HomeChapterบทที่ ๔ : คมเขี้ยวและพันธมิตรจำเป็น

บทที่ ๔ : คมเขี้ยวและพันธมิตรจำเป็น

ตูม!

มวลน้ำมหาศาลแตกกระจายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับน้ำพุปีศาจ แรงกระแทกส่งผลให้ร่างโปร่งของกินนรหนุ่มกระเด็นถอยหลังไปชนกับโขดหิน กรงเล็บเท้าจิกเกร็งแน่นด้วยความเจ็บปวดจากปีกที่กระแทกซ้ำแผลเดิม

จากฟองคลื่นสีขาวโพลน ปรากฏศีรษะมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเขียวตะไคร่ มันมีรูปหน้าคล้ายจระเข้แต่เรียวยาวดั่งงู นัยน์ตาสีแดงฉานไร้แววปรานี แผงคอเป็นพังผืดหนาที่มีหนามแหลมคมกางออกข่มขวัญ

‘เหรา’ (เห-รา)

สัตว์อสูรครึ่งนาคครึ่งจระเข้ ผู้ครองวังน้ำวนแห่งนี้ มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมคมนับร้อยซี่ที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ พร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อดังก้องราวกับหม้อต้มน้ำเดือด

“ระวัง!” พรานเข้มตะโกนก้อง

ไวเท่าความคิด ร่างสูงใหญ่ของพรานหนุ่มกระโจนเข้าแทรกกลางระหว่างกินนรกับสัตว์ร้าย เข้มปักหลักยืนมั่น สองมือกระชับด้ามมีดหมอแน่น ปากขมุบขมิบวาดคาถา ‘คงกระพันชาตรี’ หุ้มกายา

เหราพุ่งฉกวูบเข้าใส่ด้วยความเร็วผิดกับขนาดตัว ปากกว้างงับเข้าที่ท่อนแขนซ้ายของเข้มที่ยกขึ้นรับ

กึก!

เสียงเขี้ยวปะทะผิวหนังดังสนั่นราวกับเหล็กกระทบเหล็ก ด้วยอานุภาพแห่งรอยสักและวิชาอาคม ผิวหนังของเข้มเหนียวดั่งทองแดงรมดำ เขี้ยวอสูรไม่สามารถเจาะทะลุเข้าเนื้อได้ แต่แรงบดขยี้มหาศาลนั้นทำเอากระดูกแขนของเขาลั่นกรอบ

“อึก!” เข้มกัดฟันกรอด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พยายามต้านแรงมหาศาลนั้นไว้สุดชีวิต “หนีไป! พาคนของข้าหนีไป!”

นลินที่ยังตะลึงงันมองดูแผ่นหลังกว้างของมนุษย์ตรงหน้าด้วยความสับสน ตามปกติมนุษย์ที่เขาเคยพบเจอล้วนแต่วิ่งหนีเอาตัวรอด หรือไม่ก็ผลักผู้อื่นไปเป็นเหยื่อ แต่ชายผู้นี้… ยอมเอาเนื้อหนังตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์อย่างเขา

ความรู้สึกบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาในอก… ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ศักดิ์ศรี’

“ข้าไม่ใช่นกกระจอกที่ต้องให้ใครมาปกป้อง!”

นลินตวาดลั่น ร่างเพรียวดีดตัวขึ้นจากพื้นด้วยพลังขาอันแข็งแกร่ง ปีกคู่ใหญ่กางสยายออกต้านลม แม้ข้างหนึ่งจะเจ็บปวดแต่เขาก็ฝืนกัดฟัน กระโดดลอยตัวขึ้นสูงข้ามหัวพรานเข้มไป

เฟี้ยว!

กรงเล็บเท้าอันแหลมคมดุจใบมีดโกนของกินนรตวัดวูบลงมาอย่างแม่นยำ เป้าหมายคือดวงตาสีแดงข้างขวาของเหรา

ฉึก!

เลือดสีคล้ำพุ่งกระฉูดออกจากตาอสูร มันกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ยอมคลายปากออกจากแขนของเข้มแล้วสะบัดหัวไปมาอย่างบ้าคลั่ง หางยาวทรงพลังฟาดกวาดไปทั่วบริเวณจนต้นไม้ริมธารหักโค่นระเนระนาด

“ตอนนี้แหละ!” นลินตะโกนสั่ง

เข้มไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่มันเสียหลักเปิดช่องว่างที่แผงคอ เขาพุ่งตัวเข้าไปประชิด มือขวาที่กำมีดหมออาคมแน่นตวัดฟันเข้าใส่จุดตายใต้คอหอย

“ตายซะ!”

คมมีดลงอาคมตัดผ่านเกล็ดหนาเข้าไปอย่างง่ายดายราวกับตัดหยวกกล้วย เลือดทะลักออกมาดั่งท่อประปาแตก เจ้าเหรายักษ์ดิ้นพล่าน เฮือกสุดท้ายมันพยายามจะฟาดหางใส่เข้ม แต่จ้อยและลูกทีมที่ตั้งสติได้แล้วต่างระดมยิงปืนคาบศิลาใส่ลำตัวมันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ

ร่างมหึมาค่อยๆ อ่อนแรงลง ก่อนจะร่วงฟาดลงกับพื้นน้ำตูมใหญ่ จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของลำธาร ทิ้งไว้เพียงคราบเลือดที่ลอยฟฟ่องแดงฉานไปทั่วผืนน้ำ

ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของทั้งคนและอมนุษย์

เข้มทรุดตัวลงนั่งชันเข่า กุมแขนซ้ายที่บวมช้ำจนเป็นสีม่วงคล้ำ ลุงมั่นรีบวิ่งเข้ามาดูอาการพร้อมย่ามยา

“กระดูกร้าว… แต่ไม่หัก” ลุงมั่นวินิจฉัยเสียงเครียด “หนังเอ็งเหนียวจริงไอ้เข้ม แต่แรงกระแทกขนาดนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาแขนขาดไปแล้ว”

ขณะที่หมอยากำลังพันเฝือกไม้ไผ่ให้ นลินค่อยๆ เดินย่องเข้ามาใกล้ เขายืนมองพรานหนุ่มด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีความหวาดระแวงเหมือนเก่า แต่กลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และ… ยอมรับ

“ทำไม?” นลินเอ่ยถามสั้นๆ น้ำเสียงหวานใสกังวานแต่ราบเรียบ

เข้มเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง “ข้าบอกแล้ว… ว่าพวกข้าไม่ได้มาร้าย ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าที่ช่วยพวกข้าจากดงเถาวัลย์ การตอบแทนบุญคุณ… คือวิสัยของคนจริง”

นลินนิ่งฟัง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาว ปีกคู่สวยหุบลงแนบลำตัว

“มนุษย์ประหลาด…” กินนรหนุ่มพึมพำ “ข้าชื่อ นลิน

“ข้าชื่อ เข้ม” พรานหนุ่มแนะนำตัวกลับ “ส่วนนั่น ลุงมั่น จ้อย และพวกพ้องข้า”

นลินพยักหน้าเล็กน้อยรับรู้ ก่อนจะตวัดสายตามองไปรอบๆ ป่าที่เริ่มมืดลงกว่าเดิม แสงจันทร์เริ่มถูกเมฆหมอกบดบัง

“กลิ่นเลือดของเหราจะเรียกพวกที่ร้ายกาจกว่านี้มา” นลินกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว… ถ้าพวกเจ้าไม่อยากกลายเป็นอาหารค่ำ ก็ตามข้ามา”

“เจ้าจะพาเราไปไหน?” จ้อยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ไปที่ที่มัจจุราชมองไม่เห็น”

นลินหันหลังเดินนำลิ่ว ร่างกายช่วงล่างที่เป็นนกเคลื่อนที่ผ่านโขดหินขรุขระได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว แม้ปีกข้างหนึ่งจะลู่ลงต่ำกว่าปกติเพราะอาการบาดเจ็บ เข้มสังเกตเห็นท่วงท่าการเดินนั้น… แม้จะดูหยิ่งทะนง แต่แผ่นหลังนั้นกลับดูโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

คณะเดินทางรีบเก็บข้าวของและเดินตามกินนรหนุ่มไป เส้นทางที่นลินพาไปนั้นวิบากและซับซ้อน ลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชันและโพรงถ้ำแคบๆ ที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีวันหาเจอ

ระหว่างทาง เข้มพยายามเดินไปเทียบข้างนลิน “ปีกเจ้า… เจ็บมากไหม?” เขาถามเสียงเบา

นลินชะงักเล็กน้อย หันมามองมนุษย์ตัวโตที่เดินกะเผลกๆ แต่ยังห่วงคนอื่น “แค่รอยเก่า… มันไม่เคยหายดี” นลินตอบเสียงแผ่ว พลางเบือนหน้าหนี “เก็บความห่วงใยของเจ้าไว้รักษาแขนตัวเองเถอะ พรานเข้ม”

แม้คำพูดจะดูห่างเหิน แต่เข้มกลับสังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของกินนรหนุ่ม รอยยิ้มที่ทำให้ป่าหิมพานต์อันมืดมิดดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา

ในที่สุด พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกขนาดเล็ก ทางเข้าถูกบดบังด้วยเถาไม้เลื้อยหนาทึบ

“ยินดีต้อนรับสู่รังของข้า… ‘ถ้ำกินนรพลัดถิ่น'”

นลินแหวกเถาวัลย์ออก ผายมือเชื้อเชิญมนุษย์กลุ่มแรกในชีวิตให้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวที่สุดของเขา พื้นที่ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความผูกพันที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่าหิมพานต์

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments