สายลมกรรโชกแรงหอบเอากลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบสางลอยคลุ้งไปทั่วคุ้มเจ้าพระยา เสียงไอกระเสาะกระแสะดังเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนใหญ่ที่ปิดหน้าต่างมิดชิด ราวกับกลัวว่าแสงตะวันจะพรากวิญญาณของผู้ที่อยู่ข้างในไป
“มัน… อยู่ที่นั่น… ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่นั่น”
ชายชราผู้มีอำนาจล้นฟ้าในย่านนี้ บัดนี้กลับนอนตัวลีบผอมแห้ง ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีแผลพุพองส่งกลิ่นเหม็นเน่า เขากำลังพร่ำเพ้อถึงสิ่งเดียวที่จะช่วยยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ดอกไม้… ดอกไม้นั่น”
บ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่มีใครกล้าสบตาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่ในเงามืด รัศมีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของเขาจนทำให้อากาศในห้องเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม
“พรานเข้ม” เสียงแหบแห้งเรียกชื่อเขา “เอ็งต้องไปเอามันมาให้ข้า… แล้วข้าจะคืนทุกอย่างให้ตระกูลเอ็ง”
ชายหนุ่มในเงามืดขยับตัว แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวเผยให้เห็นดวงตาคมกริบดั่งพญาเสือและรอยสักอักขระโบราณที่โผล่พ้นคอเสื้อขึ้นมา
“ท่านรู้ใช่ไหมว่าที่นั่นไม่ใช่ที่เดินเล่น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ “ป่าหิมพานต์… เข้าไปสิบ ตายเสียเก้า อีกหนึ่งรอดกลับมาก็กลายเป็นบ้า”
“ข้าไม่สน!” ชายชราตะคอกจนไอโขลก “ข้าต้องการบุปผาเทวา! ไปเอามันมา! แล้วหนี้ชีวิตพ่อแม่เอ็ง… ข้าจะถือว่าชดใช้กันจนหมดสิ้น!”
พรานเข้มกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ เขามองดูสภาพน่าสมเพชของคนตรงหน้า ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปสู่ความมืดมิดของรัตติกาล
“เตรียมของ… ข้าจะออกเดินทางยามสาม”



