๑ มีนาคม ๒๕๖๓
วันนี้เป็นวันที่ผมทั้งอยากให้มาถึงและอยากจะยื้อเวลาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ กลิ่นดอกกุหลาบที่อบอวลไปทั่วโรงเรียนและแถบผ้าสีขาวที่เขียนว่า ‘Success’ บนหน้าอกของเพื่อนๆ พี่ๆ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่า ภารกิจ ๓ ปีในรั้วมัธยมปลายของผมกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
✍️ บันทึกหน้าที่ ๓๐: เมื่อคำว่า ‘พี่’ และ ‘น้อง’ เริ่มพร่าเลือน
เช้านี้ผมตื่นมาส่องกระจกด้วยความรู้สึกที่ต่างจากวันแรกที่เจอจิณณ์อย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เห็นเด็กแว่นตัวกลมที่ขาดความมั่นใจอีกต่อไป แต่ผมเห็นชายหนุ่มที่รู้จักความหมายของการพยายามเพื่อใครบางคน ผมบรรจงกลัดเข็มกลัดประธานชมรมวารสารเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินเข้าสู่รั้วโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความทรงจำ
“เฮ้ยไอ้พีท! มาให้กูเซ็นเสื้อเดี๋ยวนี้!” ไอ้ตั้มตะโกนมาแต่ไกล ในมือมันถือปากกาเคมีสีเข้ม ส่วนก้อยยืนอยู่ข้างๆ พร้อมช่อดอกไม้ทำจากขนมที่ผมชอบ “มึงอย่าร้องไห้นะมึง ถ้ามึงร้อง กูก็จะร้องด้วย”
“ใครจะร้องล่ะ… กูแค่ฝุ่นเข้าตา” ผมยิ้มตอบ ขณะที่เสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดตาของผมเริ่มถูกแต่งแต้มด้วยลายเซ็นและคำอวยพรจากมวลมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
[ใต้ต้นหางนกยูงที่เดิม]
ท่ามกลางความวุ่นวายของงานปัจฉิมฯ ผมแอบปลีกตัวมานั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนข้างสนามบาสเกตบอล ที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น ลมเอื่อยๆ พัดเอาดอกหางนกยูงสีแสดร่วงหล่นลงมา
ตึ้ก… ตึ้ก… ตึ้ก…
เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม้ดังขึ้นเบาๆ ผมหันไปมอง เห็นจิณณ์ในชุดนักเรียนมัธยมห้า (ที่ยังต้องเรียนต่ออีกปี) เดินเข้ามาหา เขาไม่ได้ถือลูกบาส แตถือช่อดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสช่อใหญ่
“ยินดีด้วยนะครับ… พี่พีท” จิณณ์ยื่นดอกไม้ให้ รอยยิ้มของเขายังคงสว่างไสวและมีพลังเหมือนวันแรก แต่แววตานั้นดูโตขึ้นและมั่นคงกว่าเดิม
“ขอบคุณนะจิณณ์… ปีหน้าถึงตานายแล้วนะ” ผมรับดอกไม้มาถือไว้ กลิ่นหอมจางๆ ของมันทำให้ใจผมสั่น
จิณณ์ขยับเข้ามานั่งข้างๆ เขาเอื้อมมือมาจับมือผมไว้พลางมองไปที่สนามบาสที่ว่างเปล่า “พี่ไม่อยู่แล้ว ใครจะคอยคั้นน้ำส้มให้ผม? ใครจะคอยติวเลขให้ผมจนดึก? แล้วใครจะคอยมาเต้นมาสคอตกู้ชีพให้ผมอีกล่ะ?”
“จิณณ์โตแล้วนะ… ดูแลตัวเองได้แล้ว” ผมแกล้งพูดเย้า แต่อกข้างซ้ายกลับหน่วงจนพูดไม่ออก
“ผมโตแล้ว… แต่ผมก็ยังอยากให้พี่อยู่ใกล้ๆ อยู่ดี” จิณณ์หยิบปากกาเคมีออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “พี่พีทครับ… ผมขอเซ็นเสื้อพี่เป็นคนสุดท้ายนะ”
จิณณ์บรรจงเขียนลงบนปกเสื้อด้านใน ตรงที่อยู่ใกล้หัวใจของผมที่สุด ข้อความนั้นไม่ใช่คำอวยพรโหลๆ แต่เป็นประโยคที่ทำให้ผมน้ำตาไหลออกมาจริงๆ
[ ขอบคุณที่เปลี่ยนตัวเองเพื่อผม… และขอบคุณที่รอให้ผมรักพี่นะครับ ]
[คำสัญญาบนทางเดิน]
เราเดินจูงมือกันผ่านอาคารเรียนที่เคยเป็นที่หลบซ่อนความลับ ผ่านห้องสมุดที่เคยมีรอยจูบจางๆ บนหลังมือ และผ่านรั้วโรงเรียนที่เคยเป็นพยานของหยดน้ำตา
“พี่เข้ามหา’ลัยแล้ว อย่าเพิ่งรีบมีแฟนใหม่นะ” จิณณ์พูดพลางบุ้ยปาก “ผมจะตั้งใจซ้อม ตั้งใจเรียน แล้วจะรีบตามพี่ไปเรียนที่เดียวกันให้ได้”
“พี่รอเก่งจิณณ์ก็รู้…” ผมหันไปส่งยิ้มให้เขา “สามปีที่ผ่านมาพี่ยังรอได้เลย แค่อีกปีเดียว… ทำไมพี่จะรอไม่ได้ล่ะ”
เราหยุดยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ของโรงเรียน ผมก้าวข้ามเส้นขอบประตูออกไปสู่โลกกว้างในฐานะศิษย์เก่า ขณะที่จิณณ์ยังคงยืนอยู่ข้างใน เขายืนโบกมือให้ผมจนลับสายตา
✍️ บันทึกหน้าที่ ๓๑: จบการศึกษา… แต่ไม่จบความสัมพันธ์
วันนี้ผมปิดไดอารี่เล่มนี้ลงด้วยรอยยิ้มครับ ผมก้าวออกจากโรงเรียนมาพร้อมกับตัวตนใหม่ที่ผมภูมิใจ และความรักที่เป็นแรงผลักดันให้ผมก้าวต่อไป ระยะห่างระหว่าง ม.๖ กับ ม.๕ อาจจะดูเหมือนห่างกันหนึ่งปี แต่ระยะห่างระหว่างใจเรา… ตอนนี้มันคือศูนย์ครับ
ปล. จิณณ์แอบยัดรูปคู่ของเราใบแรกลงในกระเป๋าเสื้อผมด้วย… รูปที่ผมยังใส่แว่นหนาเตอะและเขายังเหงื่อโชกสนาม 🧡🏀🎓



