๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้เหมือนในซีรีส์ที่ผมเคยดูเลยครับ ไม่มีเวลาว่างมานั่งละเลียดความรัก เพราะตารางเรียนคณะศิลปกรรมฯ ของผมมันเดือดระอุตั้งแต่อาทิตย์แรก ผมต้องแลกชุดนักเรียนที่เคยเนี้ยบกริบเป็นเสื้อช็อปเปื้อนสี และแลกการไปนั่งเฝ้าข้างสนามบาส เป็นการนั่งปั่นงานในสตูดิโอจนฟ้าสาง
✍️ บันทึกหน้าที่ ๓๒: ระยะห่างที่ไม่ได้วัดเป็นกิโลเมตร
วันนี้จิณณ์ส่งข้อความมาหาตอนสี่โมงเย็นครับ 📱 “พี่พีท วันนี้ซ้อมหนักมากเลย คิดถึงน้ำส้มของพี่จัง”
ผมอ่านข้อความนั้นตอนสี่ทุ่ม หลังจากเพิ่งล้างพู่กันเสร็จ มือผมสั่นเพราะความล้า ผมอยากจะตอบกลับไปยาวๆ อยากจะเล่าเรื่องรุ่นพี่จอมโหดหรือเรื่องรูมเมทที่กรนดัง แต่นิ้วมือมันหนักเกินกว่าจะพิมพ์อะไรได้มากกว่า… 📱 “สู้ๆ นะจิณณ์ พี่เพิ่งปั่นงานเสร็จ เหนื่อยจัง นอนก่อนนะ”
ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกครับ เราคุยกันน้อยลง… ไม่ใช่เพราะรักน้อยลง แต่มันเหมือนเรากำลังอยู่คนละโลก ผมกำลังก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ส่วนจิณณ์ยังคงอยู่ในโลกที่มีเสียงนกหวีดและกฎระเบียบของโรงเรียน
[ความหวั่นไหวในแสงสี]
มิตรภาพใหม่ๆ เริ่มเข้ามาในชีวิตผมครับ ผมมีกลุ่มเพื่อนใหม่ที่เข้าใจเรื่องศิลปะเหมือนกัน และหนึ่งในนั้นคือ “พี่แทน” รุ่นพี่ปีสามที่คอยดูแลผมในโปรเจกต์แรก พี่แทนเป็นคนใจดี อบอุ่น และที่สำคัญ… เขาเป็นผู้ใหญ่ที่คุยกับผมได้ทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องความอึดอัดใจที่ผมไม่สามารถเล่าให้จิณณ์ฟังได้เพราะกลัวน้องจะคิดมาก
“พีท… กังวลเรื่องแฟนที่โรงเรียนเหรอ?” พี่แทนถามขณะที่เรานั่งกินกาแฟกันตอนดึกเพื่อรอสีแห้ง
“นิดหน่อยครับพี่… ผมแค่ไม่รู้ว่าเราจะยังคุยเรื่องเดิมๆ กันได้อีกนานแค่ไหน” ผมถอนหายใจ “ในวันที่ผมพูดเรื่องงานดีไซน์ แต่เขายังพูดเรื่องสอบมิดเทอม… มันเหมือนเราเริ่มพูดคนละภาษากันเลย”
“ระยะห่างมันน่ากลัวนะพีท” พี่แทนวางมือบนไหล่ผม “แต่มันก็คือบทพิสูจน์ว่า ‘คนในความทรงจำ’ จะสู้ ‘คนในปัจจุบัน’ ได้หรือเปล่า”
คำพูดของพี่แทนทำให้ผมชะงัก ผมมองเงาตัวเองในกระจก… พีทคนนี้ดูดีกว่าเดิม มั่นใจกว่าเดิม แต่ทำไมข้างในกลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างประหลาด
[คืนวันที่ไม่มีเสียงตอบรับ]
วันเสาร์ที่ผมควรจะได้กลับไปหาจิณณ์ที่โรงเรียนตามสัญญา ผมกลับถูกเรียกตัวด่วนให้ไปช่วยจัดนิทรรศการของคณะ ผมตัดสินใจโทรหาจิณณ์เพื่อบอกยกเลิกนัด
“จิณณ์… พี่ไปไม่ได้แล้วนะ งานด่วนจริงๆ”
ปลายสายเงียบไปนานจนผมต้องถามซ้ำ จิณณ์ถอนหายใจเบาๆ “ไม่เป็นไรครับพี่… งานพี่สำคัญกว่าผมอยู่แล้ว ผมเข้าใจ”
“จิณณ์ อย่าประชดดิ พี่ก็เหนื่อยนะ”
“ผมไม่ได้ประชด! แต่พี่รู้ไหมว่าวันนี้ผมอุตส่าห์ขอโค้ชลาซ้อมเพื่อจะไปรอพี่ที่ร้านชานมที่เดิมของเรา…” เสียงจิณณ์เริ่มสั่น “พี่พีทเปลี่ยนไปมากเลยนะ ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย พี่ดูเหมือนไม่อยากกลับมาที่โรงเรียนนี้อีกแล้ว”
ตึ้ด…
จิณณ์กดวางสายไป ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมคณะที่กำลังสนุกสนาน ความห่างเหินเริ่มกัดกินเราทีละนิดเหมือนสนิมที่เกาะกินหัวใจ
✍️ บันทึกหน้าที่ ๓๓: ความกลัวที่กลายเป็นจริง
ผมกลัวครับ… กลัวว่าวันหนึ่งเราจะกลายเป็นแค่ ‘คนรู้จัก’ ที่มีความทรงจำร่วมกัน จิณณ์ยังอยู่ที่เดิม ที่สนามบาสเดิม ที่ที่ผมเคยแอบมองเขา แต่ผม… ผมกำลังเดินไปข้างหน้า สู่โลกที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีที่ว่างให้จิณณ์อยู่ข้างๆ หรือเปล่า
เราจะยังรักกันเหมือนเดิมไหม? หรือเราแค่กำลัง ‘พยายาม’ รักกันให้เหมือนเดิม… เพื่อไม่ให้เสียดายเวลาที่ผ่านมา?
ปล. วันนี้ผมไม่ได้กินน้ำส้ม… แต่น้ำตาที่ไหลลงมามันเค็มและขมกว่าส้มลูกไหนๆ ที่เคยคั้นมาเลยครับ 💔🌧️


