แสงสว่างจ้าบาดตาที่ปลายอุโมงค์ทำให้พรานเข้มต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ลมหายใจเฮือกแรกที่สูดเข้าปอดหลังจากขึ้นมาจากเมืองบาดาลช่างหอมหวานและสดชื่นจนแทบสำลัก มันมิใช่กลิ่นอับชื้นของดินและรากไม้ แต่เป็นกลิ่นหอมปรุงแต่งราวกับเครื่องหอมชั้นดีที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
“ถึงแล้ว…” เสียงแหบพร่าของแม่เฒ่าดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย “สุดเขตแดนของข้าแล้ว… ที่เหลือพวกเอ็งต้องไปกันต่อเอง จำไว้… สิ่งที่ตาเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น“
เมื่อสายตาปรับสภาพได้ ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาคณะเดินทางทั้งหมดถึงกับยืนตะลึงงันจนลืมความเหนื่อยล้า
เบื้องล่างคือหุบเขาขนาดมหึมาที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงเสียดฟ้า ยอดเขาเหล่านั้นปกคลุมด้วยหิมะสีเงินยวงสะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ นี่คือ ‘ป่าหิมพานต์ชั้นใน’ เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้ชิดกับสวรรค์มากที่สุด
ต้นไม้ในป่าแห่งนี้มิได้มีลำต้นเป็นเนื้อไม้สีน้ำตาล หากแต่เป็นสีทองคำสุกปลั่ง ใบไม้เป็นสีแก้วมณีหลากสี ทั้งมรกต ทับทิม และไพลิน ลำธารที่ไหลผ่านโขดหินมิใช่น้ำใสธรรมดา แต่เป็นสายธารสีมุกที่ส่งเสียงดนตรีแผ่วเบายามไหลกระทบหิน พื้นหญ้าหนานุ่มดุจพรมกำมะหยี่สีเขียวขจีมีดอกไม้แปลกตาส่งกลิ่นหอมยั่วยวน
“สวรรค์…” จ้อยพึมพำ ตาค้าง “นี่เราตายแล้วขึ้นสวรรค์รึพี่เข้ม?”
“ยัง…” เข้มตอบเสียงเรียบ พลางกระชับมีดหมอแน่น เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง “มันเงียบเกินไป… สวยเกินไป”
นลินก้าวมายืนข้างเข้ม สีหน้าของกินนรหนุ่มดูไม่ยินดียินร้ายกับความงดงามตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “นี่คือ ‘ป่าจิตรลดาวัน’ สวนพักผ่อนของเหล่าเทวดาและคนธรรพ์… อากาศที่นี่มีฤทธิ์ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม ลืมความทุกข์ ลืมเป้าหมาย และสุดท้าย… ก็ลืมทางกลับบ้าน”
นลินหันไปกำชับทุกคน “อย่าเด็ดผลไม้กิน อย่าดมดอกไม้ใกล้ๆ และอย่าหลงเชื่อภาพนิมิตใดๆ รีบเดิน… เราต้องผ่านป่านี้ไปให้ถึงตีนเขาไกรลาสก่อนตะวันตกดิน”
คณะเดินทางเริ่มออกเดินฝ่าดงไม้มณี ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นหอมหวานก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ร่างกายที่บาดเจ็บและอ่อนล้าเริ่มรู้สึกเบาสบาย ความเจ็บปวดที่แผลของเข้มทุเลาลงจนแทบไม่รู้สึก
“พี่เข้ม…” จู่ๆ ‘ไอ้ทอง’ ลูกหาบร่างกำยำคนหนึ่งในทีมก็หยุดเดิน ทองเป็นพรานรับจ้างฝีมือดีที่เงียบขรึมมาตลอดทาง เขายืนจ้องมองต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีผลรูปร่างคล้ายสตรีเปลือยกายห้อยระย้าอยู่
“มักกะลีผล” หรือ “นารีผล”
ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามดั่งเทพธิดา ผิวพรรณเปล่งปลั่งราวกับมีชีวิตจริงๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนทางกามารมณ์อย่างรุนแรง
“พี่… ข้าขอพักหน่อยได้ไหม?” ทองเอ่ยเสียงสั่น สายตาโลมเลียมักกะลีผลคู่นั้นไม่วางตา “ข้าเหนื่อย… ข้าอยาก… อยากพัก”
“ไม่ได้!” เข้มสั่งเสียงเฉียบขาด “เดินต่อ! นั่นมันกับดักกิเลส เอ็งอย่าไปมอง!”
“แต่ถ้าเอาไปขาย… เราจะรวยกันนะพี่” ทองหันมามองเข้ม แววตาเปลี่ยนไป มันไม่ได้ดูซื่อๆ เหมือนเดิม แต่กลับเต็มไปด้วยความโลภและความบ้าคลั่ง “และถ้าเราเอานังนกนี่ไปขายด้วย… เศรษฐีในเมืองคงให้ราคาไม่อั้น”
ทองชี้มือมาที่นลิน
นลินชะงัก ถอยหลังกรูดไปชิดเข้ม
“เอ็งพูดบ้าอะไรไอ้ทอง!” เข้มตวาด “ผีเข้าเอ็งรึไง!”
“ผีไม่ได้เข้า… แต่ข้าตาสว่างแล้วต่างหาก!” ทองแสยะยิ้ม คว้ามีดเดินป่าเล่มยาวออกมา “แม่เฒ่านั่นบอกว่าต้องใช้ชีวิตแลกชีวิตใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น… ทำไมเราต้องเอาชีวิตเราไปเสี่ยง? จับไอ้นลินนี่ไปเชือดบูชายันต์ แลกดอกไม้นั่นมา แล้วเอาดอกไม้ไปขายแบ่งเงินกัน ไม่ดีกว่ารึพี่เข้ม?”
“สารเลว!” เข้มคำราม สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวตื่นตัวทันที
“เอ็งมันโง่ พี่เข้ม!” ทองตะโกนลั่น “มัวแต่หลงเสน่ห์นกตัวผู้จนลืมรวย! ถ้าพี่ไม่ทำ… ข้าทำเอง!”
สิ้นเสียง ทองผิวปากวี๊ดวิ้ว สัญญาณลับดังก้องป่า ทันใดนั้น ลูกหาบอีกสองคนที่เดินรั้งท้ายก็ชักปืนแก๊ปออกมาเล็งมาที่เข้มและนลิน!
การทรยศหักหลัง!
ที่แท้ทองได้ลอบตกลงกับพรรคพวกบางส่วนไว้แล้ว ความโลภในสมบัติและความกดดันจากความตายในป่า เปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
“ทิ้งอาวุธซะพี่เข้ม… ถ้าไม่อยากให้ไอ้จ้อยกับลุงมั่นตาย” ทองขู่ พลางล็อคคอลุงมั่นไว้เป็นตัวประกัน
เข้มกัดฟันกรอด มือที่กำมีดหมอสั่นระริก ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะความโกรธแค้นที่ถูกหักหลัง “ปล่อยลุงมั่น… แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเอ็ง”
“ฮ่าๆๆ! ไว้ชีวิตข้า? พี่ดูสภาพตัวเองก่อนไหม บาดเจ็บปางตายขนาดนั้น จะเอาแรงที่ไหนมาสู้!” ทองหัวเราะร่า “ส่งตัวนลินมา! แล้วไสหัวไปซะ!”
เข้มมองนลินแวบหนึ่ง กินนรหนุ่มยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาฉายแววเจ็บปวด… เจ็บปวดที่เห็นสันดานดิบของมนุษย์อีกครั้ง
“ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น” เข้มประกาศก้อง “และข้าจะไม่ส่งใครให้พวกเดรัจฉานอย่างเอ็ง!”
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่ใช่จากฝั่งทอง
กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเฉียดหูทองไปเจาะเข้าที่กิ่งมักกะลีผลด้านหลัง น้ำยางสีแดงสดไหลเยิ้มออกมาดั่งเลือด ผู้ยิงคือ ‘จ้อย’ ที่อาศัยจังหวะเผลอ กลิ้งตัวหลบไปหลังพุ่มไม้แล้วยิงเปิดทาง
“พี่เข้ม! ลุยเลย!”
ความโกลาหลปะทุขึ้น เข้มพุ่งตัวเข้าใส่ทองทั้งที่แขนยังเจ็บ เขากระแทกไหล่เข้าที่อกทองจนเซถลา ลุงมั่นรีบวิ่งหนีตายออกมา นลินไม่รอช้า กางปีกออกแล้วกระพือลมอย่างแรง สร้างพายุหมุนขนาดย่อมพัดฝุ่นทรายเข้าตาพวกทรยศ
“ฆ่ามัน! ฆ่ามันให้หมด!” ทองตะโกนสั่งลูกน้องอย่างบ้าคลั่ง
การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นท่ามกลางดงไม้มณี เข้มใช้มีดหมอปัดป้องคมดาบของทองอย่างช่ำชอง แม้ร่างกายจะบาดเจ็บ แต่ฝีมือชั้นเชิงมวยและดาบของเขาเหนือกว่าทองมาก ทว่าลูกน้องอีกสองคนรุมเข้ามาเสริม ทำให้เข้มต้องรับมือรอบด้าน
“อึก!” เข้มโดนด้ามปืนกระแทกเข้าที่แผลเก่ากลางหลัง เขาทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
“เสร็จข้าละ!” ทองง้างมีดเตรียมฟันคอพรานหนุ่ม
“อย่าแตะต้องเขา!”
เสียงหวานใสกังวานตวาดลั่น นลินพุ่งตัวเข้ามาขวาง ใช้ปีกข้างซ้ายที่แข็งแรงกว่าตบเข้าที่ใบหน้าทองอย่างจัง แรงตบจากปีกกินนรหนักหน่วงราวกับถูกฟาดด้วยท่อนไม้ ทองหน้าหัน เลือดกบปาก
นลินไม่หยุดแค่นั้น เขาใช้กรงเล็บเท้าจิกเข้าที่ข้อมือทองจนมีดหลุดมือ แล้วหมุนตัวเตะก้านคอซ้ำด้วยท่วงท่าวิจิตรบรรจงราวกับการร่ายรำแต่มรณะ
ทองกระเด็นไปกระแทกกับต้นมักกะลีผล แรงกระแทกทำให้ผลไม้รูปหญิงสาวร่วงหล่นลงมาทับร่างทอง กลิ่นหอมรุนแรงฟุ้งกระจาย
“อ้ากกก! อะไรวะเนี่ย!”
ทองพยายามปัดป่าย แต่เมื่อผิวสัมผัสโดนเนื้อมักกะลีผลที่นุ่มหยุ่นเหมือนคนจริง ฤทธิ์ยาเสน่ห์ในผลไม้ก็ซึมเข้าสู่ร่างกายทันที ดวงตาของทองเริ่มลอยคว้าง เปลี่ยนจากความดุร้ายเป็นความเคลิบเคลิ้มราคะ เขาเริ่มกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผลไม้นั้น ส่งเสียงครางกระเส่าอย่างน่าสมเพช ลืมการต่อสู้ไปจนหมดสิ้น
ลูกน้องอีกสองคนเห็นหัวหน้าเสียสติไปต่อหน้าต่อตา ก็เกิดความหวาดกลัว ทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึก
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงครางน่ารังเกียจของทอง
เข้มยันกายลุกขึ้น มองดูสภาพอดีตลูกน้องด้วยความเวทนาปนสมเพช “กิเลส… ฆ่าคนได้ยิ่งกว่าคมมีด”
เข้มหันไปหานลิน ที่ยืนหอบอยู่ไม่ไกล ปีกข้างซ้ายมีรอยเลือดซึมออกมาจากการปะทะ “นลิน… เจ้าเจ็บไหม?”
นลินส่ายหน้า เดินตรงเข้ามาหาเข้ม สำรวจดูแผลที่หลังของพรานหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “แผลท่านฉีกอีกแล้ว… ท่านไม่ควรขยับตัวแรงแบบนี้”
“ถ้าข้าไม่ขยับ… ข้าคงเสียเจ้าไปแล้ว” เข้มตอบเสียงนุ่ม ยกมือขึ้นลูบหัวกินนรหนุ่มเบาๆ อย่างลืมตัว
นลินชะงัก สัมผัสอบอุ่นที่ศีรษะทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ เขาไม่ได้ปัดมือออก แต่กลับยืนนิ่งยอมให้ลูบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “พวกนั้นหนีไปแล้ว… แต่เราวางใจไม่ได้ ป่านี้อันตรายเกินไป เรารีบไปกันเถอะ… ทิ้งคนทรยศไว้กับความสุขจอมปลอมของมันที่นี่แหละ”
คณะเดินทางที่เหลืออยู่เพียง ๔ ชีวิต (เข้ม, นลิน, จ้อย, ลุงมั่น) รวบรวมข้าวของแล้วเร่งฝีเท้าออกจากดงมักกะลีผล ทิ้งร่างของทองที่กำลังเสพสมกับผลไม้ปีศาจไว้อย่างโดดเดี่ยว… อีกไม่นาน ร่างกายของมันจะถูกต้นไม้ดูดกลืนวิญญาณจนแห้งเหี่ยวกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อไป
เมื่อพ้นชายป่าจิตรลดาวัน ภาพเบื้องหน้าคือลานหินกว้างที่ทอดตัวยาวขึ้นสู่ภูเขาหิมะสูงเสียดฟ้า ลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนบาดผิว
“นั่นคือ ‘เขาไกรลาส’…” นลินชี้มือไปยังยอดเขาที่ตั้งตระหง่าน “และที่นั่น… คือที่อยู่ของบุปผาเทวา”
แต่ทว่า… บนเส้นทางสู่ยอดเขา กลับมีเงาทะมึนขนาดมหึมายืนขวางทางอยู่ มันคือร่างของ ‘พญาครุฑสีทอง’ ผู้มีรัศมีกายเจิดจ้าและน่าเกรงขามกว่าครุฑตนใดที่พวกเขาเคยพบเจอ
“ผู้เฝ้าประตูสวนสวรรค์” นลินอุทานเสียงสั่น “งานหนักแล้วพี่เข้ม… นั่นคือขุนพลเอกของพญาเวนไตย… ‘พญาสุบรรณราช’“
พรานเข้มกระชับมีดหมอในมือแน่น แม้ร่างกายจะสะบักสะบอม แต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยว “จะเทวดาหรือพญาครุฑ… ถ้าขวางทางข้า ข้าก็ต้องฝ่าไป!”



