กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นหอมเอียนของป่าประหลาด
ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่มีใบสีม่วงคล้ำหนาทึบ ‘ลุงมั่น’ หมอยาชรากำลังง่วนอยู่กับการบดขยี้รากไม้สมุนไพรที่เตรียมมาจากโลกมนุษย์ลงบนแผลเหวอะหวะที่ข้อเท้าของพรานเข้ม เลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน
“พิษยางไม้พวกนี้มันร้ายเหลือ…” ลุงมั่นพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าไม่ใช่เพราะเอ็งมีหนังเหนียวคงกินลึกถึงกระดูกไปแล้ว ข้าพอกยาไว้ให้แล้ว แต่เอ็งต้องระวัง อย่าให้แผลโดนน้ำค้างในป่านี้เด็ดขาด”
พรานเข้มนั่งพิงโคนไม้ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แสบร้อนราวกับมีไฟสุมอยู่ในเนื้อ เขาพยักหน้ารับรู้ พลางยกขนนกปริศนาในมือขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
ขนนกสีขาวนวลตา ทว่าที่ปลายขนกลับมีสีดำสนิทแซมอยู่อย่างน่าประหลาด มันยาวกว่าขนนกทั่วไป เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหม และที่สำคัญ… มันยังมีไออุ่นจางๆ แผ่ออกมา สัมผัสของมันทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด
“เจ้าของขนนี้… ช่วยเราไว้” เข้มเปรยขึ้นแผ่วเบา
“นกตัวใหญ่ขนาดนั้นเชียวรึพี่เข้ม?” จ้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย “หรือจะเป็นพญาครุฑ?”
“ไม่ใช่ครุฑ…” เข้มส่ายหน้า แววตาครุ่นคิด “ครุฑมีกลิ่นอายอำมหิต ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง แต่เจ้านี่… เย็นเยียบ สงบนิ่ง เหมือนสายน้ำ”
เข้มสูดลมหายใจลึก จมูกที่ไวต่อกลิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นๆ แบบเดียวกับที่ลอยมาพร้อมเสียงเพลงเมื่อครู่ กลิ่นดอกบัวปนกลิ่นแป้งร่ำ… กลิ่นที่ลอยมาจากทิศเหนือ
“เก็บของ” เข้มสั่ง พลางยันกายลุกขึ้นยืนแม้ขาจะยังเจ็บ “เราต้องหาแหล่งน้ำล้างตัว และข้าคิดว่า… ข้ารู้ว่าต้องไปทางไหน”
…
การเดินทางในป่าหิมพานต์ชั้นนอกเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ทุกย่างก้าวคือการเดิมพันกับความตาย ต้นไม้รูปร่างบิดเบี้ยวบางต้นมีดวงตาที่กะพริบปริบๆ ตามลำต้น ดอกไม้สีสวยสดบางดอกส่งเสียงหัวเราะคิกคักชวนขนลุกเมื่อเดินผ่าน
คณะเดินทางลัดเลาะตามหลังพรานเข้มที่เดินนำลิ่ว แม้จะบาดเจ็บแต่ฝีเท้าของเขายังคงเงียบกริบดุจแมวย่อง ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงสายน้ำไหลรินก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้น พร้อมกับละอองน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยมาปะทะใบหน้า
จนกระทั่งพวกเขาแหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวออกมาพบกับภาพที่ทำให้ต้องตะลึงงัน
เบื้องหน้าคือลำธารใสสะอาดไหลคดเคี้ยวผ่านโขดหินสีนิล น้ำในลำธารใสแจ๋วจนมองเห็นเม็ดทรายสีทองเบื้องล่าง แสงจันทร์สองดวงสะท้อนผิวน้ำเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ดโปรยปราย แต่สิ่งที่สะกดสายตาของพรานเข้มไม่ใช่ความงามของธรรมชาติ
แต่เป็นร่างของสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่กำลังวักน้ำชำระล้างร่างกายอยู่ริมธาร
ร่างนั้นมีช่วงบนเป็นมนุษย์บุรุษเพศ รูปร่างโปร่งบางแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกระชับสวยงาม ผิวขาวผ่องราวน้ำนมตัดกับผมยาวสยายสีดำขลับที่เปียกลู่แนบแผ่นหลัง ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปกลับปกคลุมด้วยขนนกสีขาวนวล ท่อนขาเรียวยาวดุจขานกกระสา สิ้นสุดที่กรงเล็บคมวาววับที่เกาะกุมโขดหินไว้อย่างมั่นคง
และที่กลางแผ่นหลัง… ปีกคู่ใหญ่สีขาวหม่นกางสยายออก ปีกข้างซ้ายนั้นงดงามสมบูรณ์แบบ แต่ปีกข้างขวากลับมีขนสีดำแซมเป็นหย่อมๆ ดูคล้ายรอยตำหนิบนผ้าขาวบริสุทธิ์
‘กินนร’
สัตว์กึ่งเทพในตำนานที่เล่าขานว่ารูปงามเป็นเลิศและมีเสียงขับขานไพเราะจับใจ บัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาในระยะเอื้อมถึง
เข้มยกมือห้ามลูกน้องไม่ให้ขยับ เขายืนนิ่ง กลั้นหายใจ พินิจมองร่างนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันมิใช่ความกระหายใคร่รู้แบบพรานล่าเหยื่อ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกด
กินนรหนุ่มดูเหมือนจะไม่ทันระวังตัว เขาใช้มือเรียวสวยวักน้ำขึ้นลูบไล้ไปตามปีกข้างที่มีตำหนิ สีหน้าแสดงความเจ็บปวดเล็กน้อยยามที่นิ้วสัมผัสโดนขนสีดำเหล่านั้น ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อขยับพึมพำบทเพลงแผ่วเบา… ทำนองเดียวกับที่ช่วยชีวิตพวกเข้มไว้
แกรก!
เสียงกิ่งไม้แห้งใต้เท้าของจ้อยหักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ร่างที่ริมธารสะดุ้งสุดตัว กินนรหนุ่มหันขวับมามองผู้บุกรุกทันที ใบหน้านั้นงดงามราวกับรูปสลักชั้นครู คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตากลมโตสีนิลเจือแววตื่นตระหนก จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากได้รูป
“มนุษย์!”
เสียงหวานใสกังวานอุทานด้วยความตกใจ ปีกคู่ใหญ่กางพึ่บขึ้นเตรียมโผบินหนี แต่ทว่าดูเหมือนอาการเจ็บที่ปีกขวาจะกำเริบ ทำให้ร่างโปร่งเซถลาเกือบล้มลงน้ำ
“เดี๋ยว!”
เข้มตะโกนออกไปโดยสัญชาตญาณ เขาก้าวออกมาจากเงามืด ยกมือทั้งสองขึ้นระดับอกเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์
“พวกข้าไม่ได้มาร้าย”
กินนรหนุ่มถอยกรูดไปชิดโขดหินใหญ่ แววตาเปลี่ยนจากตื่นตระหนกเป็นแข็งกร้าว มือเรียวคว้าก้อนหินคมกริบขึ้นมาถือไว้เป็นอาวุธ ท่าทางระแวดระวังภัยราวกับสัตว์ป่าที่จนตรอก
“อย่าเข้ามา!” กินนรขู่อาฆาต เสียงนั้นแม้จะหวานหูแต่ก็แฝงอำนาจกดดัน “กลิ่นสาบของพวกเจ้า… กลิ่นเลือด… กลิ่นความโลภ ข้าได้กลิ่นมันโชยมาแต่ไกล!”
เข้มหยุดเดิน รักษาระยะห่างไว้ประมาณสิบก้าว เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงคู่นั้น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ
กินนรหนุ่มเกร็งตัวเตรียมพุ่งเข้าโจมตีทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่พรานหนุ่มหยิบออกมากลับไม่ใช่มีดหมอหรืออาวุธร้าย
มันคือขนนกสีขาวแซมดำเส้นหนึ่ง
“ข้าแค่อยากจะมาคืนสิ่งนี้” เข้มเอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม แตกต่างจากยามสั่งลูกน้องลิบลับ “และขอบคุณ… ที่ช่วยชีวิตพวกข้าไว้เมื่อครู่”
กินนรหนุ่มชะงัก สายตาจับจ้องไปที่ขนนกของตนในมือชายแปลกหน้า ความเกรี้ยวกราดลดทอนลงเล็กน้อย แทนที่ด้วยความประหลาดใจ
“เจ้า…” กินนรหนุ่มหรี่ตามองพรานเข้ม พินิจดูรอยสักและท่าทางองอาจที่ดูแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่เขาเคยแอบเห็น “เจ้าฟังเสียงเพลงของข้าออกกระนั้นรึ?”
“ไม่เพียงแต่ฟังออก…” เข้มก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า “แต่เสียงของเจ้า… ทำให้สัตว์ร้ายในตัวข้าสงบลง”
สายลมพัดวูบผ่าน หอบเอากลิ่นกายชายชาตรีและกลิ่นหอมเย็นของกินนรให้ผสมผสานกันกลางอากาศ ทั้งสองจ้องตากันนิ่งงัน ท่ามกลางแสงจันทร์สองดวงที่สาดส่องลงมาเป็นพยาน
ในวินาทีนั้น พรานเข้มรู้ตัวดีว่า ภารกิจล่าบุปผาอมตะของเขา อาจจะยากเย็นกว่าที่คิดเสียแล้ว… เพราะสิ่งล้ำค่าที่สุดในป่าแห่งนี้ อาจมิใช่ดอกไม้
แต่วินาทีแห่งความเงียบสงบก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อจู่ๆ ผิวน้ำในลำธารด้านหลังกินนรหนุ่มก็เริ่มปั่นป่วน ฟองอากาศผุดพรายขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเงาทะมึนขนาดมหึมาที่กำลังแหวกว่ายขึ้นมาจากใต้น้ำ…
“ระวัง!” เข้มตะโกนลั่น พร้อมกระชากมีดหมอออกจากฝัก พุ่งตัวเข้าไปหากินนรหนุ่มโดยไม่ลังเล
ตูม!


