HomeChapterตอนที่ 2 : กลิ่นฝนและเสียงหวูด

ตอนที่ 2 : กลิ่นฝนและเสียงหวูด

เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเหนือกรงเทพมหานครดูเหมือนจะลืมทาลิปสติกสีสดใส มันกลับหม่นหมองด้วยเมฆสีเทาก้อนมหึมาที่ลอยต่ำจนน่าอึดอัด บรรยากาศอึมครึมเหมือนกับความรู้สึกในใจผมที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องเมื่อวาน

ตั๋วรถไฟใบนั้น…

ผมหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้งระหว่างยืนรอรถไฟที่ชานชาลาสถานีเดิม ตั๋วใบเล็กที่มีรอยเจาะตรงช่องปี ‘63’ ยังคงนอนนิ่งอยู่ในช่องใส่บัตรยืนยันว่าผมไม่ได้ตาฝาด

‘เก็บรักษาไว้ให้ดีนะครับ…’

เสียงทุ้มลึกของนายตรวจหนุ่มคนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว จนผมเผลอมองหาเขาไปทั่วชานชาลาท่ามกลางฝูงชนที่กำลังกางร่มหลากสีเตรียมรับมือกับพายุฝน

แปะ… แปะ… ซู่!!

ฝนไม่ได้ตั้งเค้าตือนนานนัก มันตกลงมาราวกับฟ้ารั่วภายในไม่กี่วินาที เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีของสถานีรถไฟเก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงพูดคุยของผู้คนจนหมดสิ้น ละอองน้ำสาดกระเซ็นเข้ามาจนผมต้องถอยร่นเข้าไปด้านในสุดของที่นั่งพักผู้โดยสาร

“รถไฟขบวน 909 เข้าเทียบชานชาลาที่ 3”

เสียงประกาศดังแทรกเสียงฝน รถไฟขบวนเดิมแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ผมรีบก้าวขึ้นรถไฟ พยายามมองหาโบกี้เดิม… ที่นั่งริมหน้าต่างหมายเลข 12

วันนี้ที่นั่งนั้นว่างเปล่า

ผมนั่งลง มองออกไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำฝนที่ไหลเป็นทางยาว บรรยากาศในรถไฟวันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ แสงไฟนีออนบนเพดานกระพริบติดๆ ดับๆ ตามจังหวะการสั่นสะเทือนของรถ

ตลอดการเดินทาง ผมชะเง้อมองหาเงาร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากี แต่ก็ไร้วี่แวว ไม่มีนายตรวจหนุ่มหน้าคมคนนั้นเดินมาตรวจตั๋ว มีเพียงคุณลุงคนเดิมที่ผมคุ้นเคยเดินผ่านมาเจาะตั๋วด้วยใบหน้าง่วงงุน

“ลุงครับ…” ผมตัดสินใจถามออกไป “นายตรวจผู้ชาย ตัวสูงๆ ผิวเข้มๆ ที่มาเมื่อวาน… วันนี้เขาไม่มาเหรอครับ?”

ลุงนายตรวจขมวดคิ้วมองผมผ่านแว่นสายตาหนาเตอะ “นายตรวจสูงๆ? แถวนี้มีแต่พวกแก่ๆ อย่างลุงนี่แหละไอ้หนุ่ม เอ็งจำผิดคนหรือเปล่า”

ผมชะงักไป… จำผิด? ไม่มีทาง ใบหน้าและน้ำเสียงนั้นยังชัดเจนขนาดนี้

“แต่เมื่อวานเขาเพิ่งตรวจตั๋วผม…”

“สงสัยเด็กฝึกงานมั้ง ช่วงนี้เด็กใหม่เวียนมาเยอะ” ลุงตัดบทก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ผมนั่งจมอยู่กับความสงสัย

. .

รถไฟพาผมมาส่งที่สถานีปลายทางในเมือง ซึ่งเป็นจุดที่ผมต้องต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าออฟฟิศ แต่ฝนเจ้ากรรมดันตกหนักขึ้นกว่าเดิมจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างวิ่งฝ่าฝนออกไป หรือไม่ก็มีคนมารับ แต่ผม… ที่ลืมพกร่มมา ได้แต่ยืนติดแหง็กอยู่ใต้ชายคาแคบๆ ของสถานีรถไฟ

ลมกรรโชกแรงพัดเอาละอองฝนเข้ามาเปียกแขนเสื้อเชิ้ตผมจนชุ่มหนาวสั่น ผมยกนาฬิกาขึ้นดู แปดโมงครึ่งแล้ว… สายแน่ๆ

ในขณะที่กำลังถอดใจว่าจะยอมวิ่งตากฝนไปเรียกแท็กซี่ จู่ๆ ร่มสีดำคันใหญ่ก็ถูกยื่นเข้ามาบังเม็ดฝนที่กำลังสาดใส่หน้าผม

“เปียกหมดแล้วครับ”

เสียงนั้น…

ผมสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองเจ้าของร่มทันที

เป็นเขา!

นายตรวจหนุ่มคนเมื่อวาน ยืนอยู่ข้างๆ ผมในระยะประชิด วันนี้เขาไม่ได้สวมหมวกทรงหม้อตาล ทำให้เห็นเรือนผมสีดำสนิทที่เปียกชื้นเล็กน้อยลู่ลงมาปรกหน้าผาก ยิ่งทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูอ่อนเยาว์และมีเสน่ห์ร้ายกาจกว่าเดิม เสื้อเชิ้ตสีกากีของเขาชื้นเหงื่อแนบไปกับลำตัวเผยให้เห็นสัดส่วนของกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่

“คะ… คุณ?” ผมพูดไม่ออก ลืมเรื่องสายไปชั่วขณะ

เขายิ้ม… รอยยิ้มเดิมที่ดูอบอุ่นแต่แฝงความเศร้าจางๆ ในดวงตา “วันหลังพกร่มด้วยนะครับ ช่วงนี้พายุเข้า… อากาศเปลี่ยนบ่อย เดี๋ยวจะไม่สบาย”

เขายื่นร่มในมือมาให้ผม “เอาไปใช้ก่อนครับ ผมจะไปทางนั้นพอดี คงไม่ได้ใช้”

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ แล้วคุณล่ะ…” ผมกำลังจะปฏิเสธ เพราะเห็นว่าเขามีร่มแค่คันเดียว

“รับไว้เถอะครับ” เขายัดด้ามร่มใส่มือผม สัมผัสเย็นเยียบจากปลายนิ้วเขาทำให้ผมขนลุกชันอีกครั้ง เหมือนเขากำลังถ่ายทอดความหนาวเหน็บจากที่ไหนสักแห่งมาสู่ผม “ถือว่าเป็นการไถ่โทษ… ที่ผมอาจจะดูแลผู้โดยสารไม่ดีพอ”

คำพูดของเขาแปลกประหลาดอีกแล้ว ดูแลไม่ดีพอ? เขาหมายถึงอะไร?

“เดี๋ยวครับ คุณชื่ออะไร…” ผมรีบถามก่อนที่เขาจะผละออกไป

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง หันกลับมามองผม แววตาคู่นั้นสั่นไหววูบวาบเหมือนเปลวเทียนต้องลม ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแข่งกับเสียงฝน

“ศิลา… ครับ”

“คุณศิลา” ผมทวนชื่อนั้น “แล้วผมจะคืนร่มให้คุณยังไง”

“ไม่ต้องคืนหรอกครับ… แค่รักษามันไว้ เหมือนตั๋วใบนั้น”

สิ้นประโยค เสียงหวูดรถไฟขบวนสินค้าดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ปู๊นนนน!!!

รถไฟขบวนยาวเหยียดแล่นผ่านชานชาลา ตัดหน้ากั้นระหว่างเรากับฝั่งตรงข้าม เสียงล้อเหล็กบดรางดังแสบแก้วหู ผมกระพริบตาเพียงเสี้ยววินาทีเพราะเสียงหวูดนั่น

และเมื่อขบวนรถไฟสินค้าแล่นผ่านไปจนพ้นสายตา…

ตรงที่ที่เขาเคยยืนอยู่… ว่างเปล่า

ไม่มีศิลา ไม่มีรอยเท้า ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงความว่างเปล่าและเม็ดฝนที่ตกลงมากระทบพื้นคอนกรีต

ผมหมุนตัวมองหาเขารอบทิศทาง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เขาหายไปไหน? ทางเดินโล่งขนาดนี้ ไม่มีทางที่คนคนหนึ่งจะวิ่งหายไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที

ผมก้มลงมองมือตัวเอง

ร่มคันสีดำยังอยู่ในมือผม ด้ามจับยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่ มันไม่ใช่ความฝัน… เขามีตัวตนจริงๆ

ผมกางร่มออกเพื่อกันฝน แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นด้ามร่มไม้แกะสลักที่ดูเก่าแก่ สลักตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กๆ ไว้ตรงขอบด้ามจับ

S. Sila – 2560

ปี 2560?

นั่นมัน… 6 ปีที่แล้ว?

ความหนาวเย็นยะเยือกวิ่งพล่านไปทั่วสันหลังผมอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะฝน แต่เพราะปริศนาที่เริ่มก่อตัวขึ้นตรงหน้า ตั๋วปี 63… ร่มปี 60…

และผู้ชายที่ชื่อศิลา ผู้มาพร้อมกับกลิ่นฝนและหายไปพร้อมกับเสียงหวูดรถไฟ

ผมกำด้ามร่มแน่น ก้าวเดินฝ่าสายฝนออกไปจากสถานีด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปตลอดกาล การเดินทางไปทำงานของผม… คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments