิ่น

เสียงเครื่องยนต์รถบัสสีส้มคันเก่าคำรามครืดคราดเหมือนคนเป็นวัณโรคระยะสุดท้าย มันสั่นสะเทือนไปทุกอณูขุมขนจนขนตาปลอมเบอร์หนาเตอะที่ติดมาตั้งแต่หมอชิตแทบจะหลุดร่วงลงมากองรวมกับแป้งพัฟบนแก้ม

“เจนนี่” หรือที่คนแถวนี้เคยรู้จักในชื่อ “ไอ้จ้อย” ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางขยับแว่นกันแดดทรง Cat Eye สีดำสนิทให้เข้าที่ นางพยายามนั่งหลังตรงเชิดหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่มีฝุ่นเกาะหนาเตอะ ทิวทัศน์ตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ หายไปนานแล้ว แทนที่ด้วยทุ่งนาสีเขียวสลับน้ำตาลที่ดูเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา

“โอ๊ย… ร้อนเหมือนซ้อมตกนรก”

เจนนี่บ่นพึมพำ พลางหยิบพัดขนนกสีชมพูบานเย็นขึ้นมาโบกสะบัดใส่หน้าตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มซึมออกมาตามไรผมที่ถูกเซตทรงมาอย่างดี วันนี้เธอจัดเต็มด้วยชุดเดรสลายดอกไม้สีสด (แบรนด์เนม… ก๊อปเกรดเอจากประตูน้ำ) ผ่าข้างสูงปรี๊ดโชว์ขาเรียวที่ผ่านการแว็กซ์มาอย่างเนียนกริบ สวมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าชีฟองพริ้วไหว รองเท้าส้นเข็มสูงสี่นิ้วพร้อมรบ

ภาพในหัวคือการกลับบ้านแบบนางพญาผู้ประสบความสำเร็จ… แต่ความจริงคือ เงินในบัญชีเหลือหลักร้อย และกระเป๋าเดินทางใบยักษ์สามใบที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า (และศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่)

“เอ้า! ถึงแล้วโว้ย! ปากทางบ้านหนองหมาว้อ!” กระเป๋ารถตะโกนแข่งกับเสียงลม

เจนนี่สะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ความแคบของทางเดินรถบัสทำให้ชายกระโปรงผ้าชีฟองของเธอไปเกี่ยวเข้ากับตะกร้าใส่ไก่ชนของลุงที่นั่งเบาะข้างหน้า

“ว้าย! ตาเถร! คุณลุงคะ! ไก่ลุงจะกินชุดหนูไหมเนี่ย!” เธอกรีดร้องเสียงหลง พยายามแกะชายผ้าออกอย่างขยะแขยง

“บ่กินดอกอีนาง มันเลือกกิน!” ลุงตอบกลับหน้าตาย

เจนนี่เบ้ปากมองบน ลากสังขารและกระเป๋าเดินทางใบมหึมาสามใบลงมาจากรถ ทันทีที่ส้นเข็มราคาแพงสัมผัสพื้นดินลูกรัง…

กรุบ!

เสียงส้นรองเท้าจมลงไปในดินทรายดังชัดเจน เจนนี่เซถลาเกือบหัวทิ่ม โชคดีที่ทรงตัวด้วยทักษะการเดินแบบที่ฝึกฝนมาแรมปี

รถบัสสีส้มพ่นควันดำโขมงใส่หน้าเธอเป็นของฝากก่อนจะบึ่งหนีไป ทิ้งให้นางพญาแห่งสีลมยืนโดดเดี่ยวอยู่หน้าป้ายหมู่บ้านผุๆ พังๆ ที่เขียนว่า “ยินดีต้อนรับสู่บ้านหนองหมาว้อ”

ลมร้อนพัดวูบ หอบเอาฝุ่นดินแดงตลบอบอวล เจนนี่ไอค่อกแค่ก มือปัดฝุ่นออกจากชุดสวยอย่างร้อนรน

“ไหนคะ? ไหนรถลีมูซีนที่จะมารับ? ไหนพรมแดง?” เธอโวยวายกับลมแล้ง ไม่มีใครมารับ… เพราะเธอไม่ได้บอกใครว่าจะกลับมา!

แผนการคือการ “เซอร์ไพรส์” แต่ดูเหมือนคนโดนเซอร์ไพรส์จะเป็นตัวเธอเอง

ระยะทางจากปากทางเข้าหมู่บ้านน่าจะประมาณ 2 กิโลเมตร แดดตอนบ่ายสองร้อนแรงเหมือนพระอาทิตย์โกรธแค้นใครมา เจนนี่กัดฟัน หยิบมือถือขึ้นมาส่องกระจกเช็กหน้า… หน้ายังเป๊ะ ปากยังแดง… โอเค สู้!

“เอาน่าเจนนี่ ถือว่าเดินแคทวอล์ก Paris Fashion Week ตีม Global Warming ก็แล้วกัน”

เธอปลอบใจตัวเอง แล้วเริ่มออกเดิน มือซ้ายลากกระเป๋าสีชมพู มือขวาลากกระเป๋าลายเสือดาว ส่วนไหล่สะพายกระเป๋าถือใบใหญ่ ทุกย่างก้าวคือความทรมาน ส้นเข็มจิกดิน ดินกัดเท้า เหงื่อไหลลงร่องหลังจนเสื้อเริ่มแนบเนื้อ

เดินมาได้สักพัก เสียงรถอีแต๋นดัง แต๊กๆๆๆ มาจากด้านหลัง

เจนนี่หันขวับ เตรียมโพสท่าโบกรถสวยๆ แบบนางเอกเอ็มวี เธอสะบัดผม (ที่เริ่มเหนียว) ส่งยิ้มหวานหยด

รถอีแต๋นชะลอความเร็ว คนขับเป็นชายวัยกลางคนใส่หมวกสานเก่าๆ ชะโงกหน้าออกมามองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ

“ไปไสล่ะนั่น?” ลุงถามภาษาถิ่น

“ไปบ้านผู้ใหญ่สมหมายค่ะคุณลุง สุดหล่อไปส่งน้องหน่อยได้ไหมคะ?” เจนนี่ดัดเสียงสองให้ดูอ่อนหวานน่ารัก

ลุงทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ ก่อนจะพยักหน้าไปทางท้ายกระบะที่เต็มไปด้วย… ขี้วัวกระสอบใหญ่ๆ

“ขึ้นมาโลด แต่อย่าไปนั่งทับขี้งัวเด้อ มันสิเหม็น”

เจนนี่ชะงักกึก มองกระบะท้ายสลับกับรองเท้าส้นสูงของตัวเอง… ระหว่างเดินขาสั่นกับนั่งดมขี้วัว…

นาทีนี้ ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้!

“ขอบคุณค่า!”

เจนนี่โยนกระเป๋าขึ้นรถ แล้วปีนขึ้นไปนั่งเบียดมุมสุด พยายามกลั้นหายใจ ลมตีหน้าจนผมกระเจิง หมดสภาพนางพญา กลายเป็นนางเพิ้งหนีหนี้แทน

รถอีแต๋นพาเธอมาส่งถึงหน้าบ้านไม้สองชั้นยกใต้ถุนสูงที่คุ้นเคย สภาพบ้านยังเหมือนเดิมเมื่อ 5 ปีก่อน มีแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุน มีโอ่งมังกรเรียงราย และมีฝูงไก่เดินคุ้ยเขี่ยดินอย่างสบายใจ

เจนนี่ลงจากรถ (จ่ายค่ารถเป็นยาดมสมุนไพรหนึ่งหลอดเพราะไม่มีแบงก์ย่อย) แล้วยืนมองบ้านตัวเองด้วยความรู้สึกจุกในอก

“กลับมาแล้วสินะ…” เธอพึมพำ

ทันใดนั้น เสียงแหลมปรี๊ดก็ดังมาจากบนบ้าน

“ไอ้จ้อย! นั่นมึงแม่นบ่!?”

แม่ของเธอ… “แม่บัวลอย” หญิงแกร่งแห่งทุ่งนา เดินลงบันไดมาพร้อมกับตะหลิวในมือ ตามด้วย “พ่อสมหมาย” ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินตามหลังมาติดๆ

เจนนี่สูดหายใจลึก ฉีกยิ้มกว้าง กางแขนออกเตรียมรับอ้อมกอดอันอบอุ่น

“คุณแม่ขา! เจนนี่เองค่า! ลูกสาวคนสวยกลับมาเยี่ยมบ้านแล้ว คิดถึงจังเลย…”

เธอวิ่งถลาเข้าไปหาแม่ แต่ด้วยความที่พื้นหน้าบ้านเพิ่งจะมีการรดน้ำต้นไม้ไปหมาดๆ ดินจึงกลายเป็นโคลนลื่นๆ

และส้นเข็มสี่นิ้ว… ไม่เคยเป็นมิตรกับโคลน

พรืดดดด!

“ว้ายยยยยย!”

เจนนี่เสียหลัก ขาชี้ฟ้า แขนปัดป่ายอากาศ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพ่อและแม่ ร่างของนางพญาจากเมืองกรุงไถลพรืดลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นโคลนแฉะๆ หน้าสวยๆ คะมำลงไปประทับรอยจูบกับดินลูกรังเต็มเปา

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไก่ที่คุ้ยเขี่ยดินอยู่หยุดชะงักแล้วหันมามอง

แม่บัวลอยลดตะหลิวลง แล้วหันไปพูดกับพ่อสมหมายหน้าตาเฉย

“พ่อมึง… สงสัยผีปอบมันเข้าสิงลูกชายเฮา รึมันเป็นลมบ้าหมู?”

เจนนี่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากกองโคลน มาสคาร่าไหลเยิ้มเป็นทางเหมือนหมีแพนด้า ร้องไห้ไม่มีน้ำตา มีแต่โคลนเปื้อนปาก

“แม่! นี่หนูเจนนี่ไง! ไม่ใช่ผีปอบ! โอ๊ย… ชุดฉัน… ซักไม่ออกแน่เลย!”

นั่นคือปฐมบทการกลับบ้านของเจนนี่… ไม่มีการต้อนรับด้วยพวงมาลัย ไม่มีพรมแดง มีแต่โคลนตมและตะหลิวของแม่ที่พร้อมจะเคาะหัวเรียกสติได้ทุกเมื่อ

ยินดีต้อนรับกลับสู่ความจริงนะจ๊ะ… เจนนี่

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments