HomeChapterบทที่ 11: ลูกค้ารายแรกกับห้องสมุดเที่ยงคืน (The First Client & The Midnight Library)

บทที่ 11: ลูกค้ารายแรกกับห้องสมุดเที่ยงคืน (The First Client & The Midnight Library)

หลังจากเหตุการณ์เวทีถล่ม ชีวิตของผม… นายธาวิน วงศ์สวัสดิ์ ก็ไม่เคยกลับมาเป็นปกติอีกเลย หนึ่งคือ… ผมมี “ยมทูต” เป็นรูมเมท (แถมยังเป็นยมทูตที่ผมเพิ่งสารภาพกลายๆ ว่าขาดไม่ได้) สองคือ… โลกใบเดิมที่เคยมีแค่สิ่งมีชีวิต ตอนนี้มันอัดแน่นไปด้วย “สิ่งที่ไม่มีชีวิต”

“กรี๊ดดด! ไม่เอา! อย่าตามมานะเว้ย!” ผมวิ่งหน้าตั้งออกมาจากห้องน้ำชายชั้น 5 ตึกคณะสถาปัตย์ฯ ขาสั่นพับๆ แทบจะสะดุดขากางเกงตัวเอง

“เป็นบ้าอะไรอีกวิน?” กาลเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตก’ ที่เขานั่งอ่านอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าห้องสตูดิโอ (ซึ่งจริงๆ แล้วเขามานั่งเฝ้าผมทำงาน)

“ผี! ผีอีกแล้ว!” ผมกระโดดไปหลบหลังเก้าอี้เขา “คราวนี้มาเป็นหัว! หัวลอยได้อยู่ในโถฉี่!”

กาลถอนหายใจ… ปิดหนังสือดังปับ “นั่นมัน ‘ลุงมั่น’ ภารโรงเก่าที่หัวใจวายตายเมื่อสิบปีก่อน แกแค่ชอบมาตรวจความเรียบร้อย… เจ้าก็แค่ฉี่ให้ลงโถ แกก็ไม่ว่าอะไรแล้ว”

“ใครจะไปฉี่ออกวะ! มีหัวคนมาลอยจ้อง ‘น้องชาย’ ผมเนี่ย!”

กาลหรี่ตามองต่ำ… แล้วยิ้มมุมปาก “หึ… ก็ไม่ได้มีอะไรน่ามองขนาดนั้นนี่”

“ไอ้กาล! ปากปีจอ!”

ณ หอสมุดกลาง เวลา 23.00 น.

ช่วงสอบมิดเทอมใกล้เข้ามา เด็กสถาปัตย์ฯ อย่างพวกเราไม่มีคำว่านอน หอสมุดโซน 24 ชั่วโมงจึงกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ผมนั่งปั่นงานโมเดลตัดกระดาษชานอ้อยมือหงิก ส่วนกาล… นอนเอาหนังสือปิดหน้าหลับอยู่ข้างๆ (เขาบอกว่าการนอนในห้องสมุดช่วยซึมซับปัญญา… เชื่อตายล่ะ)

ตึก… ตึก… ตึก…

เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งผ่านชั้นหนังสือด้านหลังผมไป ผมชะงักมีดคัตเตอร์… ขนลุกซู่โดยอัตโนมัติ เอาอีกแล้วเหรอวะ…

ฮือ… ฮือ… เสียงร้องไห้กระซิกๆ ดังแว่วมา ไม่ใช่เสียงหลอนแบบหนังผี แต่เป็นเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้จริงๆ ฟังดูน่าสงสารจับใจ

ผมพยายามทำหูทวนลม (ตามทฤษฎีโบราณว่าห้ามทัก) แต่เสียงนั้นมันกัดกินใจชะมัด สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็น (หรือความเสือก) ก็ชนะความกลัว ผมค่อยๆ ลุกขึ้นเดินย่องไปตามเสียงนั้น โดยไม่ลืมสะกิดปลุกยมทูตส่วนตัว

“กาล… ตื่น… ไปดูเป็นเพื่อนหน่อย”

กาลลืมตาโพลง (แบบไม่มีงัวเงีย) “เจ้าจะรนหาที่อีกแล้วรึ?”

“เสียงเด็กร้อง… เผื่อเป็นคนหลงทางไง”

เราเดินลัดเลาะไปตามชั้นหนังสือหมวดปรัชญา ที่มุมมืดด้านในสุด ผมเห็น… เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกิน 7 ขวบ ใส่ชุดกระโปรงสีขาว มัดผมแกละ เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่หน้าชั้นหนังสือ ร่างกายของเธอดู “โปร่งใส” จนมองทะลุไปเห็นสันหนังสือด้านหลังได้

ชัดเลย… ผีชัวร์

วินาทีนั้นผมควรจะวิ่ง แต่ขาผมกลับก้าวไม่ออก เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา… ใบหน้าเธอมอมแมมเปื้อนคราบน้ำตา แต่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนผีตัวอื่น “พี่จ๋า… หนูหาไม่เจอ…” เธอพูดเสียงสั่นเครือ

ผมหันไปมองหน้ากาล กาลยืนกอดอกมองเด็กน้อยด้วยสายตาประเมิน “วิญญาณสัมภเวสี…” กาลพึมพำ “ตายมาได้สักพักแล้ว แต่จิตยังยึดติดกับสถานที่นี้… หรือที่เรียกว่า ‘ห่วง'”

“น้องหาอะไรครับ?” ผมตัดสินใจถาม (แม้เสียงจะสั่นเหมือนเจ้าเข้า)

“ตุ๊กตา… พี่หมีของหนู…” เด็กน้อยชี้ไปที่ชั้นวางหนังสือสูงลิบ “แม่บอกว่า… ถ้าหนูเป็นเด็กดี แม่จะเอาพี่หมีมาคืน… แต่แม่ไม่มา… แม่ไม่มาหาหนูเลย”

ผมรู้สึกจุกในอก… ความรู้สึกของการรอคอยใครสักคนที่ไม่มา มันทับซ้อนกับเรื่องของผมกับพ่อ

“กาล… ช่วยน้องเขาหน่อยได้ไหม?” ผมหันไปอ้อนกาล “ไม่ใช่หน้าที่ข้า” กาลตอบเสียงแข็ง “ข้ามีหน้าที่นำวิญญาณไปสู่ปรโลก ไม่ใช่รับจ้างหาของหาย”

“โถ่นาย! น้องเขาน่าสงสารจะตาย! นายเป็นยมทูตใจร้ายเหรอ! ทีกับผมนายยังช่วยเลย!” ผมงัดไม้ตายออกมา “ถ้าช่วย… ผมเลี้ยงชาบูอาทิตย์นึง! รวมเนื้อวากิว!”

หูของยมทูตกระดิกเล็กน้อย… กาลถอนหายใจยาวเหยียด “เห็นแก่เนื้อวากิว… และความรำคาญเสียงเจ้าร้องไห้”

กาลเดินเข้าไปหาเด็กน้อย แล้วย่อตัวลง “เจ้าหนู… นามของเจ้าคืออะไร?” “มะลิค่ะ…” “มะลิ… ตุ๊กตาของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่” กาลหลับตาลง ใช้จิตสัมผัส “แต่มันอยู่ที่… ห้องเก็บของใต้บันได ชั้น 1”

“จริงเหรอคะ!” มะลิตาโต

“ไปกันเถอะ” ผมจูงมือ… ไม่สิ ทำท่าจูงมือ (เพราะจับไม่ได้) มะลิเดินนำหน้า

ห้องเก็บของใต้บันได

ห้องนี้เต็มไปด้วยฝุ่นและกล่องหนังสือบริจาคเก่าๆ กาลดีดนิ้วจุดไฟสีน้ำเงินที่ปลายนิ้วเพื่อส่องทาง เราช่วยกันรื้อค้นกล่องลังอยู่นาน จนกระทั่ง… “เจอแล้ว!” ผมดึงตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเก่าๆ ที่หูขาดไปข้างหนึ่งออกมาจากกองหนังสือพิมพ์

ทันทีที่มะลิเห็นตุ๊กตา ร่างของเธอก็เปล่งแสงจางๆ “พี่หมี!” เธอกระโดดกอดตุ๊กตา (ในทางจิตวิญญาณ ตุ๊กตาก็ลอยขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอดเธอ)

แต่แล้ว… ก็มีสิ่งของอีกอย่างร่วงลงมาจากกล่องพร้อมตุ๊กตา มันคือ สมุดบันทึกปกสีชมพู หน้าปกเขียนว่า ‘บันทึกถึงมะลิ… จากแม่’

ผมถือวิสาสะเปิดอ่าน… ลายมือโย้เย้เหมือนคนป่วย ‘มะลิลูกรัก… แม่ขอโทษที่ไปหาหนูไม่ได้ แม่ป่วยหนัก… แม่คงไม่ได้กลับไปเล่านิทานให้หนูฟังแล้ว แต่แม่ฝากพี่หมีไว้เป็นตัวแทนแม่นะ… รักหนูที่สุด’

วันที่ลงท้าย… คือวันที่มะลิเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนหน้าหอสมุด ตามข่าวหนังสือพิมพ์เก่าที่รองก้นกล่องอยู่

“มะลิ…” ผมเรียกเธอเสียงสั่น “แม่เขา… ไม่ได้ทิ้งหนูนะ” ผมอ่านข้อความนั้นให้เธอฟัง เด็กน้อยหยุดร้องไห้… กอดตุ๊กตาแน่น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า “แม่รักหนู… แม่ไม่ได้ทิ้งหนู…”

ทันใดนั้น แสงสว่างสีขาวนวลก็เริ่มโอบล้อมรอบตัวมะลิ ร่างของเธอเริ่มจางลง… แต่คราวนี้ไม่ใช่จางหาย แต่เป็นการเลือนหายไปสู่ความสว่าง

กาลยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ “ห่วงของเธอถูกปลดล็อกแล้ว… ประตูนรก… เอ้ย ประตูสวรรค์กำลังเปิดรับ”

“พี่ชาย… ขอบคุณนะค้า” มะลิโบกมือให้ผมกับกาล ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาว ลอยขึ้นไปสู่เพดาน

ผมยืนมองละอองแสงนั้นจนลับตา น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่ความเศร้า… แต่มันคือความอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก “การช่วยวิญญาณ… มันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง”

กาลเดินเข้ามาข้างหลังผม วางมือบนไหล่ “นี่แหละคือหน้าที่แท้จริงของยมทูต… ไม่ใช่การพรากชีวิต แต่คือการนำทางดวงวิญญาณที่หลงทาง ให้ไปสู่ที่ชอบที่ชอบ”

ผมหันไปยิ้มให้เขา “นายก็… เป็นยมทูตที่เท่เหมือนกันนะเนี่ย”

“แน่นอน…” กาลยืดอกรับ “อย่าลืมวากิวที่สัญญาไว้ล่ะ”

“โว๊ะ! จบซึ้งๆ ไม่ได้เลยนะ!”

ขณะที่เรากำลังเดินออกจากหอสมุด กาลหยุดเดินกะทันหัน เขาหันขวับไปมองที่มุมมืดของชั้นหนังสือ “มีอะไรเหรอ?”

“เปล่า…” กาลตอบ แต่คิ้วขมวดแน่น เขาสัมผัสได้… กลิ่นอายของ ‘ผู้บุกรุก’ กลิ่นที่ไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่ผี… แต่เป็นกลิ่นสาบสางของสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ มีบางอย่างกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่… และมันกำลังหิวโซ

ผมมองไม่เห็นสิ่งที่กาลเห็น… ผมเห็นแค่ความมืด แต่ด้ายแดงที่ข้อมือผม… จู่ๆ ก็กระตุกเบาๆ เหมือนเตือนภัย เรื่องราวของมะลิจบลงแล้ว… แต่เรื่องราวของผม ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นบทใหม่อีกครั้ง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments