HomeChapterตอนที่ 1 : ที่นั่งริมหน้าต่างกับเข็มนาฬิกาที่หยุดเดิน

ตอนที่ 1 : ที่นั่งริมหน้าต่างกับเข็มนาฬิกาที่หยุดเดิน

“ฉึกฉัก… ฉึกฉัก… ปู๊น…”

เสียงเหล็กกระทบรางเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ฟังดูคล้ายเสียงหัวใจของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังพาผมเคลื่อนตัวผ่านกาลเวลา ลมยามเช้าพัดกรูเข้ามาทางหน้าต่างรถไฟชั้นสามที่เปิดอ้ากว้าง ปะทะใบหน้าจนผมเสียทรง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุดในทุกเช้าวันจันทร์

ผมชื่อ ‘นาวิน’ อายุ 26 ปี พนักงานฝ่ายบัญชีที่ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเลขในกรอบสี่เหลี่ยมของตึกสูงย่านสาทร ชีวิตผมวนลูปอยู่กับความเร่งรีบ การแข่งขัน และเข็มนาฬิกาที่หมุนเร็วเกินไปเสมอ

มีเพียงที่นี่… บนเบาะไม้แข็งๆ ริมหน้าต่างรถไฟขบวน 909 เท่านั้น ที่เวลาของผมดูจะเดินช้าลง

ผมมองออกไปข้างนอก ทุ่งนาสีเขียวขจีแถบชานเมืองกำลังถูกฉาบด้วยแสงแดดสีทองรำไร ละอองหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือยอดหญ้า ตัดกับภาพตึกสูงที่เริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็นไกลๆ ราวกับเส้นขอบฟ้าที่แบ่งกั้นระหว่างความสงบกับความวุ่นวาย

“กาแฟเย็นไหมจ๊ะ กาแฟเย็น ข้าวเหนียวหมูหวาน…” เสียงแม่ค้าหาบเร่เดินผ่านไปตามทางเดินแคบๆ กลิ่นกาแฟโบราณหอมฉุยเตะจมูก ผมยิ้มบางๆ ให้กับบรรยากาศที่หาไม่ได้ในรถไฟฟ้าบีทีเอสที่แออัดยัดเยียด

คนส่วนใหญ่อาจมองว่าการนั่งรถไฟร้อน (รถไฟธรรมดา) ไปทำงานเป็นเรื่องลำบาก ทั้งฝุ่น ทั้งร้อน ทั้งเสียเวลา แต่สำหรับผม มันคือ ‘Safe Zone’ เป็นช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ที่ผมจะได้ปล่อยใจลอยไปกับวิวข้างทาง อ่านนิยายเล่มโปรด หรือแค่เหม่อมองท้องฟ้าโดยไม่ต้องคิดเรื่องงบดุลประจำปี

รถไฟชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่สถานีถัดไป เสียงเบรกดังเอี๊ยดบาดหูเล็กน้อย ก่อนที่ขบวนรถจะจอดสนิท ผู้คนเริ่มทยอยขึ้นมาจนเบาะที่ว่างอยู่เริ่มหนาตา

ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อแบ่งที่นั่งให้คุณป้าคนหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจวิวนอกหน้าต่างต่อ แต่วินาทีนั้นเอง… หางตาของผมก็สะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ก้าวขึ้นมาจากบันไดตู้รถไฟ

ปกติแล้ว พนักงานตรวจตั๋วในความทรงจำของผม มักจะเป็นคุณลุงวัยดึกท่าทางใจดี หรือไม่ก็นายตรวจหน้าดุที่ชอบตะโกนเสียงดัง แต่วันนี้… บรรยากาศรอบตัวเขากลับต่างออกไป

เขาเป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างผายดูภูมิฐานภายใต้เสื้อเชิ้ตสีกากีเข้ารูปที่รีดเรียบกริบไม่มีแม้แต่รอยยับ กางเกงขายาวทรงกระบอกทิ้งตัวสวย เขาสวมหมวกทรงหม้อตาลสีกรมท่า ปีกหมวกกดต่ำลงเล็กน้อยจนเกิดเงาพาดผ่านดวงตา

ผมเผลอจ้องมองเขาอย่างลืมตัว ไม่ใช่แค่เพราะความดูดีที่โดดเด่นออกมาจากฝูงชน แต่เพราะแววตาคู่นั้น…

นัยน์ตาสีเข้มของเขาดูสงบนิ่ง ลึกซึ้ง และเจือความเศร้าสร้อยอย่างประหลาด ราวกับเขากำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า หรือไม่ก็… กำลังมองหาใครบางคนท่ามกลางผู้คนนับร้อย

“ขออนุญาตตรวจตั๋วครับ”

เสียงทุ้มลึกนุ่มนวลดังขึ้น ไม่ได้ตะโกนแต่กลับดังก้องชัดเจนในความรู้สึก นายตรวจหนุ่มเริ่มเดินตรวจตั๋วจากที่นั่งแถวหน้าสุด ท่าทางของเขาสุภาพ นุ่มนวล แตกต่างจากความเร่งรีบของโลกภายนอก

หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งสเต็ปเมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมรีบล้วงกระเป๋าหยิบตั๋วรถไฟใบเล็กสีขาวออกมาถือไว้ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่สายตายังคงแอบสำรวจใบหน้าคมคายนั้น

จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากหยักได้รูป ผิวสีแทนดูสุขภาพดี แต่กลับดูซีดเซียวเล็กน้อยเมื่อต้องแสงแดดยามเช้า

ในที่สุด เขาก็มายืนอยู่ข้างที่นั่งผม

“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ”

ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา และวินาทีนั้น ราวกับเสียง ฉึกฉัก ของรถไฟถูกกดปุ่ม Mute

เขามองผม… มองลึกเข้ามาในตาผม นัยน์ตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ เหมือนคนทึ่เจอของสำคัญที่ทำหายไปนาน แต่เพียงเสี้ยววินาที เขาก็ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉย

“คะ… ครับ” ผมยื่นตั๋วให้เขา มือไม้สั่นเล็กน้อยอย่างน่าขายหน้า

นิ้วเรียวยาวของเขายื่นมารับตั๋ว ปลายนิ้วของเราสัมผัสกันแผ่วเบา…

เย็นเฉียบ

ความเย็นเยือกแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจผม มันไม่ใช่ความเย็นจากแอร์ แต่มันเหมือนความเย็นของโลหะที่ตากน้ำค้างมาทั้งคืน ผมชะงักไปนิดหนึ่ง แต่เขาก็รับตั๋วไปถือไว้อย่างมั่นคง

กริ๊ก!

เสียงคีมเจาะกระดาษดังขึ้นก้องกังวานกว่าปกติในความรู้สึกผม เขาเจาะรูลงบนตั๋วอย่างชำนาญ ก่อนจะยื่นมันคืนให้ผม

“เก็บรักษาไว้ให้ดีนะครับ…” เขาเอ่ยเสียงเบา รอยยิ้มบางเบาแต้มที่มุมปาก แต่มันดูเศร้าจนผมรู้สึกหน่วงในอก “…เพราะบางที ตั๋วใบนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่าเราเคยเจอกัน”

“ครับ?” ผมทวนคำอย่างงงๆ ไม่เข้าใจความหมายในประโยคนั้น

แต่เขาไม่ได้ขยายความต่อ นายตรวจหนุ่มเพียงแค่ขยับปีกหมวกเล็กน้อยเป็นการทักทาย ก่อนจะเดินผ่านผมไปตรวจตั๋วผู้โดยสารคนถัดไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ… กลิ่นเหมือนฝนที่เพิ่งตกกระทบดินแห้งๆ กลิ่นของความเหงาที่เจือจางในอากาศ

ผมมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นจนเขาเดินทะลุไปยังตู้ถัดไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พิงศีรษะกลับไปที่หน้าต่าง พยายามสลัดความรู้สึกประหลาดที่เกาะกุมหัวใจ

“เป็นอะไรไปวะนาวิน แค่เจอคนหล่อถึงกับเพ้อเลยเหรอ” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางก้มลงมองตั๋วใบเล็กในมือ

ตั๋วรถไฟธรรมดาๆ ราคาไม่กี่สิบบาท มีรอยเจาะเป็นรูปดาวดวงเล็กๆ ตรงช่องวันที่

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

ตำแหน่งที่เขาเจาะ… มันทับลงบนช่องเดือนและปี

14 ก.พ. 63

ผมกระพริบตาถี่ๆ นึกว่าตัวเองตาฝาด รีบยกตั๋วขึ้นมาส่องกับแสงแดดให้ชัดๆ แต่ตัวเลขที่เห็นก็ยังคงเหมือนเดิม

เลข 63

“เดี๋ยวสิ…” ผมพึมพำ “วันนี้มันปี 69 ไม่ใช่เหรอ?”

ผมรีบหยิบมือถือขึ้นมาดูกดดูหน้าจอล็อกสกรีน ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอยังคงโชว์หราว่า จันทร์ 26 มกราคม 2569

แล้วทำไม… นายตรวจคนนั้นถึงเจาะตั๋วลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2563?

หรือว่าเครื่องเจาะตั๋วจะเสีย? หรือเขาแค่เจาะผิดตำแหน่ง?

แต่คำพูดแปลกๆ ของเขาก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว ‘เก็บรักษาไว้ให้ดีนะครับ…’

ขนอ่อนที่ต้นคอผมลุกชันขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ รถไฟหวูดเสียงดังลั่นอีกครั้งเมื่อกำลังจะแล่นผ่านทางตัดรถไฟ

ปู๊นนนน—!!

เสียงหวูดรถไฟที่เคยฟังดูอบอุ่น วันนี้กลับฟังดูโหยหวนอย่างบอกไม่ถูก ผมกำตั๋วในมือแน่น รู้สึกเหมือนว่าการเดินทางไปทำงานเช้านี้… กำลังจะพาผมออกนอกเส้นทางไปไกลกว่าที่ผมเคยรู้จัก

ไกลไปถึงอดีตที่ผมอาจจะลืมมันไปแล้ว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments