HomeChapterตอนที่ 2: วิมานดิน... กลิ่นปลาร้า และพัดลมฮาตาริรุ่นสู้ชีวิต

ตอนที่ 2: วิมานดิน… กลิ่นปลาร้า และพัดลมฮาตาริรุ่นสู้ชีวิต

สภาพของเจนนี่ตอนนี้ ดูไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำที่เพิ่งไปคลุกโคลนดูดมา

พ่อสมหมายยืนเกาหัวแกรกๆ มองลูกชาย… เอ้ย ลูกสาวที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างโอ่งมังกรหน้าบ้าน มือข้างหนึ่งถือขันน้ำพลาสติกสีแดง อีกมือถูโคลนออกจากขาเรียวงามที่ตอนนี้ลายพร้อยไปด้วยจ้ำเลือดจากการโดนยุงกัด

“เอ้า… ล้างเข้าไป ขัดเข้าไป อย่าให้ดินมันติดเข้าบ้านเด้อมึง” แม่บัวลอยสั่งเสียงเขียว ยืนกอดอกคุมเชิงอยู่บนบันไดขั้นแรก “แล้วนั่นหอบอะไรมาเยอะแยะ จะย้ายหนีหนี้มาหรือไง?”

เจนนี่สะดุ้งเฮือก คำพูดแม่แทงใจดำอย่างกับมีตาทิพย์ แต่ระดับเจนนี่แล้ว สกิลการแถต้องเป็นเลิศ

“หนีหนี้อะไรกันคะคุณแม่ขา! นี่เขาเรียกว่า… ‘พักร้อน’ ค่ะ พักร้อน! เจนนี่ทำงานหนักจนร่างจะพัง เลยอยากกลับมาสูดอากาศบริสุทธิ์สักเดือนสองเดือน” เธอโกหกคำโต พลางวักน้ำเย็นเฉียบจากโอ่งราดขา “โอ๊ย! เย็น! น้ำหรือน้ำแข็งเนี่ย!”

“น้ำบ่อบาดาลมันก็เย็นจั่งซี้แหละ เร็วๆ เข้า ยุงหามไปกินตับหมดแล้ว” พ่อสมหมายเร่ง ก่อนจะช่วยหิ้วกระเป๋าใบยักษ์ใบหนึ่ง “ป้าดติโถ… หนักแท้ ใส่หินมาติลูกหล้า?”

“สกินแคร์ค่ะพ่อ! เครื่องสำอาง! ชุดราตรี! ของทำมาหากินหนูทั้งนั้น วางเบาๆ นะคะ ขวดละหลายพัน!” เจนนี่กรีดร้องเมื่อเห็นพ่อโยนกระเป๋าหลุยส์ (เกรดมิลเลอร์) ลงบนแคร่ไม้ไผ่ดัง ตุ้บ!

กว่าจะลากสังขารและสมบัติบ้าขึ้นมาบนชั้นสองของบ้านไม้ได้ เจนนี่แทบจะขาดใจตายคาบันได บ้านไม้เก่าๆ หลังนี้ไม่มีแอร์คอนดิชั่นเนอร์ มีแต่หน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดอ้าซ่ารับลมร้อนอบอ้าว

ห้องนอนเก่าของเธอ… หรือห้องนอนของ “ไอ้จ้อย” ในอดีต ยังคงสภาพเดิมทุกประการ โปสเตอร์ดาราหนังบู๊ยุค 90 ยังแปะอยู่ที่ฝาผนังไม้ ที่นอนนุ่นแข็งๆ ปูด้วยผ้าปูที่นอนลายดอกชบาสีแดงแปร๊ด และที่ขาดไม่ได้คือ…

แครก… แครก… แครก…

พัดลมตั้งโต๊ะสียางหนังวงส้มรุ่นดึกดำบรรพ์ ที่หมุนส่ายหน้าไปมาพร้อมส่งเสียงครวญครางเหมือนคนใกล้ตาย

“วิมาน…” เจนนี่รำพึง ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนที่นอนแข็งๆ “วิมานอะไร ร้อนเหมือนซ้อมตกนรกขุมที่ 8”

เธอนอนมองเพดานไม้ที่มีหยากไย่ห้อยต่องแต่ง ความหรูหราของคอนโดใจกลางเมืองหายวับไปกับตา ตอนนี้เหลือแค่เธอกับความจริงที่ว่า… เงินหมด งานไม่มี และต้องกลับมาพึ่งใบบุญพ่อแม่ที่ยังมองเธอเป็น “ไอ้จ้อย” คนเดิม

“เจนนี่สู้ตายค่ะ… เจนนี่ต้องรอด” เธอให้กำลังใจตัวเอง พลางหยิบพัดขนนก (ที่ตอนนี้ขนลีบแบนเพราะเปียกน้ำ) มาพัดระบายความร้อน

ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ประสานเข้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่เกาะหนึบอยู่บนขื่อเพดาน

ตุ๊กแกตัวลายพร้อย ขนาดเท่าท่อนแขน กำลังจ้องมองเธอด้วยดวงตาปูดโปน

“ตับ… ตับ… ตับ… แก่!”

“กรี๊ดดดดดดดดดด!”

เสียงกรีดร้องของเจนนี่ดังลั่นทุ่งนาจนควายข้างล่างสะดุ้งตื่น เธอกระโดดผึงลุกขึ้นเต้นเร่าๆ บนที่นอน “แม่! พ่อ! เอาอีจระเข้บกตัวนี้ออกไป๊! มันจ้องหนู! มันจะกินตับหนู!”

แม่บัวลอยเดินดุ่มๆ เข้ามาในห้องพร้อมไม้กวาดดอกหญ้า หน้าตาเอือมระอาสุดขีด

“เป็นบ้าอะไรอีกไอ้จ้อย! ร้องอย่างกับโดนเชือด”

“ตุ๊กแกแม่! ตุ๊กแกยักษ์! ดูสิ มันมองหน้าหนูอาฆาตมาก!” เจนนี่ชี้มือสั่นระริกไปที่เพดาน

แม่เงยหน้ามอง แล้วทำเสียง ชิ ในลำคอ “ไอ้ลายมันก็อยู่ของมันมาตั้งนานแล้ว มึงนั่นแหละผู้มาใหม่ อย่าไปกวนมัน เดี๋ยวมันโดดงับคอ”

“แม่!!!”

สรุปคือ เจนนี่ต้องยอมจำนน เจรจาสงบศึกกับ “พี่ลาย” (ตุ๊กแกเจ้าที่) โดยการกางมุ้งสีฟ้าเก่าๆ ครอบที่นอนตัวเองไว้ เป็นป้อมปราการด่านสุดท้าย

มื้อเย็นวันแรกของการกลับบ้าน คือบททดสอบจิตใจขั้นรุนแรง

กับข้าววางเรียงรายอยู่บนพื้นเสื่อน้ำมันกลางบ้าน มีน้ำพริกปลาทู ผักต้ม แจ่วบอง (ปลาร้าสับ) และแกงอ่อมกบที่ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกึก

“กินซะ ฝีมือแม่มึง แซ่บอีหลี” พ่อสมหมายปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบองเคี้ยวตุ้ยๆ

เจนนี่มองจานกบที่ดูเหมือนยังจ้องตาเธอกลับมา เธอกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ นึกถึงสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า นึกถึงซูชิโอมากาเสะ…

“มี… มีไข่เจียวไหมคะ?” เจนนี่ถามเสียงอ่อย

“เรื่องมากแท้ มาถึงก็กินๆ ไปโลด หรือจะให้ไปจับไก่ในเล้ามาเชือดให้กินเดี๋ยวนี้?” แม่บัวลอยขู่

เจนนี่รีบส่ายหัวดิก หยิบก้อนข้าวเหนียวขึ้นมาจิ้มน้ำพริกกินอย่างจำยอม คำแรกที่เข้าปาก… ความเผ็ดร้อนของพริกกะเหรี่ยงพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง แต่มันก็… อร่อยอย่างประหลาด รสชาติที่คุ้นเคยในวัยเด็กค่อยๆ ซึมซาบกลับเข้ามา

“อร่อยไหม?” พ่อถามยิ้มๆ

“ก็… ก็พอกินกันตายได้ค่ะ” เจนนี่ตอบวางฟอร์ม ทั้งที่มือจกข้าวเหนียวปั้นต่อไปแล้ว

คืนนั้น หลังจากอาบน้ำในห้องน้ำสังกะสีที่มีรูโหว่ (ซึ่งเธอต้องเอาสก็อตเทปแปะปิดรูไว้เพราะระแวง) เจนนี่กลับเข้ามานอนในมุ้ง ฟังเสียงจิ้งหรีดเรไรระงมไปทั่ว ความมืดมิดของต่างจังหวัดช่างน่ากลัวและเงียบเหงา

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู… No Service (ไม่มีสัญญาณ)

“เวรกรรม…” เจนนี่คราง “เน็ตก็ไม่มี แอร์ก็ไม่มี ผู้ชายก็…”

ภาพผู้ชายกล้ามโต ผิวสีแทน เหงื่อไหลไคลย้อยเดินแบกจอบผ่านหน้าบ้านเมื่อตอนเย็นแวบเข้ามาในหัว เขาคือใครนะ? คุ้นๆ แต่จำไม่ได้เพราะเห็นแต่ไกลๆ

“ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน… ฝันดีนะยะ นังเจนนี่ผู้ตกอับ”

เธอหลับตาลง พยายามข่มตานอนท่ามกลางเสียงพัดลมฮาตาริและเสียงตุ๊กแกที่ร้องกล่อม… หรือร้องแช่งก็ไม่รู้

แต่พรุ่งนี้เช้า… เธอไม่รู้เลยว่า หายนะที่แท้จริงกำลังรออยู่ เมื่อแม่บัวลอยเตรียม “ภารกิจ” รับขวัญลูกสาวไว้ให้แล้ว!

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments