HomeChapterบทที่ ๙ : นครที่ถูกลืมและแผลเป็นในความทรงจำ

บทที่ ๙ : นครที่ถูกลืมและแผลเป็นในความทรงจำ

กลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและกลิ่นดินเก่าเก็บที่หมักหมมมานับร้อยปีโชยแตะจมูกทันทีที่แสงสว่างจากไฟแช็กของพรานเข้มส่องกระทบผนังอุโมงค์

ทางเดินเบื้องหน้ามิใช่อุโมงค์ดินธรรมดา หากแต่ถูกปูลาดด้วยศิลาแลงก้อนมหึมาที่ตัดเรียบกริบ ผนังสองข้างทางแกะสลักเป็นรูปพญานาคเลื้อยพันกันไปมาอย่างวิจิตรบรรจง ทว่ารูปปั้นเหล่านั้นกลับแตกหักเสียหาย บางตัวเศียรขาดกระเด็น บางตัวถูกรากไม้ชอนไชจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองที่ล่มสลายไปนานแสนนาน

“ที่นี่คือ ‘เวียงนาคราช'” หญิงชราหลังค่อมเอ่ยเสียงแหบแห้ง เสียงของนางสะท้อนก้องไปในความมืด “อดีตเมืองหน้าด่านของชาวบาดาล ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างเพราะพิษสงครามเมื่อพันปีก่อน… ไม่มีใครกล้าเข้ามาที่นี่หรอก เพราะวิญญาณงูเจ้าที่มันดุ”

นางหัวเราะในลำคอเสียงดัง หึ หึ ก่อนจะเดินนำลึกเข้าไป

พรานเข้มกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง เลือดอุ่นๆ ยังคงไหลซึมเสื้อออกมาไม่หยุด แขนแกร่งที่โอบประคองนลินเริ่มสั่นเทาจากอาการเสียเลือด แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ

“วางข้าลงเถอะพี่เข้ม” นลินกระซิบเสียงเครือ “ท่านบาดเจ็บหนัก… ให้ข้าเดินเอง”

“ทางมันมืด… พื้นไม่เรียบ” เข้มตอบสั้นๆ ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น “ข้าไหว”

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดกว้างออกสู่โถงถ้ำขนาดมหึมา เพดานสูงลิบลิ่วจนมองไม่เห็นยอด แสงสว่างสีเขียวเรืองรองจาก ‘หินเพลิงพญานาค’ ที่ฝังอยู่ตามผนังถ้ำช่วยให้มองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง

มันคือนครใต้พิภพที่จมอยู่ใต้น้ำครึ่งเมือง ซากปราสาทราชวังที่สร้างจากหินสีนิลตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงน้ำหยดติ๋งๆ เป็นจังหวะเดียวที่บอกเวลา

หญิงชราพาพวกเขามาหยุดที่ศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งซึ่งสภาพยังค่อนข้างสมบูรณ์ “พักตรงนี้… น้ำในสระนี้ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ล้างแผลได้ แต่ห้ามดื่มกิน ถ้าไม่อยากกลายเป็นงู”

ทันทีที่เข้มวางนลินลง เขาก็ทรุดฮวบลงนั่งพิงเสาหิน หน้าซีดเผือดเหงื่อกาฬไหลพราก “พี่เข้ม!” จ้อยและนลินร้องเรียกพร้อมกัน

นลินรีบขยับเข้าไปดูอาการ มือเรียวแตะที่แผ่นหลังของพรานหนุ่มแล้วต้องชักมือกลับเมื่อเห็นเลือดสีแดงสดชุ่มโชกเสื้อหม้อห้อมจนเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ “แผลลึกมาก… ต้องรีบห้ามเลือด”

กินนรหนุ่มหันไปสั่งจ้อยเสียงเฉียบขาด “เอามีดมาตัดเสื้อพี่เจ้าออก แล้วเอาน้ำในสระมา! เร็วเข้า!”

จ้อยรีบกุลีกุจอทำตามอย่างรวดเร็ว เมื่อเสื้อผ้าถูกตัดออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสักเสือเผ่นที่บัดนี้มีรอยแผลยาวพาดผ่าน ตัดทับลายสักจนดูน่ากลัว

นลินใช้ผ้าชุบน้ำศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและดินโคลนออกจากบาดแผล มือของกินนรที่เคยจับแต่เครื่องดนตรี บัดนี้ต้องมาจับเลือดเนื้อสดๆ เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่มือสั่น

“เจ็บหน่อยนะ…” นลินกระซิบ

“ไม่เจ็บเท่าตอนเห็นเจ้าเกือบตายหรอก” เข้มตอบเสียงแผ่ว แต่ดวงตายังคงจับจ้องใบหน้าสวยที่อยู่ใกล้แค่คืบ

คำพูดนั้นทำให้นลินชะงัก แก้มเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาเงยหน้าสบตาเข้ม แววตาที่เคยถือตัวบัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความซาบซึ้ง “ท่านมันคนบ้า… ชีวิตตัวเองแท้ๆ ทำไมไม่รักษา”

“เพราะชีวิตข้า… ฝากไว้ที่เจ้าแล้ว”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่สอดประสานกัน นลินบรรจงโรยสมุนไพรสมานแผลที่ลุงมั่นส่งให้ลงบนปากแผล ความแสบร้อนทำให้กล้ามเนื้อของเข้มกระตุกเกร็ง แต่นลินก็รีบใช้มือลูบไล้แผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม

สัมผัสที่อ่อนโยนจากมือกินนรทำให้ความเจ็บปวดทุเลาลงอย่างน่าประหลาด เข้มรู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบางอย่างถ่ายทอดผ่านมา… พลังงานแห่งความห่วงใย

“หวานกันเสียจริงนะ…”

เสียงแหบพร่าของแม่เฒ่าดังแทรกขึ้น ทำลายบรรยากาศหวานซึ้ง นางนั่งสูบยาเส้นมวนใบตองอยู่บนโขดหินใกล้ๆ ควันสีเทาลอยโขมงเป็นรูปหน้าคนแสยะยิ้ม

“แผลแค่นั้นไม่ตายหรอก… พ่อเอ็งโดนหนักกว่านี้ยังรอดมาได้”

เข้มหันขวับไปมองหญิงชราทันที “ท่านยังไม่เล่าให้ข้าฟัง… เรื่องพ่อข้า ท่านรู้ได้ยังไงว่าเขาเคยมาที่นี่”

แม่เฒ่าพ่นควันยาว เหยียดยิ้มที่มุมปาก “เมื่อสิบปีก่อน… มีพรานกลุ่มหนึ่งบุกรุกเข้ามาทางนี้ ผู้นำกลุ่มชื่อ ‘พรานทิม’ มันเก่ง… เก่งกว่าเอ็งเสียอีก มันมีมีดหมอเล่มเดียวกับที่เอ็งพกอยู่นั่นแหละ”

เข้มก้มมองมีดหมอที่เอว หัวใจเต้นรัวแรง พ่อของเขาหายสาบสูญไปในป่าเมื่อสิบปีก่อน ทิ้งไว้เพียงมีดเล่มนี้ที่ถูกฝากมากับเพื่อนพรานที่รอดตาย

“พ่อข้า… เขามาหาบุปผาเทวาเหมือนกันรึ?”

“ใช่…” แม่เฒ่าพยักหน้า “และมันก็ไปถึง… มันไปถึงหน้า ‘สวนเทวะ’ ที่ซ่อนของดอกไม้นั้น”

“แล้วทำไม… ทำไมเขาถึงไม่ได้กลับมา?” เข้มถามเสียงสั่น

“เพราะมันรู้ความจริงน่ะสิ” แม่เฒ่าแสยะยิ้มจนเห็นฟันดำ “ความจริงที่ว่า… บุปผาเทวา ไม่ใช่ยารักษา

คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางวง นลินและทุกคนเบิกตากว้าง “หมายความว่ายังไงยาย?” จ้อยถามแทรก

“ดอกไม้นั่น… มันไม่ได้เสกความเยาว์วัยหรือรักษาโรคได้ฟรีๆ หรอกนะเจ้าหนู” แม่เฒ่าลุกขึ้นเดินวนรอบกองไฟ แววตาวาวโรจน์ดูน่ากลัว “มันคือ ‘ดอกไม้แห่งการแลกเปลี่ยน’… หากเจ้าต้องการรักษาชีวิตใครคนหนึ่ง เจ้าต้องจ่ายด้วยชีวิตของอีกคนหนึ่งที่มีค่าเท่าเทียมกัน… ชีวิตแลกชีวิต วิญญาณแลกวิญญาณ”

เข้มตะลึงงัน ร่างกายชาวาบไปทั้งตัว “แลกชีวิต…?”

“ใช่” แม่เฒ่าย้ำเสียงเย็น “พ่อเอ็งรู้ความจริงข้อนี้… มันเลยเลือกที่จะไม่เด็ดดอกไม้นั้นมา แต่มันกลับออกมาไม่ได้ เพราะเพื่อนร่วมทีมของมัน… คนที่โลภมาก พยายามจะขโมยดอกไม้โดยไม่จ่ายสิ่งแลกเปลี่ยน เลยโดน ‘ผู้เฝ้าสวน’ สาปให้กลายเป็นอสูรไล่ล่าพวกเดียวกันเอง… พ่อเอ็งเลยต้องสละชีวิตตัวเองเพื่อถ่วงเวลาให้คนที่เหลือหนีรอดมาได้”

ความจริงที่เปิดเผยทำให้เข้มปวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจ พ่อของเขาไม่ได้หายสาบสูญ… แต่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องเพื่อน และตายอย่างวีรบุรุษในแดนลับแลแห่งนี้

“แล้วเอ็งล่ะ… ไอ้หนุ่ม” แม่เฒ่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้เข้ม จ้องลึกเข้าไปในดวงตา “เจ้านายเอ็งป่วย… เอ็งพร้อมจะแลกชีวิตใครเพื่อให้มันรอด? ชีวิตเอ็งเอง? หรือชีวิตเพื่อนเอ็ง? …หรือชีวิตของเจ้านกน้อยตัวนี้?”

นางชี้ไม้เท้าไปที่นลิน

นลินสะดุ้ง เขามองหน้าเข้มด้วยความหวาดหวั่น ไม่ใช่กลัวตาย แต่กลัวคำตอบ… กลัวว่าภารกิจนี้จะเปลี่ยนชายผู้เปี่ยมคุณธรรมตรงหน้าให้กลายเป็นปีศาจ

เข้มนิ่งเงียบไปนาน นานจนจ้อยเริ่มใจคอไม่ดี มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ

“ข้าจะไม่แลกชีวิตใครทั้งนั้น” เข้มเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “ถ้าดอกไม้นั้นต้องใช้เลือดเนื้อคนบริสุทธิ์เซ่นสังเวย… ข้าก็จะไม่เอามันไป”

“แล้วเอ็งจะกลับไปมือเปล่า?” แม่เฒ่าเลิกคิ้ว

“ข้าจะไปให้เห็นกับตา” เข้มตอบเสียงหนักแน่น “ข้าจะไปที่สวนเทวะนั่น ข้าจะไปถามผู้เฝ้าสวนว่ามีวิธีอื่นไหม… และถ้าไม่มี ข้าก็จะหาสิ่งอื่นกลับไปรักษาเจ้านาย แต่ข้าจะไม่ยอมให้มือเปื้อนเลือดเพื่อนพ้องเด็ดขาด”

แม่เฒ่าจ้องมองเข้มอยู่อึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่าๆๆ! เหมือนพ่อไม่มีผิด! ไอ้พวกหัวดื้อ!”

นางทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินอีกครั้ง แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย “ดี… ข้าจะรอดูว่าเอ็งจะทำได้อย่างปากว่าไหม… นอนพักซะ พรุ่งนี้ข้าจะชี้ทางลับออกจากเมืองนี้ให้ ทางที่จะพาพวกเอ็งไปโผล่ที่ตีนเขาไกรลาส… ประตูสู่ป่าชั้นใน”

คืนนั้น ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่เวียงนาคราช

ทุกคนหลับใหลด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่เข้มนอนไม่หลับเขานั่งพิงเสาหิน มองดูเปลวไฟที่เต้นระริก ความเจ็บที่แผลทุเลาลงมากแล้ว

“นอนไม่หลับหรือ?”

เสียงนุ่มนวลดังขึ้น นลินเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ส่งกระบอกน้ำให้ “ข้าได้ยินเรื่องพ่อท่านแล้ว… เสียใจด้วยนะ”

เข้มรับน้ำมาดื่ม ยิ้มจางๆ “อย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่าพ่อข้าเป็นคนยังไง… เขาเป็นวีรบุรุษ ไม่ใช่คนขี้ขลาด”

เข้มหันมามองนลิน แสงไฟส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของกินนรหนุ่มดูงดงามจับใจ “นลิน… ถ้าถึงเวลาที่ต้องเลือกจริงๆ… ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ให้เจ้าเป็นอันตราย”

นลินสบตาเข้ม นัยน์ตาสีดำขลับสะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่ม เขาเอื้อมมือไปแตะที่หลังมือเข้มแผ่วเบา “ข้าเชื่อท่าน… พี่เข้ม”

ในความมืดมิดของนครร้างใต้พิภพ สองมือที่แตกต่างเผ่าพันธุ์กุมกันไว้แน่น เป็นสัญญาใจที่ผูกพันธนาการพวกเขาไว้ด้วยกัน แน่นหนายิ่งกว่าเถาวัลย์ใดๆ ในป่าหิมพานต์

ทว่า… ในมุมมืดของเพดานถ้ำ ดวงตาคู่หนึ่งของบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่กำลังจับจ้องมองพวกเขา เงาดำทะมึนค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านรูปปั้นพญานาคหิน…

มันคือเงาของ ‘ผู้ทรยศ’ ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มมนุษย์มาตั้งแต่ต้น และบัดนี้ มันได้รับรู้ความลับของบุปผาเทวาแล้ว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments