ท้องฟ้าเบื้องบนมิได้เป็นเพียงผืนผ้าใบว่างเปล่าอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสมรภูมิเลือดที่ถูกแบ่งแยกด้วยธาตุอันขัดแย้ง
ฟากหนึ่งของท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆสีเพลิงม้วนตัวเดือดพล่าน รังสีความร้อนแผ่ลงมาเผาผลาญยอดไม้จนไหม้เกรียม นี่คือเขตอำนาจแห่ง ‘เวนไตย’ หรือพญาครุฑ ผู้เป็นเจ้าเวหา อีกฟากหนึ่งกลับมืดครึ้มด้วยเมฆฝนดำทะมึน สายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่าเปรี้ยงลงมาไม่ขาดสาย สายฝนโหมกระหน่ำรุนแรงจนพื้นดินเบื้องล่างกลายเป็นโคลนตม นี่คือเขตอำนาจแห่ง ‘ภูริทัต’ หรือพญานาคราช ผู้ครองบาดาล
ตรงกึ่งกลางรอยต่อของสองอำนาจนั้น คือเส้นทางวิบากที่คณะเดินทางของพรานเข้มต้องฝ่าฟัน
“ก้มต่ำ! อย่าเงยหน้าขึ้นมอง!” พรานเข้มตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าผ่า เขาผลักศีรษะจ้อยและลูกทีมให้หมอบลงกับพื้นโคลนแฉะๆ ขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดั่งนกหวีดมรณะดังแหวกอากาศลงมา
เฟี้ยว… ตูม!!
ลูกไฟขนาดมหึมาตกลงมากระแทกพื้นห่างจากจุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ไม่ถึงร้อยวา แรงระเบิดส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นระเนระนาด เศษดินและหินปลิวว่อน พรานเข้มรีบดึงร่างของนลินเข้ามาซุกไว้ใต้อกแกร่ง ใช้แผ่นหลังกว้างของตนต่างโล่กำบังเศษไม้ที่พุ่งเข้ามา
“เจ้าไหวไหม?” เข้มกระซิบถามข้างหูกินนรหนุ่มที่ตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอด
นลินพยักหน้าทั้งที่หน้าซีดเผือด ดวงตาสีนิลฉายแววหวาดกลัวจับใจ “นี่เป็นเพียงลูกหลง… ทัพใหญ่ยังมาไม่ถึง เรารีบไปเถอะ ก่อนที่พวกมันจะเห็นเรา”
เข้มพยักหน้า เขาหยิบ ‘เทียนขี้ผึ้งปิดตาพระเจ้า’ ออกมาจากย่าม จุดไฟแล้วปักลงดิน พร้อมร่ายอาคม ‘บังไพร’ ขั้นสูง เพื่อพรางตากลุ่มของตนจากสายตาของเหล่าอมนุษย์ แม้มันจะกันไม่ได้ร้อยส่วนในพื้นที่ที่มีพลังงานปั่นป่วนเช่นนี้ แต่ก็ดีกว่าเดินเปลือยเปล่าเป็นเป้านิ่ง
“ตามข้ามา… เหยียบตามรอยเท้าข้า อย่าแตกแถว!”
คณะเดินทางค่อยๆ คลานศอกฝ่าดงโคลนและซากปรักหักพัง เสียงการต่อสู้เบื้องบนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นน่าสะพรึงกลัวและยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์ บนท้องฟ้า ร่างของบุรุษกำยำที่มีปีกสีแดงเพลิงและจงอยปากดั่งอินทรี สวมชุดเกราะทองคำอร่าม นับร้อยนับพันตนกำลังโฉบลงมาโจมตี ขณะที่เบื้องล่าง จากแอ่งน้ำและโพรงดิน เหล่านักรบที่มีท่อนล่างเป็นงูยักษ์เกล็ดสีเขียวและดำ สวมมงกุฎยอดนาคราช พุ่งทะยานขึ้นไปรับมือ อาวุธวิเศษทั้งตรีศูล สายฟ้า และกรงเล็บปะทะกันเกิดแสงสว่างวาบวับจนแสบตา
กร๊าซ!!
เสียงคำรามกึกก้อง พญาครุฑตนหนึ่งโฉบลงมาจิกทหารนาคจนตัวขาดครึ่งท่อน เลือดสีน้ำเงินเข้มสาดกระจายลงมาราวกับฝนโลหิต ตกลงบนใบไม้ใกล้ตัวจ้อยจนควันขึ้นฉุย
“พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย…” จ้อยพนมมือสั่นระริก ขาสั่นจนก้าวไม่ออก
“ลุกขึ้นไอ้จ้อย! ถ้าไม่อยากตายก็ก้าวขาเดี๋ยวนี้!” เข้มตวาดเรียกสติ เขาหันไปพยักหน้าให้นลิน “ทางไหน?”
นลินชี้มือไปที่ซากวิหารเก่าแก่ปรักหักพังที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งสังหาร “ใต้ฐานวิหารนั่น… มีอุโมงค์ลับที่เชื่อมไปสู่เมืองร้าง มันเป็นทางเดียวที่จะลอดผ่านสมรภูมินี้ไปได้”
“วิ่ง!”
เข้มสั่งคำเดียวสั้นๆ ทุกคนรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย วิ่งฝ่าดงกระสุนเวทมนตร์ไปยังวิหารร้างนั้น ระหว่างทาง พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อพญานาคราชขนาดยักษ์เท่าภูเขาย่อมๆ เลื้อยแทรกแผ่นดินขึ้นมาขวางทาง
เปรี้ยง!!
สายฟ้าฟาดลงมาจากฝั่งครุฑ กระแทกเข้าที่ลำตัวพญานาคจนเกิดแรงอัดกระแทกมหาศาล พัดพาร่างของคณะเดินทางให้กระเด็นไปคนละทิศละทาง
“นลิน!”
เข้มตะโกนลั่นเมื่อเห็นร่างของกินนรหนุ่มกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงหินจนทรุดฮวบ พรานหนุ่มไม่ห่วงความเจ็บปวดของตนเอง รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งไปหา
แต่ทว่า… เงาทะมึนขนาดใหญ่ก็ทาบทับลงมาเหนือร่างของนลิน
ทหารครุฑตนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ราวสามเมตร ร่อนลงมาจอดตรงหน้ากินนรหนุ่ม มันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม มือข้างหนึ่งถือหอกปลายแหลมที่อาบด้วยเปลวไฟ
“โอ้… ดูสิว่าเราเจออะไร” ทหารครุฑคำรามเสียงต่ำ “กินนรหลงฝูง… คงจะเป็นของว่างชั้นดีหลังเสร็จศึก”
นลินพยายามถัดตัวหนี แต่ขาข้างหนึ่งแพลงจนขยับไม่ได้ เขาเงยหน้ามองมัจจุราชปีกแดงด้วยความสิ้นหวัง
“อย่ายุ่งกับเขา!”
พรานเข้มพุ่งเข้ามาขวางหน้า ปืนคาบศิลาในมือถูกเล็งไปที่หัวใจของทหารครุฑ นิ้วเหนี่ยวไกทันทีโดยไม่ลังเล
ปัง!!
กระสุนอาคมพุ่งเข้าใส่เกราะทองคำของครุฑ แต่มันกลับทำได้เพียงแค่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กน้อย ทหารครุฑหัวเราะลั่น ปัดปืนของเข้มกระเด็นหลุดมือราวกับปัดแมลง
“มนุษย์โง่เขลา… คิดจะเอาเศษเหล็กมาสู้กับเผ่าพันธุ์เทพงั้นรึ?”
ครุฑร้ายง้างหอกเพลิงเตรียมแทงทะลุร่างเข้มและนลินพร้อมกัน เข้มรู้ตัวว่าสู้แรงไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ถอย เขาอ้าแขนออกกว้าง บังร่างของนลินไว้จนมิด หลับตาลงระลึกถึงครูบาอาจารย์และคาถาบทสุดท้าย
‘หากข้าต้องตาย… ขอให้คนที่ข้ารักรอด’
วินาทีที่คมหอกกำลังจะพุ่งเข้ามา… เสียงหวีดหวิวแปลกประหลาดก็ดังขึ้น
วูบ!
ไม่ใช่เสียงอาวุธ แต่เป็นเสียงของ ‘เถาวัลย์’ ขนาดมหึมาที่พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกของพื้นดิน มันรัดพันร่างของทหารครุฑไว้อย่างรวดเร็ว หนามแหลมคมเจาะทะลุเกราะทองคำจนเลือดสีแดงฉานพุ่งออกมา
“อ๊ากกก!” ครุฑร้ายร้องโหยหวน พยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้นเถาวัลย์ยิ่งรัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบ
เข้มลืมตาขึ้นมองด้วยความตกตะลึง ที่ปากอุโมงค์ใต้วิหาร… ร่างของหญิงชราหลังค่อมคนหนึ่งยืนอยู่ นางสวมชุดสีมอซอ ผมเผ้ารุงรัง มือถือไม้เท้าหัวกะโหลก แววตาลึกโหลจ้องมองมาที่พวกเขา
“จะยืนดูมันตาย หรือจะรีบมุดหัวเข้ามา!” หญิงชราตะคอกเสียงแหบแห้ง
เข้มได้สติ รีบช้อนร่างของนลินขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว แล้วตะโกนเรียกจ้อยและลุงมั่นให้วิ่งตามมา ทั้งหมดพุ่งตัวเข้าไปในปากอุโมงค์มืดมิดนั้น ทันเวลาพอดีกับที่ร่างของทหารครุฑถูกเถาวัลย์บดขยี้จนแหลกเหลว
ครืน…
ปากอุโมงค์ถล่มปิดตายไล่หลังพวกเขา ตัดขาดเสียงอึกทึกของสงครามภายนอกลงทันที เหลือเพียงความมืดมิดและความเงียบสงัดที่ชวนขนลุกยิ่งกว่า
เข้มวางนลินลงกับพื้นอย่างเบามือ รีบจุดไฟแช็กขึ้น แสงสว่างวูบวาบเผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดของคนในอ้อมแขน
“เจ็บตรงไหนอีกไหม?” เข้มถามพลางสำรวจร่างกายกินนรหนุ่มอย่างร้อนรน
นลินส่ายหน้า หอบหายใจถี่ “ข้า… ข้าไม่เป็นไร แค่ตกใจ… แต่ท่าน… หลังท่าน…”
เข้มขมวดคิ้ว เอื้อมมือไปจับแผ่นหลังตัวเอง รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ… เลือด เศษหินจากการระเบิดเมื่อครู่บาดหลังเขาเป็นแผลยาว แต่ด้วยอะดรีนาลีนที่หลั่งไหลทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บ
“แผลไกลหัวใจ” เข้มตอบปัดๆ หันไปมองหญิงชราผู้ช่วยชีวิตที่ยืนพิงผนังถ้ำมองดูพวกเขาอยู่
“ขอบคุณแม่เฒ่าที่ช่วยชีวิต” เข้มยกมือไหว้
หญิงชราแค่นหัวเราะ “ข้าไม่ได้ช่วยเพราะพิศวาส… แต่กลิ่นอายของเจ้ามันคุ้นจมูกข้า… กลิ่นของพรานทิม”
เข้มชะงัก “ท่านรู้จักพ่อข้า?”
“พ่อเจ้า?” หญิงชราแสยะยิ้มเผยฟันดำปี๋ “ที่แท้ก็ลูกชายไอ้ทิม… มิน่าล่ะ ถึงได้บ้าบิ่นเหมือนกัน… ยินดีต้อนรับสู่ ‘เมืองบาดาลร้าง’ นครที่ถูกลืม… ที่ซึ่งแม้แต่ผีสางยังไม่อยากอยู่”
นางหันหลังเดินโขยกเขยกนำทางลึกเข้าไปในอุโมงค์ “ตามมา… ถ้าพวกเจ้าอยากได้ ‘บุปผาเทวา’ ข้ามีเรื่องนิทานจะเล่าให้ฟัง… นิทานที่พ่อเจ้าไม่เคยได้กลับไปเล่าให้เจ้าฟัง”
พรานเข้มหันมาสบตากับนลิน ทั้งคู่รู้ดีว่าพวกเขาได้ก้าวเข้าสู่ความลับที่ดำมืดที่สุดของป่าหิมพานต์เสียแล้ว… ความลับที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล



