หลังจากผ่านศึกงูเขียวและบ่อโคลนมาได้หนึ่งวัน เจนนี่ก็ต้องตื่นมาพบกับความจริงที่ว่า ชีวิตนางเอกบ้านนามันไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
เช้านี้ แม่บัวลอยปลุกเธอด้วยการใช้เท้าเขี่ยเบาๆ (จริงๆ ก็ไม่เบา) ที่ปลายมุ้ง พร้อมคำสั่งสายฟ้าฟาด
“ลุก! อาบน้ำแต่งตัว วันนี้วันพระใหญ่ ชาวบ้านเขาจะไปช่วยกันเตรียมงานวัดที่ศาลา ไอ้จ้อย… เอ้ย เจนนี่ มึงต้องไปช่วยงานจะได้ล้างซวย!”
เจนนี่งัวเงียลุกขึ้นมาด้วยสภาพซอมบี้ “งานวัด? โอ๊ยแม่… งานวัดมันก็มีแค่ปาโป่งกับชิงช้าสวรรค์สนิมเขรอะไม่ใช่เหรอ? ให้หนูไปทำอะไร ไปยืนเป็นตุ๊กตาปาเป้าเหรอ?”
“ปากดี! เขาจะจัดประกวด ‘ธิดาจำแลงบ้านหนองหมาว้อ’ ปีนี้จัดใหญ่ ผู้ว่าฯ จะมาเปิดงาน มึงมันพวกชอบแต่งตัวบ้าๆ บอๆ ไปช่วยเขาจัดดอกไม้ จัดเวทีโน่น ไป!”
…
ณ ศาลาการเปรียญ วัดหนองหมาว้อ ศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมข่าวลือของตำบล
บรรยากาศคึกคักไปด้วยเหล่าพ่อแก่แม่เฒ่าและกลุ่มแม่บ้าน อบต. ที่กำลังขะมักเขม้นกับการตัดกระดาษย่นและผูกผ้าขาวม้า เจนนี่เดินตามหลังแม่บัวลอยเข้ามาในชุดที่ (คิดว่า) เรียบร้อยที่สุดเท่าที่มี คือเสื้อเชิ้ตสีขาว (แต่ปลดกระดุมลึกพองาม) กับกางเกงยีนส์เอวสูงขาบาน พร้อมแว่นกันแดดอันเดิมที่ยังเช็ดคราบโคลนออกไม่หมดดี
ทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นศาลา สายตาพิฆาตคู่หนึ่งก็พุ่งตรงมาที่เธอราวกับเลเซอร์
หญิงสูงวัยรูปร่างท้วมสมบูรณ์พูนสุข ผมดัดลอนหยิกหยอยย้อมสีดำสนิท (แต่โคนขาวโพลน) สวมเสื้อลูกไม้สีม่วงดอกรัก นุ่งผ้าถุงลายขอ พระเลี่ยมทององค์เท่าฝาขนมครกห้อยอยู่ที่คอ กำลังนั่งเคี้ยวหมากหยับๆ เป็นนางพญาอยู่กลางวง
นี่คือ “ป้าแดง” ประธานกลุ่มแม่บ้าน และผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในปฐพีหนองหมาว้อ ผู้ซึ่งคำสั่งถือเป็นประกาศิต ใครขัดใจมีอันต้องโดนตัดออกจากกองทุนหมู่บ้าน!
“อ้าว… นังบัวลอย พาลูกสาวหลงทางมาด้วยรึ?” ป้าแดงทักเสียงดังฟังชัด พลางบ้วนน้ำหมากใส่กระโถนอย่างแม่นยำ ปู้ด!
เจนนี่ยกมือไหว้สวยๆ (แบบนางงามตกรอบ) “สวัสดีค่ะป้าแดง จำหนูได้ไหมคะ เจนนี่เองค่ะ”
ป้าแดงหรี่ตามอง “เจนนี่? อ๋อ… ไอ้จ้อยน่ะรึ? หายหัวไปเป็นสิบปี นึกว่าไปได้ผัวฝรั่งดองเค็มกลับมาซะอีก ที่แท้ก็ยัง… เหมือนเดิม”
คำว่า ‘เหมือนเดิม’ ของป้าแดงมีความหมายแฝงเจ็บจี๊ด เจนนี่ยิ้มสู้แต่ในใจก่นด่าไปสามจบ
“พอดีเลย เจนนี่มันเรียนจบด้านศิลปะการตกแต่งมา (โกหกอีกแล้ว จริงๆ จบนิเทศฯ) ฉันเลยพามันมาช่วยดูเวทีประกวดนางงามคืนพรุ่งนี้” แม่บัวลอยรีบนำเสนอ
ป้าแดงทำหน้าเหม็นเบื่อ แล้วชี้มือไปที่เวทีไม้เก่าๆ ด้านหลัง
“นั่นไงเวที ข้าออกแบบเองกับมือ ผูกผ้าสามสี แดง ขาว น้ำเงิน พันรอบเสา แล้วก็เอากระดาษว่าวมาตัดเป็นธงราวห้อยระย้า สวยงามตามท้องเรื่อง ไม่ต้องให้เด็กเมืองกรุงมาสอนหรอกย่ะ”
เจนนี่หันไปมองเวทีที่ป้าแดงภูมิใจนำเสนอ… แล้วต้องยกมือทาบอก
สภาพเวทีดูเหมือนศาลพระภูมิร้างผสมกับงานกงเต็ก ผ้าแพรสีสดถูกพันรอบเสาแบบไร้รสนิยม ดอกไม้พลาสติกเก่าเก็บฝุ่นเกรอะถูกเสียบไว้ตามมุมต่างๆ อย่างสะเปะสะปะ พื้นหลังเป็นไวนิลรูปพญานาคพ่นน้ำที่สีซีดจนดูเหมือนพญานาคเป็นโรคดีซ่าน
“Oh my god…” เจนนี่หลุดปาก “นี่เวทีประกวดนางงาม หรือศาลาพักศพคะป้าแดง?”
ความเงียบเข้าปกคลุมศาลา ทุกคนหยุดมือ แม่บัวลอยตาโตเท่าไข่ห่าน
ป้าแดงลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ คายชานหมากทิ้งทันที “มึงว่ากระไรนะนังจ้อย! นี่ศิลปะชาววัง! ข้าทำมาตั้งแต่สมัยมึงยังวิ่งแก้ผ้าโดดคลอง มึงมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์!”
“ศิลปะชาววัง หรือชาววังเวงคะป้า?” วิญญาณอาร์ตตัวแม่เข้าสิงเจนนี่ “งานประกวดปีนี้ท่านผู้ว่าฯ มาเปิดงานนะคะ ถ้าท่านเห็นเวทีสภาพนี้ ท่านคงนึกว่ามาผิดงาน นึกว่ามางานแก้บนเจ้าแม่ตะเคียน! ยุคนี้มันต้อง Minimal Luxury ค่ะป้า น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ไม่ใช่เยอะแต่รก!”
“อี… อีเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!” ป้าแดงชี้หน้า “เก่งนักใช่ไหม? ถ้ามึงแน่จริง มึงก็ทำให้มันดีกว่าข้าสิ! ข้าให้เวลามึงวันเดียว! ถ้ามึงทำไม่เสร็จ หรือออกมาไม่สวย คืนพรุ่งนี้มึงต้องขึ้นไปรำแก้บนเปิดงานแทนคณะกลองยาว!”
“ได้!” เจนนี่รับคำท้าทันทีโดยไม่ทันคิด “แต่ถ้าหนูทำสวย ป้าต้องให้หนูเป็นพิธีกรงานวันจริง และป้าต้องหยุดเรียกหนูว่าไอ้จ้อย!”
“เออ! ดีล!” ป้าแดงกระแทกเสียง
…
1 ชั่วโมงต่อมา ณ ลานวัดที่ร้อนระอุ
เจนนี่ยืนกุมขมับอยู่หน้าเวทีไม้เก่าๆ ที่ตอนนี้ถูกรื้อผ้าสามสีออกกองไว้ที่พื้น
“ปากพาซวยแท้ๆ อีเจนนี่เอ๊ย… งบก็ไม่มี คนช่วยก็ไม่มี จะไปหาพร็อพหรูหรามาจากไหนในดงกล้วยแบบนี้”
“มีอะไรให้พี่ซอย… เอ้ย ช่วยบ่?” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง
เจนนี่หันขวับ เจอ พี่เข้ม (อีกแล้ว! สวรรค์โปรด!) ยืนถือมีดพร้า สวมเสื้อกล้ามสีขาวบางจ๋อยที่ชุ่มเหงื่อ กางเกงเลสีมอซอ แต่ทำไมดูหล่อวัวตายความล้มขนาดนี้
“พี่เข้ม!” เจนนี่แทบจะกระโดดเกาะคอ “พี่มาถูกจังหวะเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอกเลยค่ะ!”
“เห็นแม่บัวลอยบอกว่าเจนนี่รับคำท้าป้าแดง พี่เลยมาดูเผื่อขาดเหลืออะไร” เข้มยิ้มเขินๆ เกาแก้ม
“ขาดทุกอย่างเลยค่ะพี่! หนูอยากได้ฉากหลังที่ดูธรรมชาติแต่เก๋ไก๋ ฟางอัดก้อน ดอกไม้สด แล้วก็ไฟประดับสวยๆ ไม่ใช่ไฟงานวัดสีแสบตา” เจนนี่ร่ายยาว
พี่เข้มพยักหน้าหงึกๆ “ฟางก้อนที่นาพี่มีเพียบ เดี๋ยวพี่ไปขนมาให้ ส่วนไม้ไผ่… เดี๋ยวพี่พาไปตัดหลังวัด ดอกไม้สด… ให้ไอ้พวกเด็กวัดไปช่วยเก็บดอกรักกับดอกบานไม่รู้โรยมาน่าจะได้”
เจนนี่มองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย ไม่ใช่แค่หล่อและล่ำ แต่ยังพึ่งพาได้และเข้าใจภาษากะเทย (ระดับหนึ่ง)
“พี่เข้มคะ… พี่คือ Husband Material มากๆ ค่ะ”
“ฮะ? วัสดุ… วัสดุอีหยังเกาะ?” เข้มทำหน้างง
“ช่างเถอะค่ะ! ไปตัดไม้ไผ่กัน!”
…
ฉากการทำงานร่วมกันของเจนนี่และพี่เข้มคือซีนโรแมนติกคอมเมดี้ชั้นดี
เจนนี่สั่งการราวกับผู้กำกับกองถ่าย จิกนิ้วชี้ไม้ชี้มือ “ตรงนั้นเอาลงอีกนิดค่ะพี่เข้ม… นั่นแหละ! อุ๊ย! กล้าม… เอ้ย ไม้ไผ่สวยมากค่ะ!”
พี่เข้มปีนบันไดลิงขึ้นไปมัดไม้ไผ่ทำโครงฉาก เหงื่อไหลหยดลงมาตามแนวสันหลัง ทุกครั้งที่เขาออกแรงดึงเชือก เส้นเลือดที่ท่อนแขนจะปูดโปนขึ้นมาจนเจนนี่ต้องแอบหยิบยาดมขึ้นมาสูดฟอดใหญ่
“เป็นลมติเจนนี่? หน้าแดงๆ” เข้มตะโกนถามจากข้างบน
“ปะ… เปล่าค่ะ! แดดมันร้อน! ร้อนแรงมาก!” เจนนี่ตอบเสียงสั่น ร้อนแรงทั้งแดด ทั้งผู้ชายเลยแม่เอ๊ย
แต่ความวุ่นวายยังไม่จบ เมื่อ “แก๊งกะเทยน้อย” ประจำหมู่บ้าน 3 คน นำทีมโดย “น้องกอล์ฟ” (หรือชื่อในวงการคือ จีจี้) ที่แอบปลื้มเจนนี่มาตั้งแต่เห็นเดินแฟชั่นโชว์ตกคันนา เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางเขินอาย
“เจ้เจนนี่… พวกหนูมาช่วยค่า เห็นเจ้ด่าป้าแดงเมื่อเช้า พวกหนูประทับใจมาก ป้าแดงชอบด่าพวกหนูว่าตุดตู่ วันนี้เจ้กู้ศักดิ์ศรีให้พวกเรา!” จีจี้พูดเสียงแจ๋วแหวว
เจนนี่ยิ้มกว้าง กางแขนรับลูกสมุน “มาเลยลูกสาว! มาช่วยแม่เนรมิตเวทีนี้ให้ปังปุริเย่! ใครไปหาดอกไม้มาได้เยอะสุด แม่จะสอนแต่งหน้าสไตล์เกาหลีให้ฟรี!”
“กรี๊ดดดด! ไปเร็วพวกเรา!” แก๊งกะเทยน้อยวิ่งกระจายตัวไปทำงานอย่างกระตือรือร้น
ตกเย็น เวทีที่เคยดูเหมือนศาลพระภูมิร้าง เริ่มเปลี่ยนสภาพ
ด้วยฝีมือการออกแบบของเจนนี่ และแรงงานกล้ามโตของพี่เข้ม บวกกับความไวของแก๊งลูกสมุน โครงไม้ไผ่ถูกจัดวางอย่างมีศิลปะ ประดับด้วยฟางอัดก้อนที่ให้ฟีล Rustic Barn Wedding แบบฝรั่ง ดอกไม้บ้านๆ อย่างดอกรักและดาวเรืองถูกนำมาร้อยและจัดวางใหม่ให้ดูมินิมอลแต่สดใส
พี่เข้มปีนลงมาจากบันได เหงื่อโชกตัว เขามายืนข้างเจนนี่ มองผลงานตัวเองด้วยความทึ่ง
“ป้าด… งามแท้เจนนี่ บ่คิดว่าของเหลือใช้แถวบ้านเฮามันสิออกมางามปานนี้”
เจนนี่ยิ้มภูมิใจ แต่สายตาเธอโฟกัสไปที่ขวดน้ำเย็นที่เธอยื่นให้เขา
“ดื่มน้ำก่อนค่ะพี่เข้ม เหนื่อยแย่เลย”
เข้มรับน้ำไปดื่ม อึก… อึก… ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเซ็กซี่บาดใจ เจนนี่เผลอเอามือไปซับเหงื่อที่หน้าผากให้เขาอย่างลืมตัว
พี่เข้มชะงัก หันมาสบตาเจนนี่ในระยะประชิด แววตาของเขาอ่อนโยนและ… สั่นไหวเล็กน้อย
“ขอบใจนะ… เจนนี่… มือเจ้านุ่มดีเนอะ”
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดเหมือนโลกหยุดหมุน เสียงจิ้งหรีดเริ่มกรีดปีกร้องเพลงรัก
“ว้ายยยยยย! ตายแล้ว! สวยตะลึง!”
เสียงแม่บัวลอยดังขัดจังหวะ (อีกแล้ว!) แม่เดินเข้ามาพร้อมกับป้าแดงที่เดินหน้าตูมตามมาดูผลงาน
ป้าแดงยืนกอดอก มองเวทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นิ่งเงียบไปนานจนเจนนี่ใจคอไม่ดี
“เป็นไงคะป้า? ผ่านไหมคะ?” เจนนี่ถามเสียงอ่อย
ป้าแดงหันมามองหน้าเจนนี่ แล้วเชิดหน้าขึ้น
“ก็… ก็งั้นๆ แหละ! ไม่เห็นจะมีสีสันฉูดฉาดตรงไหน… แต่… เอ่อ… มันก็ดูแปลกตาดี พรุ่งนี้รอดูตอนเปิดไฟก็แล้วกัน ถ้าไฟไม่สวย มึงโดนแน่!”
พูดจบป้าแดงก็สะบัดตูดเดินหนีไป แต่เจนนี่แอบเห็นว่ามุมปากป้าแดงกระตุกยิ้มนิดๆ
“เยส! ชนะยกแรก!” เจนนี่กระโดดกอดพี่เข้มด้วยความดีใจ
เข้มตัวแข็งทื่อ หน้าแดงแปร๊ด ลามไปถึงหู “จะ… เจนนี่… หายใจไม่ออก…”
เจนนี่รีบผละออก หัวเราะแก้เก้อ “อุ๊ย ขอโทษค่ะ พอดีดีใจแรงไปหน่อย”
แต่ในใจคิดว่า… แหม เสียดายจัง อยากกอดนานกว่านี้อีกนิด เนื้อแน๊นแน่น!


