“เอ้ก อี เอ้ก เอ๊กกกกกกกกก!”
เสียงขันของไก่แจ้ตัวผู้ที่ชื่อ “ไอ้สร้อย” ดังแทรกทะลุผ่านมุ้งสีฟ้าเก่าคร่ำครึเข้ามากระแทกโสตประสาทของเจนนี่อย่างจัง มันไม่ได้ขันแค่ครั้งเดียว แต่มันขันแบบ Non-stop เหมือนกำลังแร็ปแบทเทิลกับไก่ข้างบ้านเพื่อชิงความเป็นเจ้าถิ่น
เจนนี่ผงกศีรษะที่หนักอึ้งขึ้นมาจากหมอนขิดแข็งโป๊ก ผมเผ้าที่เมื่อวานยังเซตเป็นลอนสวยงาม วันนี้ชี้ฟูไม่ต่างจากรังนกกระจอก เธอกวาดตามองหานาฬิกาดิจิทัลหัวเตียง… ไม่มี มีแต่แสงแดดสีส้มแสดที่ลอดผ่านช่องลมเข้ามาแยงตา
“กี่โมงแล้วเนี่ย…” เธอควานหาโทรศัพท์มือถือมากดดูหน้าจอ
05:45 น.
“ตีห้าสี่สิบห้า! โอ๊ยยยยย นี่มันเวลาที่ฉันเพิ่งจะออกจากผับเองนะ!” เจนนี่โอดครวญ พลิกตัวเอาหมอนปิดหู หวังจะหนีความจริงอันโหดร้ายเพื่อนอนต่อ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูไม้ดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงตะโกนอันทรงพลังของแม่บัวลอย
“ไอ้จ้อย! ตื่นได้แล้ว! ตะวันส่องก้นโด่งแล้วมึงยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอีกเรอะ! ลุกมาหุงข้าว เดี๋ยวต้องเอาปิ่นโตไปส่งพ่อที่ทุ่งนา!”
เจนนี่เด้งตัวขึ้นนั่งทันที คำว่า “ทุ่งนา” ทำเอาเธอขนลุกซู่ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะภาพความทรงจำเมื่อวานที่ส้นสูงจมดินยังตามหลอกหลอน
“แม่! หนูชื่อเจนนี่! แล้วหนูทำกับข้าวไม่เป็น!” เธอตะโกนตอบกลับไป เสียงแหบแห้งเหมือนเป็ดเป็นหวัด
“ไม่เป็นก็ต้องเป็น! ถ้าไม่ลุก กูจะให้ไอ้ลายเข้าไปปลุก!”
คำขู่เรื่องตุ๊กแกได้ผลชะงัด เจนนี่รีบถีบตัวออกจากมุ้ง คว้าผ้าเช็ดตัววิ่งแจ้นไปเข้าห้องน้ำทันที
…
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เจนนี่มายืนโพสท่าอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอน (ที่เธออุตส่าห์แบกขึ้นรถทัวร์มาด้วย) เพื่อเช็กความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายสำหรับภารกิจแรกแห่งวัน
แม้โจทย์คือการ “เอาปิ่นโตไปส่งพ่อที่ทุ่งนา” แต่สำหรับเจนนี่ ทุกที่คือรันเวย์
เธอเลือกสวมชุดจั๊มสูทขายาวลายเสือดาวรัดรูป (เพื่อความคล่องตัว?) สวมหมวกปีกกว้างสานจากผักตบชวาที่มีขนาดใหญ่เท่าจานดาวเทียม คาดเอวด้วยเข็มขัดเส้นโตหัวทองเหลือง และที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดด Oversize สีชาเพื่อปกปิดรอยคล้ำใต้ตา
ส่วนรองเท้า… หลังจากบทเรียนเมื่อวาน เธอจำใจถอดส้นเข็มเก็บเข้าตู้ แล้วงัดเอารองเท้าบูทยางสีเหลืองอ๋อยของแม่มาใส่แทน แม้มันจะดูขัดแย้งกับชุดลายเสือดาวอย่างรุนแรง แต่นางพญาต้องรู้จักปรับตัว (มั้ง)
“Perfect! นี่มันแฟชั่นวีคคอลเลกชัน ‘Safari Chic in Nong Mah Wor’ ชัดๆ”
เธอหยิบปิ่นโตเถาใหญ่ที่แม่เตรียมไว้ให้ กลิ่นแกงหน่อไม้ลอยมาแตะจมูกหอมฉุย เจนนี่เดินนวยนาดลงบันไดบ้าน พยายามจินตนาการว่าบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดคือบันไดหินอ่อนในพระราชวัง
“ไปดีมาดีนะลูก อย่าไปสะดุดคันนาหัวทิ่มอีกล่ะ” แม่บัวลอยตะโกนไล่หลังมา พร้อมยัดกระติกน้ำแข็งใส่มือเธออีกข้าง
…
ระยะทางจากบ้านไปทุ่งนาของพ่อสมหมายไม่ไกลมากนัก แต่สำหรับเจนนี่ มันคือการเดินทางไกลที่แสนทรหด แดดเช้าที่ควรจะอุ่นสบาย กลับเริ่มแผดเผาผิวพรรณที่เธอประคบประหงมด้วยครีมกระปุกละหมื่นมาหลายปี
ทางเดินเป็นคันนาดินเหนียวแคบๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นข้าวเขียวขจี ลมพัดเอื่อยๆ พาเอากลิ่นดินโคลนและกลิ่นขี้ควายลอยมาปะทะจมูก
“เหม็น… เหม็นสาบควาย หรือเหม็นสาบคนสวยก็ไม่รู้” เธอบ่นพึมพำ พลางใช้มือข้างที่ถือกระติกน้ำพยายามปัดแมลงหวี่ที่มาตอมหน้า
ทันใดนั้น สายตาภายใต้แว่นกันแดดสีชาก็สะดุดเข้ากับร่างของใครบางคนที่กำลังง่วนอยู่กับการซ่อมเครื่องสูบน้ำอยู่ไกลๆ ที่ปลายนา
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้มเกรียมแดดที่ดูสุขภาพดีแบบคนทำงานกลางแจ้ง เขาถอดเสื้อโชว์แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น ยามเขาออกแรงขันน็อต กล้ามเนื้อปีกหลังและหัวไหล่ก็ขยับไหววูบวาบราวกับมีชีวิต เหงื่อเม็ดโป้งเกาะพราวตามแผ่นหลังสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
เจนนี่หยุดเดินกึก กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก
“อุ๊ยตาย… งานดีเกรดพรีเมียม OTOP 5 ดาว!”
เธอขยับแว่นกันแดดลงมาที่ปลายจมูกเพื่อมองให้ชัดขึ้น ชายหนุ่มคนนั้นหันหน้ามาพอดี…
ภาพที่เห็นทำเอาเจนนี่แทบจะทิ้งปิ่นโตลงนา ใบหน้าคมเข้ม คิ้วดกดำ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป แม้จะมีหนวดเคราเขียวครึ้มขึ้นจางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาแบบดิบเถื่อนสไตล์ลูกทุ่งได้เลย
เขายกผ้าขาวม้าที่พาดบ่าขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่หน้าอก… หน้าอกที่แน่นปั้กและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงามแบบที่เทรนเนอร์ฟิตเนสในกรุงเทพฯ ยังต้องอาย
เจนนี่ใจเต้นรัวเหมือนจังหวะกลองแห่นาค เธอลืมความร้อน ลืมแมลงหวี่ ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังใส่รองเท้าบูทยางสีเหลือง
“สติเจนนี่ สติ! อย่าเพิ่งเป็นลม! ต้องเดินเข้าไปแบบสวยๆ เชิดๆ”
เธอสูดหายใจลึก ยืดหลังตรง ปรับท่าเดินจาก “คนแบกหาม” เป็น “นางแบบวิคตอเรียซีเคร็ท” สะโพกส่ายไหวพริ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดิน (บนคันนาดินเหนียว)
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยสู้แสงแดด ก่อนจะทำหน้างุนงง
“มาหาไผครับคุณนาย?” เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ถามขึ้น สำเนียงอีสานฟังดูซื่อๆ แต่จริงใจ
เจนนี่หยุดยืนตรงหน้าเขา ห่างกันแค่ช่วงคันนา พยายามเก๊กหน้าสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อะ… เอ่อ… ดิฉัน… เอ้ย เรา… เอาข้าวมาส่งผู้ใหญ่สมหมายจ้ะ พ่ออยู่ที่ไหนเหรอจ๊ะพ่อหนุ่ม?” เสียงของเธอดัดจริตจนเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขามองสำรวจเจนนี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า มองชุดลายเสือดาว มองหมวกจานดาวเทียม และมาหยุดที่รองเท้าบูทยางสีเหลือง ก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนจากสงสัยเป็นเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“บักจ้อย!?… แม่นบักจ้อยบ่นั่น!?”
เจนนี่หน้าตึงเปรี๊ยะทันทีที่ได้ยินชื่อต้องห้าม
“No! ไม่ใช่จ้อยยะ! ฉันชื่อเจนนี่! เจน-นี่!” เธอกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ แต่ลืมไปว่ายืนอยู่บนดินเลน
พรืดดด!
รองเท้าบูทยางลื่นไถลไปกับดินเปียก ร่างบางในชุดลายเสือดาวเสียหลักหงายหลัง
“ว้ายยยยยย!”
ปิ่นโตแกงหน่อไม้ลอยละลิ่วขึ้นฟ้า กระติกน้ำปลิวไปอีกทาง
ท่อนแขนแข็งแรงพุ่งเข้ามาคว้าเอวเธอไว้ได้ทันท่วงที แต่ด้วยแรงเหวี่ยง ทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นหญ้าข้างคันนาด้วยกัน
ตุ้บ!
เจนนี่นอนตัวแข็งทื่อ… ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะตอนนี้เธอกำลังนอนทับอยู่บนอกแกร่งที่เปลือยเปล่าของชายหนุ่ม กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกลิ่นดินและกลิ่นแดดเตะจมูกอย่างจัง มันเป็นกลิ่นของลูกผู้ชายที่ทำให้เลือดในกายสาวประเภทสองของเธอสูบฉีดรุนแรง
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตาคมกริบคู่นั้นในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินลงบนหน้าผาก
“เจ็บตรงไสบ่… จ้อย?” เขาถามเสียงนุ่ม สายตาเป็นห่วงเป็นใยอย่างปิดไม่มิด
เจนนี่กะพริบตาปริบๆ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ใบหน้านี้… แววตาแบบนี้… รอยแผลเป็นเล็กๆ ที่หางคิ้วข้างซ้ายนั่น…
ความทรงจำในวัยเด็กไหลย้อนกลับมาเหมือนเขื่อนแตก
เด็กชายตัวโตที่คอยไล่เตะหมาเวลาเธอโดนไล่กวด… เด็กชายที่คอยแบ่งไอติมตัดให้เธอกิน… เด็กชายที่เป็นรักแรกและฮีโร่ของ “เด็กชายจ้อย”
“พี่เข้ม!?” เจนนี่อุทานออกมาเสียงหลง
ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี ฟันขาวสะอาดตัดกับผิวเข้มๆ ของเขาดูเจิดจ้าเสียจนเจนนี่ตาพร่า
“เออ ตั้วล่ะ! จำพี่ได้แล้วติ? นึกว่าไปอยู่บางกอกแล้วสิลืมพี่ชายคนนี้ซะแล้ว”
เข้มหัวเราะในลำคอ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้น ทำให้เจนนี่ต้องผละออกจากอกอุ่นๆ นั้นอย่างน่าเสียดาย เขายื่นมือสากหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานมาให้เธอ
“ลุกไหวบ่? มา… จับมือพี่”
เจนนี่มองมือนั้นสลับกับหน้าหล่อๆ ของพี่เข้ม หัวใจดวงน้อยๆ ที่แห้งเหี่ยวมานานกลับมาพองโตคับอกอีกครั้ง
ให้ตายเถอะ… กลับบ้านนอกคราวนี้ ไม่ได้มีแค่โคลนตมกับตุ๊กแกแล้วสิ
มี “อาหารตา” รสแซ่บเวอร์รอให้ชิมอยู่ด้วย!
แต่ก่อนจะได้ฟินไปมากกว่านี้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติก
“โอ๊ยยย! แกงหน่อไม้กู! หกหมดแล้ว!” พ่อสมหมายวิ่งหน้าตื่นมาจากเถียงนา มองดูปิ่นโตที่คว่ำกระจาดอยู่บนพื้นด้วยความอาลัยอาวรณ์
เจนนี่ยิ้มแห้งๆ ให้พ่อ แต่สายตายังคงแอบเหล่มองกล้ามหน้าท้องของพี่เข้มที่กำลังช่วยพยุงเธอขึ้นอย่างไม่วางตา
งานนี้เจนนี่สู้ตายค่ะแม่! ต่อให้ต้องดำนาจนเล็บฉีก ถ้าได้พี่เข้มมาช่วยทายา เจนนี่ก็ยอม!


