HomeChapterบทที่ ๒ : ธรณีประตูสู่แดนลี้ลับ

บทที่ ๒ : ธรณีประตูสู่แดนลี้ลับ

หลังสิ้นเสียงคำรามสุดท้ายของเสือสมิง ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็กลับมาครอบงำป่าดงพญาไฟอีกครั้ง

พรานเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าม่านหมอกสีขาวโพลนที่ดูหนาทึบราวกับกำแพงยักษ์ มันไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งตามแรงลมอย่างหมอกทั่วไป แต่กลับหมุนวนเอื่อยๆ อยู่กับที่ ราวกับมีกระแสธารที่มองไม่เห็นคอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ กลิ่นที่ลอยออกมาจากหลังม่านหมอกนั้นมิใช่กลิ่นดินกลิ่นโคลน แต่เป็นกลิ่นหอมประหลาด… หอมเย็นยะเยือกคล้ายดอกพิกุลร่วงหล่นบนลานหิน ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขนลุกชันอย่างน่าประหลาด

“ทุกคนฟังข้า…” เข้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงหนักแน่น “หยิบเชือกมนตราในย่ามออกมา ผูกเอวต่อกันไว้ อย่าให้เชือกขาด และที่สำคัญ… ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามขานรับเด็ดขาด”

“เสียงอะไรหรือพี่เข้ม?” จ้อยถามเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาขณะผูกเชือกเข้ากับเอว

“เสียงคนที่เอ็งรัก… เสียงพ่อแม่ หรือแม้แต่เสียงของตัวเอ็งเอง” เข้มตอบเสียงเรียบ พลางกระชับด้ามมีดหมอแน่น “ที่นี่คือรอยต่อมิติ จิตที่อ่อนแอจะถูกล่อลวงได้ง่าย จำไว้… ตามหลังข้ามา ก้าวต่อก้าว”

คณะเดินทางทั้งห้าชีวิตค่อยๆ ก้าวเดินเข้าสู่ม่านหมอกนั้น ร่างของพวกเขาทีละคนถูกความขาวโพลนกลืนกินหายไป จนเหลือเพียงความว่างเปล่า

ภายในม่านหมอกนั้นไร้ซึ่งทิศทาง ไร้ซึ่งกาลเวลา

ทันทีที่เท้าสัมผัสธรณีหลังม่านหมอก ความหนาวเหน็บยะเยือกก็แล่นพล่านเข้าสู่กระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวจากอากาศ แต่เป็นความหนาวจาก ‘พลังงาน’ ที่แตกต่างจากโลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

ทัศนวิสัยรอบกายเหลือเพียงระยะเอื้อมมือ เข้มหลับตาลง ใช้ ‘ใจ’ นำทางแทนดวงตา สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับปลายมีดหมอที่สั่นระริกเบาๆ ราวกับเข็มทิศชี้ทางอาถรรพ์ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาตามสายลม เป็นเสียงที่คุ้นเคยจนน่าใจหาย

‘ไอ้เข้ม… ช่วยแม่ด้วย’ ‘พ่อหนาวเหลือเกินลูก’ ‘ทำไมเอ็งทิ้งข้าไว้…’

เสียงเหล่านั้นกรีดแทงเข้าไปในความทรงจำอันเจ็บปวด เข้มกัดฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มขมับ รอยสักเสือเผ่นที่กลางหลังร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้ง ช่วยดึงสติเขาให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“อย่าฟัง!” เข้มตวาดลั่น “เดินต่อไป!”

เขาออกแรงกระตุกเชือก ลากดึงสติลูกน้องที่เริ่มเดินสะเปะสะปะให้กลับเข้ามาในแถว การเดินฝ่าความขาวโพลนกินเวลายาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ จนกระทั่ง…

วูบ!

จู่ๆ ม่านหมอกก็จางหายไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นปัดเป่า

ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้ทุกคนในคณะเดินทางต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น

นี่มิใช่ป่าดงพญาไฟที่พวกเขารู้จัก… และมิใช่ผืนป่าใดๆ บนโลกมนุษย์

ต้นไม้เบื้องหน้านั้นสูงใหญ่เสียดฟ้า ลำต้นขนาดมหึมาหลายสิบคนโอบ ผิวไม้เป็นมันเลื่อมราวกับทองแดง ใบไม้ที่ปกคลุมหนาทึบมิใช่สีเขียวขจี แต่กลับมีสีสันแปลกตา ทั้งสีม่วงเข้ม สีคราม และสีแดงเลือดนก สลับสล้างกันไปราวกับภาพวาดของจิตรกรผู้บ้าคลั่ง

ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีดำสนิทของยามวิกาล แต่เป็นสีน้ำเงินเข้มจัดที่มีดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวงส่องสว่างเจิดจ้ากว่าปกติ และที่น่าประหลาดที่สุดคือ พระจันทร์ดวงกลมโตสีนวลผ่องสองดวง ลอยเด่นเคียงคู่กันอยู่กลางเวหา

“พระเจ้าช่วย…” ลุงมั่น หมอยาอาวุโสครางออกมาเบาๆ “ป่าหิมพานต์… มันมีจริงหรือนี่”

พรานเข้มกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขากู่ร้องเตือนภัยรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ที่นี่สวยงาม… ใช่ งดงามราวกับสรวงสวรรค์ แต่ใต้ความงามนั้น กลิ่นอายของ ‘ผู้ล่า’ ลอยอวลอยู่ทุกอณูอากาศ

“อย่าเพิ่งวางใจ” เข้มเตือนเสียงเครียด “ที่นี่สวยแต่รูป จูบไม่หอม… ระวังตัวไว้”

เขาพยายามก้าวเดินนำทางต่อ แต่ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นขึ้นมาจากบาดแผลที่หัวไหล่ เลือดสีแดงสดจากการต่อสู้กับเสือสมิงที่ยังไม่หยุดไหลซึม หยดลงสู่พื้นดินแปลกประหลาดนั้น

ติ๋ง…

เสียงหยดเลือดกระทบใบไม้แห้ง ฟังดูดังกังวานผิดปกติ

ฉับพลันนั้น พื้นป่าที่ดูสงบนิ่งก็เกิดปฏิกิริยา เถาวัลย์สีเขียวอมม่วงที่เลื้อยพันอยู่ตามโคนต้นไม้เริ่มขยับไหว ราวกับงูร้ายที่ได้กลิ่นเหยื่อ มันค่อยๆ เลื้อยคืบคลานเข้ามาหาจุดที่เลือดหยดลงอย่างเงียบเชียบ

“พี่เข้ม! ขาพี่!” จ้อยร้องลั่น

เข้มก้มลงมอง พบว่าเถาวัลย์หนามเหล่านั้นกำลังรัดพันข้อเท้าของเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆ หนามแหลมคมเริ่มเจาะทะลุกางเกงฝังลงในเนื้อ หวังจะดูดกลืนเลือดสดๆ

“บัดซบ!”

เข้มสบถลั่น ตวาดมีดหมอลงไปตัดเถาวัลย์จนขาดสะบั้น ยางไม้สีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมเล็กคล้ายเสียงทารก แต่ยิ่งตัด เถาวัลย์เส้นอื่นๆ ก็ยิ่งพุ่งเข้ามาหาเขาเป็นทวีคูณ ราวกับป่าทั้งป่ากำลังหิวกระหายเลือดเนื้อของมนุษย์ผู้บุกรุก

“ช่วยพี่เข้มเร็ว!”

ลูกทีมต่างพากันรุมฟันเถาวัลย์อย่างโกลาหล แต่ดูเหมือนจะไร้ผล เถาวัลย์เหล่านั้นเหนียวหนึบและงอกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มันเริ่มรัดพันขึ้นมาถึงเอวของเข้ม ดึงรั้งร่างหนาให้ล้มลงกับพื้น

ในวินาทีวิกฤตที่พรานหนุ่มกำลังจะถูกกลืนกินโดยผืนป่า ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนั้น… เสียงหนึ่งก็ดังแว่วขึ้น

วิ้ว… วิว…

มันเป็นเสียงผิวปาก… หรืออาจจะเป็นเสียงขลุ่ย? ไม่ใช่… มันคือเสียงขับขาน ท่วงทำนองหวานเศร้า แผ่วเบาพลิ้วไหวราวกับสายลม แต่กลับทรงพลังอำนาจประหลาด

เสียงนั้นดังก้องมาจากยอดไม้สูงใหญ่เหนือศีรษะ

ทันทีที่เสียงเพลงนั้นสัมผัสโสตประสาท เถาวัลย์มรณะที่กำลังบ้าคลั่งกลับชะงักนิ่ง ค่อยๆ คลายตัวออกจากร่างของพรานเข้มอย่างเชื่องช้า ราวกับถูกมนต์สะกด ยางไม้ที่ไหลเยิ้มหยุดไหล หนามแหลมคมหดกลับเข้าไป

เข้มรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนยอดไม้ต้นกำเนิดเสียงนั้น

ท่ามกลางแสงจันทร์สองดวงที่สาดส่อง ร่างเงาหนึ่งนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่สูงลิบ ร่างนั้นดูคล้ายมนุษย์ แต่ทว่ามีปีกขนาดใหญ่หุบแนบอยู่ที่แผ่นหลัง เส้นผมยาวสยายปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้านั้นถูกเงามืดบดบังเห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องประกายวาววับ… ดวงตาที่จ้องมองลงมาด้วยความสงสัยใคร่รู้

“ใครน่ะ?” เข้มตะโกนถาม เสียงแหบพร่า

เงานั้นไม่ตอบคำ ร่างเพรียวบางขยับตัวเล็กน้อย ปีกสีขาวหม่นกางออกเพียงครึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งพสุธาลงมา แล้วโผบินหายวูบเข้าไปในแนวป่าลึกอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงขนนกสีขาวที่มีลายสีดำแซมเพียงเส้นเดียว ร่วงหล่นลงมาสู่มือของพรานเข้ม

เข้มรับขนนกเส้นนั้นไว้ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นประหลาดที่ยังหลงเหลืออยู่… ความอบอุ่นที่ช่วยปลอบประโลมความเจ็บปวดจากบาดแผลให้ทุเลาลง

“นั่นมันตัวอะไร…” จ้อยถามเสียงหลง แหงนมองความว่างเปล่าบนท้องฟ้า

เข้มกำขนนกในมือแน่น แววตาสัตว์ร้ายในตัวเขาสงบลง เหลือเพียงความฉงนสนเท่ห์

“ข้าไม่รู้…” เข้มตอบเสียงแผ่วเบา สายตายังคงจับจ้องไปในทิศทางที่เงานั้นจากไป “แต่ดูเหมือนเจ้าป่าเจ้าเขาที่นี่… จะไม่ได้มีแต่มัจจุราชเสมอไป”

ป่าหิมพานต์ได้ต้อนรับพวกเขาแล้ว… ด้วยคมเขี้ยวของพืชกินคน และเสียงเพลงปริศนาจากผู้อยู่เหนือเวหา

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments