เสียงสายน้ำตกกระทบผิวน้ำเบื้องล่างดังอื้ออึง แต่เมื่อก้าวผ่านม่านน้ำตกเข้ามาสู่ภายในถ้ำ เสียงเหล่านั้นกลับเบาบางลงจนเหลือเพียงเสียงสะท้อนแผ่วเบาที่ชวนให้รู้สึกสงบ
ภายในถ้ำกินนรพลัดถิ่นมิได้มืดมิดและอับชื้นอย่างที่พวกมนุษย์จินตนาการ ผนังถ้ำประดับประดาไปด้วยผลึกหินสีนวลที่เรืองแสงจางๆ ราวกับดวงดาวนับพันดวงถูกจับมาขังไว้ เพดานถ้ำสูงโปร่งมีรากไม้ห้อยย้อยลงมาคล้ายม่านธรรมชาติ พื้นถ้ำปูลาดด้วยมอสหนานุ่มสีเขียวมรกตที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายยามสัมผัส
กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นจมูกลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นหอมหวานแต่สดชื่น ช่วยให้จิตใจที่ตึงเครียดของคณะเดินทางผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
“พวกเจ้าพักตรงนี้เถิด ตรงนี้ปลอดภัยที่สุด”
นลินผายมือไปยังลานกว้างกลางถ้ำที่มีโขดหินเรียบเนียนเหมาะแก่การนั่งพัก จ้อยและลูกทีมต่างทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาด้วยความอ่อนล้า ลุงมั่นรีบกุลีกุจอจัดเตรียมสมุนไพรเพื่อรักษาบาดแผลให้ทุกคน
พรานเข้มนั่งลงพิงผนังถ้ำอย่างระมัดระวัง เฝือกไม้ไผ่ที่แขนซ้ายทำให้เขาขยับตัวลำบาก แต่สายตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่เจ้าของบ้าน กินนรหนุ่มกำลังเดินไปที่มุมหนึ่งของถ้ำ ซึ่งมีตาน้ำเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากซอกหิน นลินวักน้ำล้างคราบเลือดออกจากแขนและขา ท่วงท่าระมัดระวังยามแตะต้องปีกข้างขวานั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาพรานหนุ่มไปได้
เข้มฝืนความเจ็บปวด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหานลินอย่างเงียบเชียบ
“ให้ข้าช่วยดูให้ไหม”
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้นลินสะดุ้งเล็กน้อย กินนรหนุ่มหันขวับมามอง ก่อนจะรีบหุบปีกแนบลำตัวราวกับต้องการซ่อนเร้นบางสิ่ง
“ไม่ต้อง” นลินปฏิเสธเสียงแข็ง “แผลแค่นี้ข้าจัดการเองได้ มนุษย์อย่างเจ้าจะไปรู้วิธีรักษาสัตว์วิเศษได้อย่างไร”
“ข้าอาจไม่รู้วิธีรักษาสัตว์วิเศษ…” เข้มเอ่ยเสียงนุ่ม “แต่ข้ารู้วิธีรักษากระดูกที่ผิดรูป… ปีกเจ้าไม่ได้แค่ถลอก แต่มันเคล็ดจากการกระแทกตอนเจ้าช่วยข้าไม่ใช่รึ?”
นลินเม้มปากแน่น เถียงไม่ออก ความเจ็บปวดที่โคนปีกร้าวลึกจนเขาแทบขยับมันไม่ได้ เข้มถือโอกาสนั้นนั่งลงข้างๆ อย่างถือวิสาสะ
“หันหลังมา” เข้มสั่งเบาๆ ไม่ใช่คำสั่งแบบเจ้านายสั่งบ่าว แต่เป็นน้ำเสียงที่แฝงความหนักแน่นแบบที่ทำให้นลินยอมทำตามอย่างงงๆ
กินนรหนุ่มค่อยๆ หันหลังให้ ปีกสีขาวหม่นคลี่ออกช้าๆ เผยให้เห็นขนสีดำแซมขาวที่ดูแปลกตาและรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำที่โคนปีก
เข้มยื่นมือหยาบกร้านของพรานป่าออกไปสัมผัสแผ่วเบาที่ขนปีกนั้น สัมผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหมทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ไล้นิ้วไปตามแนวรอยต่อของกระดูกปีก นลินสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งเขม็ง
“เจ็บหน่อยนะ”
กริ๊ก!
“โอ๊ย!” นลินร้องลั่น น้ำตาเล็ดออกมาที่หางตา เข้มดันกระดูกปีกที่เคลื่อนให้กลับเข้าที่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“เรียบร้อย… ทีนี้ลองขยับดู”
นลินกะพริบตาไล่น้ำตา ลองขยับปีกเบาๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความปวดหนึบๆ เล็กน้อย เขามองหน้ามนุษย์ตัวโตด้วยความทึ่ง
“มือหนักเป็นบ้า… แต่ก็… ขอบใจ” นลินพึมพำ ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความอาย
“ปีกเจ้าสวยนะ” จู่ๆ เข้มก็พูดขึ้น สายตายังคงจับจ้องที่ขนสีดำแซมขาวนั้น
นลินชะงัก รอยยิ้มจางๆ หายวับไปทันที แววตาหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด “สวยงั้นรึ? เจ้าตาบอดหรือเปล่ามนุษย์… นี่มันคือตรากาลกิณี”
กินนรหนุ่มสะบัดปีกอย่างรังเกียจส่วนหนึ่งของตัวเอง “ในเผ่าพันธุ์ของข้า กินนรต้องมีปีกสีขาวบริสุทธิ์ หรือสีทองอร่าม… ใครที่มีสีดำแปดเปื้อนแม้เพียงเส้นเดียว ถือเป็นตัวอัปมงคล นำความวิบัติมาสู่ฝูง… นั่นคือสาเหตุที่ข้าต้องมาอยู่ที่นี่ อยู่คนเดียวในป่าชั้นนอกที่แสนอันตรายนี้”
น้ำเสียงของนลินสั่นเครือเล็กน้อย เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่สั่งสมมานานปี
เข้มฟังเงียบๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขนนกเส้นหนึ่งที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาหมุนเล่น “ในโลกมนุษย์… เสือที่มีลายแปลกประหลาด มักจะเป็นจ่าฝูง หรือไม่ก็เป็นเสือเจ้าพ่อที่มีอิทธิฤทธิ์”
เข้มสบตานลินสื่อความหมายลึกซึ้ง “สิ่งที่แตกต่าง ไม่ได้แปลว่าเลวร้าย… มันอาจจะหมายถึงความพิเศษที่คนทั่วไปตาไม่ถึงต่างหาก สำหรับข้า… สีดำบนปีกเจ้า มันดูเข้มแข็ง เหมือนหยดหมึกบนผ้าไหม… งดงามและน่าเกรงขาม”
หัวใจของนลินกระตุกวูบ ความอบอุ่นวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วอก เขาไม่เคยได้รับคำชมเชยเช่นนี้มาก่อน ตลอดชีวิตมีแต่คำด่าทอและสายตาดูแคลน แต่มนุษย์ผู้นี้… ผู้ชายที่มีรอยสักน่ากลัวคนนี้ กลับมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุด
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเงียบงันลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่นุ่มนวลและเจือไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่เริ่มก่อตัว
“แล้วเจ้าล่ะ…” นลินเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน “เจ้าเข้ามาหาความตายในป่านี้ทำไม?”
เข้มพิงหลังกับผนังถ้ำ สีหน้าเคร่งขรึมลง “ข้ามาตามหาดอกไม้… บุปผาเทวา”
สิ้นเสียงของเข้ม นลินเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อขึ้นมาทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไป สวนกลับด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
“เจ้าว่าอะไรนะ!?” นลินลุกพรวดขึ้นยืน “เจ้าจะไปเอาบุปผาเทวา?”
“ใช่ นายจ้างข้าป่วยหนัก…”
“เจ้ามันโง่!” นลินตวาดลั่น เสียงดังก้องถ้ำจนลุงมั่นและคนอื่นๆ สะดุ้งตื่น “เจ้ารู้ไหมว่ามันคืออะไร? มันไม่ใช่แค่สมุนไพรที่จะเดินไปเด็ดเล่นๆ ได้! มันอยู่ใจกลางป่าหิมพานต์ ล้อมรอบด้วยเวทมนตร์โบราณ และเฝ้าโดยพญาครุฑกับพญานาคราช!”
นลินเดินวนไปมาอย่างร้อนรน ปีกกระพือไหวด้วยความกังวล “ไม่เคยมีใครรอดกลับมาจากที่นั่น… และต่อให้เจ้าไปถึง เจ้าก็ไม่มีวันได้มันมา เจ้ากำลังพาพวกพ้องไปตายเปล่า! กลับไปซะ… ทันทีที่ฟ้าสาง ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่ปากทาง”
“ข้ากลับไม่ได้” เข้มตอบเสียงเรียบแต่เด็ดขาด เขาลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับนลิน “ข้ามีเดิมพันด้วยชีวิต… และข้าจะไม่กลับไปมือเปล่า”
“แม้ว่ามันจะแลกด้วยชีวิตของเจ้า… หรือชีวิตของข้าอย่างนั้นรึ?” นลินสวนกลับ แววตาสั่นระริก
คำพูดนั้นทำให้เข้มชะงัก เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ดึงแค่ตัวเขาลงนรก แต่เขากำลังลากกินนรผู้มีพระคุณตนนี้ให้เข้าไปพัวพันกับหายนะด้วย
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไป” เข้มเอ่ยคำสัตย์สาบาน “ข้าขอแค่… พาข้าไปให้ใกล้ที่สุด ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
นลินจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาแน่วแน่คู่นั้น เขารู้ดีว่าห้ามมนุษย์ผู้นี้ไม่ได้… ความดื้อรั้นของพรานป่าช่างเหมือนกับหินผา
กินนรหนุ่มถอนหายใจยาว ไหล่ลู่ตกลงอย่างยอมจำนน “เจ้ามันคนบ้า… พรานเข้ม”
นลินเดินกลับไปทรุดตัวนั่งลงที่เดิม หันหลังให้เข้มเหมือนเดิม แต่คราวนี้เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเหนื่อยล้า “พักผ่อนซะ… พรุ่งนี้เราต้องผ่าน ‘ดงกินรี’ พวกนาง… ไม่ใจดีเหมือนข้าหรอกนะ”
เข้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขารู้ดีว่านั่นคือคำตกลง
คืนนั้น ภายในถ้ำที่เรืองรองด้วยแสงผลึก พรานหนุ่มและกินนรหนุ่มต่างหลับตาลงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป คนหนึ่งพบเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ส่วนอีกคน… พบใครบางคนที่ทำให้เขารู้สึกว่าปีกสีดำของตน ไม่ได้ไร้ค่าอีกต่อไป



