เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านผู้ใหญ่สมหมายไม่เงียบเหงาอีกต่อไป
จากเดิมที่เคยมีแต่เสียงไก่ขันและเสียงแม่บัวลอยบ่น วันนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านที่หอบหิ้วของฝากมาให้เต็มแคร่ไม้ไผ่ ทั้งกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่ ข้าวต้มมัด มะละกอ และปลาส้ม
“ป้าดติโถ… เมื่อคืนเจนนี่มันร้องเพลงม่วนหลาย! นึกว่าตั๊กแตน ชลดา มาเอง!” ป้าข้างบ้านชมเปาะ
เจนนี่เดินลงมาจากบ้านในชุดคลุมนอนผ้าซาตินสีชมพูโอรส (พร้อมแว่นกันแดด เพราะหน้าสดคือความลับทางราชการ) เธอยิ้มรับคำชมอย่างนางงามมิตรภาพ
“ขอบคุณค่าคุณน้าคุณอา… เจนนี่ก็แค่ทำเต็มที่เพื่อหมู่บ้านเราค่ะ”
ท่ามกลางเสียงชื่นชม มีร่างเล็กๆ หลังค่อมๆ ของหญิงชราคนหนึ่งค่อยๆ แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามา
“ยายศรี” คุณยายวัย 80 กว่า ผู้เป็นตำนานแห่งการเคี้ยวหมาก ฟันดำปี๋แต่ใจวัยรุ่น ยายศรีเดินถือตะกร้าหมากเข้ามาสะกิดแขนเจนนี่
“อีหนูเจนนี่… ยายขอแฮงแหน่” ยายศรีพูดเสียงสั่นเครือ
เจนนี่รีบประคองยายให้นั่งลง “ยายศรีมีอะไรให้เจนนี่ช่วยคะ? จะให้ช่วยตำหมาก หรือช่วยนวดขา?”
ยายศรีส่ายหน้าดิก แกควักรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เป็นรูปสมัยสาวๆ ของแกที่ยังสวยพริ้ง
“มื้ออื่น… สิเป็นวันเกิดครบรอบ 84 ปีของยาย ลูกหลานมันสิมาถ่ายรูปทำบุญใหญ่… ยายอยากงาม… อยากงามคือสมัยเป็นสาว อีหนูเฮ็ดให้ยายได้บ่?”
เจนนี่มองหน้ายายศรีที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ผิวหนังเหี่ยวย่นตามวัย และปากที่เปรอะคราบหมากสีแดงคล้ำ… นี่คือโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าแต่งหน้าเจ้าสาวงานเช้า-เย็น
แต่พอมองแววตาที่มีความหวังของยาย วิญญาณ Make-up Artist ของเจนนี่ก็ลุกโชน
“ได้ค่ะยาย! เจนนี่จัดให้! รับรองยายจะสวยจนตาหลวงตาตะลึงจนลืมให้พรเลยคอยดู!”
…
ปฏิบัติการ “คืนความสาวให้ยายศรี” เริ่มต้นขึ้น ณ ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมาย
เจนนี่กางกระเป๋าเครื่องสำอางใบยักษ์ออกมา ราวกับคลังแสงอาวุธสงคราม แก๊งกะเทยน้อยมาช่วยเป็นลูกมือ ถือพัดวีให้ยายไม่ขาดสาย
“ขั้นแรก… ยายต้องหยุดเคี้ยวหมากก่อนนะคะ! ไม่งั้นรองพื้นหนูจะเป็นสีปูนแดงหมด!” เจนนี่สั่งการ
การแต่งหน้าดำเนินไปอย่างทุลักทุเล เจนนี่ต้องใช้เทคนิคขั้นเทพในการเกลี่ยรองพื้นให้เข้ากับร่องลึกบนใบหน้า ใช้คอนซีลเลอร์กลบฝ้ากระ และที่ยากที่สุดคือการเขียนคิ้วให้เท่ากันบนผิวหนังที่หย่อนคล้อย
“จีจี้! ส่งเทปดึงหน้ามา! ดึงหางตายายขึ้นไปอีกนิด… นั่นแหละ! เป๊ะ!”
ผ่านไป 2 ชั่วโมง…
เจนนี่ถอยหลังออกมาดูผลงาน ปาดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วยื่นกระจกบานเล็กให้ยายศรี
“เสร็จแล้วค่ะยาย… เชิญทัศนา!”
ยายศรีมือสั่นเทา รับกระจกมาส่อง… ภาพที่สะท้อนออกมาคือหญิงชราที่ดูสดใสขึ้นเป็นกอง ผิวหน้าเนียนเรียบ แก้มระเรื่อสีพีช คิ้วโก่งได้รูป และปากที่เคยดำปี๋ถูกทาทับด้วยลิปสติกสีแดงกุหลาบขับผิว
ยายศรีน้ำตาซึม “ป้าด… นี่ข่อยติ? งาม… งามอีหลี…”
เสียงฮือฮาของชาวบ้านที่มุงดูอยู่ดังขึ้นรอบทิศ ทุกคนต่างตกตะลึงในฝีมือการสะบัดแปรงของเจนนี่
“โอ้โห! ยายศรีหน้าเด็กลงไป 20 ปี!” “เจนนี่! แต่งให้ป้าบ้างสิ!” “ข่อยจองคิวหน้าเด้อ! สิไปงานแต่ง!”
ทันใดนั้น สมองอันชาญฉลาดของเจนนี่ก็คำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว…
ปิ๊ง!
“ใจเย็นๆ ค่ะทุกคน! ถ้าใครอยากสวยแบบยายศรี… เจนนี่ขอคิดค่าครูเล็กๆ น้อยๆ นะคะ ราคาคนกันเอง เริ่มต้นที่หน้าละ 150 บาท! แถมฟรีติดขนตาปลอม!”
“150! ถูกกะด้อกะเดี้ย! เอา! ข่อยเอา!”
และแล้ว ธุรกิจ “เจนนี่ บิวตี้ ซาลอน แอท หนองหมาว้อ” ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลูกค้าเข้าคิวจองยาวเหยียดไปถึงสัปดาห์หน้า
…
ช่วงเย็นวันนั้น
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเมคโอเวอร์มาราธอน (แต่งไป 5 หน้า ได้เงินมาเกือบพัน) เจนนี่เดินนวดแขนตัวเองออกมาสูดอากาศที่ทุ่งนา ในมือถือถุงใส่ “ขนมตาล” ที่แม่ทำเสร็จใหม่ๆ ตั้งใจจะเอาไปฝากพี่เข้มเป็นการตอบแทนที่ช่วยงานเมื่อคืน
เธอเดินมาตามคันนาจนถึง “เถียงนา” (กระท่อมปลายนา) ของพี่เข้ม ที่นี่ดูร่มรื่น สะอาดสะอ้าน ผิดวิสัยชายโสดขี้เมาทั่วไป มีแปลงผักสวนครัวปลูกเรียงรายเป็นระเบียบ
“พี่เข้ม… อยู่ไหมจ๊ะ?” เจนนี่ตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ
เธอถือวิสาสะเดินขึ้นไปบนเถียงนา ประตูเปิดแง้มอยู่ ลมพัดเอื่อยๆ พัดเอากลิ่นสบู่นกแก้วหอมฟุ้งออกมา
“ไม่อยู่เหรอ? สงสัยไปอาบน้ำที่คลอง”
เจนนี่วางถุงขนมตาลไว้บนโต๊ะไม้เก่าๆ สายตาเหลือบไปเห็นสมุดวาดเขียนเล่มหนาปกสีน้ำตาลวางอยู่ข้างๆ ดินสอไม้ที่เหลาจนแหลมเปี๊ยบ
ด้วยความขี้เผือก… เอ้ย ความอยากรู้อยากเห็น เจนนี่ค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดสมุดเล่มนั้น
“อุ๊ย… พี่เข้มจดหวยเหรอเนี่ย?”
แต่เมื่อเปิดดูหน้าแรก… เธอต้องเบิกตากว้าง
มันไม่ใช่สมุดจดหวย หรือสมุดบัญชีค่าปุ๋ย… แต่มันคือ สมุดสเกตช์ภาพ
ลายเส้นดินสอสีดำคมชัด วาดภาพทิวทัศน์ทุ่งนา ควายที่กำลังเคี้ยวเอื้อง ดอกบัวในบ่อ… ฝีมือระดับนี้มันไม่ใช่แค่คนวาดเล่นๆ แสงเงาและสัดส่วนถูกต้องแม่นยำจนน่าทึ่ง
เจนนี่พลิกหน้าถัดไปเรื่อยๆ หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น
ภาพเด็กชายตัวผอมแห้งหัวโปก กำลังนั่งร้องไห้กอดเข่า โดยมีเด็กชายตัวโตกว่ายืนบังแดดให้… ใต้ภาพเขียนวันที่กำกับไว้เมื่อ 15 ปีก่อน
นี่มัน… ภาพตอนเด็กของเธอกับพี่เข้ม
และเมื่อเปิดมาถึงหน้าล่าสุด… ลมหายใจของเจนนี่สะดุดกึก
ภาพวาดของผู้หญิง (สาวประเภทสอง) ในชุดราตรีสีแดง ยืนถือไมค์อยู่ท่ามกลางแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ รอยยิ้มในภาพดูสดใสและงดงามยิ่งกว่าตัวจริงเสียอีก ใต้ภาพเขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือบรรจง
“นางฟ้าหนองหมาว้อ… ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ จ้อย”
น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนแก้มของเจนนี่โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
พี่เข้ม… ผู้ชายหน้าโหด กล้ามโต มือหยาบกร้านคนนั้น… มีมุมที่ละเอียดอ่อนและโรแมนติกขนาดนี้เชียวเหรอ? และที่สำคัญ… เขาจำเรื่องราวในอดีตได้ทุกอย่าง และเฝ้ามองเธอมาตลอด
“ทำอะไรน่ะเจนนี่?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่ด้านหลัง
เจนนี่สะดุ้งสุดตัว รีบปิดสมุดดัง ปับ! หันขวับไปมอง
พี่เข้มยืนอยู่ตรงบันไดเถียงนา… ในสภาพที่ทำให้เจนนี่แทบลืมหายใจ
เขานุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเกาะหมิ่นเหม่ที่เอวสอบ ร่างกายกำยำเปียกโชกไปด้วยหยดน้ำเกาะพราวตามมัดกล้าม ผิวสีแทนเข้มตัดกับผ้าขาวม้าลายตาราง ผมเปียกลู่ลงมาปรกหน้าผาก มือข้างหนึ่งถือขันน้ำ อีกข้างถือสบู่
“พี่… พี่เข้ม…” เจนนี่เสียงสั่น หน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู “หนู… หนูเอาขนมตาลมาให้!”
เข้มมองสมุดในมือเจนนี่ แล้วหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก เขารีบก้าวเข้ามาคว้าสมุดไปซ่อนไว้ข้างหลังด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“จะ… เจ้าเห็นอะไรบ้าง!?” เสียงเขาตื่นตระหนกเหมือนเด็กโดนจับได้ว่าแอบกินขนม
เจนนี่มองท่าทางเขินอายของหนุ่มกล้ามโต แล้วความเขินของเธอก็เปลี่ยนเป็นความเอ็นดูและความกล้า
เธอก้าวเข้าไปหาเขาหนึ่งก้าว (ระยะอันตราย) เงยหน้าสบตาคมคู่นั้น ยิ้มหวานหยด
“เห็นหมดแล้วจ้ะ… เห็นว่าพี่เข้มวาดรูปสวยมาก… แล้วก็… เห็นว่าคนในรูปน่ะ สวยกว่าตัวจริงตั้งเยอะ”
เข้มกลืนน้ำลายเอือก มองริมฝีปากสีชมพูของเจนนี่ “บ่ดอก… ตัวจริงงามกว่า… งามกว่าในรูปหลายเท่า”
ประโยคนั้นทำเอาโลกหยุดหมุน
ทั้งคู่ยืนจ้องตากัน ท่ามกลางเสียงลมพัดใบข้าวเสียดสีกัน กลิ่นสบู่หอมๆ จากตัวพี่เข้มลอยมาเตะจมูกเจนนี่ ผสมกับกลิ่นอายความรักที่เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในกระท่อมปลายนา
ถ้าแม่บัวลอยไม่โทรมาตามให้ไปกินข้าวตอนนี้… เจนนี่สาบานเลยว่า เธออาจจะเผลอกระชากผ้าขาวม้าพี่เข้มหลุดติดมือไปแล้ว!



