เย็นวันนั้น
ท่านย่าเรียกประชุมทายาททั้งหมดในห้องโถงใหญ่ ไม่ใช่เพราะอยากได้คำตอบ แต่เพราะเธออยากเห็น “ความเงียบของทุกคน” มารวมอยู่ในที่เดียวกัน
โต๊ะอาหารยาวเหยียดถูกจัดวางใหม่ ดอกไม้กลางโต๊ะถูกเปลี่ยนเป็นดอกสีขาวล้วน ขาวสะอาด… แบบที่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ แต่มันคือการประกาศศักดาว่า ความตาย… ทำให้ทุกอย่างต้องเนี้ยบกริบยิ่งขึ้น
คนในตระกูลทยอยเดินเข้ามาทีละคน มารยาทสมบูรณ์แบบ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนภาพวาดราคาแพงที่ถูกใส่กรอบทอง ไม่มีใครร้องไห้ฟูมฟาย ไม่มีใครโวยวายแตกตื่น เพราะบ้านหลังนี้ไม่อนุญาตให้ “อารมณ์” ล้นทะลักเข้ามาถึงโต๊ะอาหาร
เรนยืนสงบอยู่ด้านหลัง เขาไม่ได้เป็นสมาชิกในวงสนทนา แต่เป็นดวงตาอีกคู่ที่ท่านย่าเรียกตัวมา เพื่อให้ “ความจริง” มีคนนั่งเฝ้าดู
- 👑 กวิน: นั่งประจำที่หัวโต๊ะฝั่งขวา ตำแหน่งของ “ผู้รับช่วงต่อ”
- 👵 ท่านย่า: นั่งหัวโต๊ะตรงกลาง ตำแหน่งของ “เจ้าของเวลา”
ปลายไม้เท้าของเธอเคาะลงบนพื้นหินอ่อน กึก เบา ๆ เพียงครั้งเดียว แต่เสียงนั้นกลับทำให้ทุกคนปรับจังหวะหายใจให้พร้อมกันโดยอัตโนมัติ
“สองศพ” ท่านย่าเอ่ยขึ้น เสียงของเธอไม่ดัง แต่มันหนักแน่นเหมือนควันธูปที่ซึมลึกเข้าไปในผนัง “ในบ้านของเราเอง”
เธอกวาดสายตามองทุกคนทีละคน เหมือนนักปรุงน้ำหอมที่ไล่ดมกลิ่นจากขวดทีละใบ… ไม่รีบร้อน และไม่พลาดแม้แต่รายเดียว
“อารัญตายที่ห้องเก็บสูตร พิชญ์ตายในเรือนกลั่น ทั้งสองคนเป็นคนที่รู้เรื่อง Eros Bloom” เธอเว้นจังหวะ เพื่อให้ความเงียบทำงาน “ใครอยากบอกฉันไหม ว่าทำไมความลับนั้น… ถึงต้องแลกมาด้วยชีวิต”
มิลานยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “ท่านย่า… ทุกคนรู้กันดีว่าโปรเจกต์นั้นถูกปิดไปแล้วตั้งแต่แม่เรนหายตัวไป บริษัทก็ต้องเดินหน้าต่อ เราไม่ควรขุดเรื่องนี้ขึ้นมาทำร้ายชื่อเสียงของบ้านอีกนะคะ”
ถ้อยคำของเธอสวยหรู เรียบง่าย ดูดี เหมือนฉลากน้ำหอมที่พิมพ์คำว่า “สุภาพ” แปะไว้ แต่เรนกลับได้กลิ่นของ “การป้องกันตัว” ลอยฟุ้งออกมาจากด้านหลังประโยคนั้น
ท่านย่ามองมิลาน มองด้วยสายตาของผู้ที่ผ่านโลกมาจนรู้ว่า ความสวยงามไม่เคยชนะอำนาจของไม้เท้าได้
“ชื่อเสียงบ้าน?” เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ชื่อเสียงไหนจะอยู่เหนือศพในบ้านตัวเอง… ยิ่งพยายามปิด มันก็ยิ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นนั้นจะลอยออกไปฟ้องคนข้างนอกเอง”
มวลอากาศในห้องดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นอีกครึ่งองศา ท่านย่าวางมือเหี่ยวย่นลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่เรียกทุกคนมาฟังคำพูดสวยหรู ฉันเรียกมาเพื่อให้ตอบคำถามเดียว” เธอชี้ไปที่ขวดแก้วสามใบที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ขวดไร้ฉลาก แต่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่เรนจำได้แม่นยำจากสมุดบันทึกของแม่
🧪 ขวดสามใบนี้ คือ Primer / Phase-1 / Phase-2 ของ Eros Bloom
“คืนนี้… ฉันจะให้ทุกคนอยู่ในบ้าน ห้ามออก ห้ามเข้า จนกว่าเราจะรู้ว่า ใครคือคนที่เอากลิ่นนี้กลับมาปลุกผี”
คำว่า “ปลุกผี” ของท่านย่า ไม่ใช่เรื่องของวิญญาณหลอน แต่มันหมายถึง “ธุรกิจมืด” ที่ถูกขุดขึ้นมาจากหลุม สารวัตรภาคย์ทำท่าจะเอ่ยขัดขึ้น แต่ท่านย่ายกนิ้วชี้ขึ้นเพียงนิ้วเดียวเพื่อหยุดเขา
“นี่ไม่ใช่การกักตัวแบบตำรวจ แต่นี่คือการกักตัวแบบเจ้าของบ้าน ถ้าคุณยังอยากให้คดีเดินไปตามเหตุและผล คุณก็ต้องเดินไปพร้อมกับฉัน”
เธอไม่ได้พูดขู่ แต่ถ้อยคำของเธอทำให้คนทั้งบ้าน “ยอมจำนน” เหมือนคนที่ยอมให้กลิ่นที่ทรงพลังกว่าเข้าครอบงำ กวินหันมองท่านย่า “ย่าแน่ใจไหมครับว่าต้องทำถึงขนาดนี้”
ท่านย่าสบตาหลานชาย สายตาของเธอเหมือนกำลังจะบอกว่า… บ้านหลังนี้เลี้ยงดูแกมาอย่างไร แกยังรู้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความจริง
“ถ้าคนร้ายเป็นคนในบ้าน เขาจะต้องขยับหมากอีกครั้ง เมื่อหมากตัวนั้นไม่มีทางหนี… เขาจะรีบ” เธอกล่าวเสียงเรียบ “และคนที่รีบร้อน… คือคนที่ทำกลิ่นหลุดออกมาได้ง่ายที่สุด”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ท่านย่าจะหมุนปิดฝาขวดแก้วให้แน่นสนิท
“ใครเพลี่ยงพล้ำก่อน… แพ้ก่อน บ้านนี้ไม่มีที่ว่างให้สำหรับคนมืออ่อน”



