๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒
งานกีฬาสีที่โรงเรียนปีนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะในกลุ่มคณะสี “อัคนีบริพัตร” หรือสีแดงเลือดหมูของผม กับสีน้ำเงินของจิณณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นคู่ปรับกันในทุกๆ สนาม แต่ในสนามใจ… ผมว่าผมกำลังเสียหลักครับ
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๖: เมื่อเด็กแว่นกลายเป็น “หนุ่มวิ่งผลัด”
ใครจะไปเชื่อครับว่า “พีทคนอ้วน” ในวันนั้น จะกลายมาเป็น “พี่พีทคนฮอต” ในวันนี้ เพราะผลจากการวิ่งลดน้ำหนักและดูแลตัวเองมาหลายเดือน ร่างกายผมตอนนี้ดูสมส่วนขึ้นมาก ผิวพรรณก็ดูสดใสจนก้อยถึงกับจับผมไปแต่งหน้าทำผมเพื่อลงแข่งวิ่งผลัด ๔x๑๐๐ เมตร แทนเพื่อนที่บาดเจ็บ
“มึงดูนี่นะไอ้พีท แป้งพัฟเบอร์นี้จะทำให้หน้ามึงผ่องทะลุแดด” ก้อยจิกพู่กันลงบนหน้าผม “วันนี้แหละ มึงต้องประกาศศักดาให้โลก (และน้องจิณณ์) รู้ว่าพี่พีทไม่ได้มีดีแค่ทำวารสาร!”
ผมในชุดกีฬาสีแดงรัดรูปนิดๆ ยืนเกร็งอยู่กลางสนาม สายตาเหลือบไปเห็นจิณณ์ที่กำลังซ้อมชูตบาสอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นผมในลุคนี้… สายตาเขาดูค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งขรึมอย่างบอกไม่ถูก
[ความฮอตที่ไม่ได้ตั้งใจ]
ระหว่างที่ผมวอร์มอัพอยู่ข้างสนาม ก็มีน้องๆ ผู้หญิงจากชมรมเชียร์ลีดเดอร์เดินเข้ามาหา 🎀 “พี่พีทคะ… ดื่มเกลือแร่หน่อยไหมคะ เห็นพี่ซ้อมหนัก” 🎀 “พี่พีทคะ เดี๋ยวแข่งเสร็จขอถ่ายรูปคู่หน่อยนะคะ!”
ผมได้แต่ยิ้มแหยๆ ทำตัวไม่ถูก แต่ดูเหมือน “รังสี” ความไม่พอใจจะแผ่ซ่านมาจากทางฝั่งสีน้ำเงิน จิณณ์เดินตรงดิ่งมาหาผมท่ามกลางสายตาคนนับร้อย เขาไม่ได้มาทักทายแบบรุ่นน้องที่น่ารัก แต่เขากลับถอดเสื้อวอร์มสีน้ำเงินของตัวเองออกมาขยำๆ แล้วยัดใส่มือผม
“ใส่ไว้พี่… แดดมันร้อน เดี๋ยวผิวเสีย” จิณณ์พูดเสียงเรียบ แต่สายตาที่เขามองกลุ่มสาวๆ รอบตัวผมนั้นเขียวปั๊ด
“ฮั่นแน่… หวงเหรอจ๊ะน้องจิณณ์” ไอ้ตั้มเดินเข้ามาแซวขำๆ
จิณณ์ไม่ตอบ แต่กลับก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ผมที่หลุดอยู่! “เชือกรองเท้าหลุดยังไม่รู้ตัวเลย ถ้าล้มขึ้นมาจะทำยังไง… แล้วไม่ต้องไปรับน้ำจากใครสุ่มสี่สุ่มห้านะพี่ ผมเตรียมน้ำลอยดอกมะลิเย็นๆ ไว้ให้ที่ซุ้มแล้ว”
วินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกละครหลังข่าวเลยครับ จิณณ์ที่สูงกว่าผมเกือบสิบเซนติเมตรยืนบังแดดให้ผมมิดทั้งตัว แถมยังทำท่าทางเหมือนจะประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของหน้าตาเฉย
[ไม้นำส่ง… สู่มือเธอ]
ช่วงการแข่งขันวิ่งผลัดมาถึง หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนสอบฟิสิกส์ ผมเป็นไม้ที่สามครับ พอรับไม้มาจากไอ้ตั้ม ผมก็สับตีนแตกวิ่งไม่คิดชีวิต ลมตีหน้าจนคอนแทคเลนส์แทบหลุด เสียงเชียร์ดังระงมไปหมด
“พี่พีท สู้ๆ!!!” เสียงตะโกนที่ดังที่สุดมักจะเป็นเสียงที่ผมจำได้แม่นที่สุด จิณณ์ยืนอยู่ขอบลู่วิ่ง เขาไม่ได้เชียร์สีตัวเองเลยสักนิด แต่เขากลับวิ่งเลียบสนามตามผมมาเพื่อตะโกนให้กำลังใจ
ตอนที่ผมส่งไม้ให้ไม้สุดท้าย ผมแทบจะหน้าทิ่มพื้น แต่กลับมีอ้อมแขนแข็งแรงมารับไว้ได้ทัน กลิ่นเหงื่อของจิณณ์ที่ผมเคยหลงใหลตอนนี้มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม
“วิ่งเก่งนี่นา… พี่พีทของผม” เขาพูดกระซิบข้างหูตอนที่พยุงผมไว้
“ของนาย… ที่ไหนเล่า” ผมพึมพำหน้าแดงก่ำ
ถึงแม้สีแดงจะไม่ได้ที่หนึ่ง แต่ในใจผมตอนนี้… สกอร์บอร์ดมันแสดงผลเป็น “รักชนะเลิศ” ไปเรียบร้อยแล้วครับ
[เงาที่ตามมา]
ทว่า ความสุขมักมีแขกไม่ได้รับเชิญเสมอ… ผมเหลือบไปเห็นแม่ที่มายืนรอรับผมหลังเลิกงานกีฬาสี ท่านยืนอยู่ไกลๆ มองมาที่ผมกับจิณณ์ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ผมรีบผละออกจากจิณณ์ทันที ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง… ความลับที่พยายามซ่อนไว้ดูเหมือนจะเริ่มปิดไม่มิดเสียแล้ว
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๗: แต้มนำที่น่ากลัว
วันนี้สนุกจังครับ… แต่มันเหมือนเป็น “ปาร์ตี้สุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก” จิณณ์หึงผม… จิณณ์ผูกเชือกรองเท้าให้ผม… และจิณณ์เรียกผมว่า ‘พี่พีทของผม’ แต่แม่… แม่มาที่นี่ทำไม?
กลัวจังครับ… กลัวว่าพรุ่งนี้โลกสีชมพูใบนี้จะถูกย้อมเป็นสีดำด้วยน้ำมือของความเป็นจริง
ปล. เสื้อวอร์มของจิณณ์หอมมาก… ผมขอแอบเอามานอนกอดคืนหนึ่งนะ 🧡


