๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
ถ้าความสุขเมื่อวานคือยอดคลื่นที่ซัดขึ้นไปสูงที่สุด… วันนี้ก็คงเป็นจังหวะที่คลื่นลูกนั้นถดถอยกลับลงสู่ทะเลกว้าง ทิ้งไว้เพียงทรายที่ชื้นแฉะและความว่างเปล่า
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๘: เมื่อ ‘ความหวัง’ ปะทะ ‘ความกตัญญู’
เช้านี้บรรยากาศในบ้านเงียบสนิทจนน่ากลัวครับ พ่อออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด เหลือเพียงผมกับแม่ที่นั่งเผชิญหน้ากันบนโต๊ะอาหาร แม่ไม่ได้ดุด่า ไม่ได้อาละวาดเหมือนวันก่อน ท่านเพียงแค่เลื่อนแท็บเล็ตที่เปิดรูปถ่ายเมื่อวานให้ผมดู… รูปที่จิณณ์กำลังพยุงผมอยู่ข้างสนามบาส ท่าทางของเราสองคนในรูปนั้น มันดู “เกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง” อย่างที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้
“พีท… แม่คุยกับพ่อแล้วนะ” แม่พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ถ้าแกยังจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ พ่อจะโอนเงินค่าเทอมไปให้ที่โรงเรียนประจำในเชียงรายทันที แกอยากให้เรื่องนี้มันใหญ่โตไปถึงขั้นนั้นไหม?”
ผมก้มหน้า มองปลายนิ้วตัวเองที่สั่นเทา “จิณณ์ไม่เกี่ยวครับแม่ เขาแค่… หวังดีกับผม”
“หวังดีหรือหวังอะไรแม่ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือมันกำลังจะทำลายอนาคตของแก” แม่ถอนหายใจยาว “วันนี้หลังเลิกเรียน… แม่จะไปพบเด็กคนนั้น”
หัวใจผมหล่นวูบ “แม่! อย่าทำแบบนั้นนะ!”
“ถ้าแกไม่อยากให้แม่พูดแรงๆ กับเขา แกก็ต้องเป็นคนพูดเอง… บอกเลิกยุ่งกับเขาซะ ทำให้เขารู้ว่าแกไม่ได้คิดอะไร แล้วแม่จะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
[ความจริงที่เจ็บปวดในโรงยิม]
เย็นวันนั้น ผมเดินกลับไปที่โรงยิมด้วยขาที่หนักอึ้งเหมือนผูกลูกตุ้มเหล็กไว้ ผมเห็นจิณณ์กำลังซ้อมชูตลูกโทษอยู่ลำพัง แสงแดดยามเย็นที่ลอดผ่านช่องระบายอากาศตกลงบนไหล่กว้างของเขา ภาพนั้นสวยงามจนผมอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ตลอดไป
“อ้าวพี่พีท! มาหาผมเหรอ?” จิณณ์ยิ้มกว้าง วิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางร่าเริง “เสื้อวอร์มผมล่ะ? จริงๆ ไม่ต้องรีบคืนก็ได้นะ ผมอยากให้พี่เก็บไว้…”
“จิณณ์… ฟังพี่นะ” ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มันช่างยากเหลือเกิน “ตั้งแต่วันนี้ไป… เราเลิกยุ่งกันเถอะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าจิณณ์ค่อยๆ เลือนหายไป เขาขมวดคิ้ว “พี่พูดเรื่องอะไรน่ะ? แกล้งผมเล่นใช่ไหม?”
“พี่ไม่ได้แกล้ง… พี่เบื่อที่ต้องมาคอยดูแลนาย พี่เบื่อที่คนอื่นเอาเราไปล้อกัน พี่อยากมีเวลาไปติวหนังสือ อยากทำเกรดให้ดีกว่านี้” ผมโกหกคำโต โกหกจนรู้สึกขยะแขยงตัวเอง “ความจริง… พี่ไม่ได้คิดอะไรกับนายเกินกว่ารุ่นน้องเลย ที่ทำไปทั้งหมด ก็แค่สงสารที่เห็นนายโดนพ่อด่าวันนั้น”
ตึ้ก… จิณณ์ปล่อยลูกบาสหลุดจากมือ มันกระดอนไปตามพื้นไม้เงียบๆ
“สงสารเหรอพี่?” จิณณ์ถามเสียงสั่น “ที่พี่คั้นน้ำส้มให้ทุกวัน ที่พี่ผูกเชือกรองเท้าให้ผมเมื่อวาน… ทั้งหมดคือ ‘ความสงสาร’ เหรอ?”
ผมไม่กล้าสบตาเขา “ใช่… และตอนนี้พี่ก็หายสงสารแล้ว นายดูแลตัวเองได้แล้วนี่ ต่อไปนี้ไม่ต้องมาให้พี่เห็นหน้าอีกนะ”
ผมหันหลังกลับทันที วิ่งออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมได้ยินเสียงจิณณ์ตะโกนเรียกชื่อผม แต่ผมไม่หันกลับไปมอง เพราะถ้ามองเพียงนิดเดียว… ผมคงจะใจอ่อนแล้วโผเข้ากอดเขา
[ในเงามืดของห้องนอน]
ผมขังตัวเองอยู่ในห้อง ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มจนหมอนเปียกชุ่ม ผมหยิบไดอารี่ออกมา แต่คราวนี้ผมเขียนอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำไปซ้ำมาเต็มหน้ากระดาษ
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๙: การโกหกเพื่อปกป้อง
ขอโทษนะจิณณ์… พี่ต้องทำให้นายเกลียดพี่ เพื่อให้นายได้เล่นบาสต่อไป เพื่อให้นายไม่ต้องโดนผู้ใหญ่ในบ้านพี่คุกคาม พี่รักนายน้อยลงกว่าเดิมเสียที่ไหน… พี่รักนายมากจนยอมให้ตัวเองดูแย่ที่สุดในสายตานายก็ได้
วันนี้แต้มบนกระดานระหว่างเราคงเป็น 0… แต่ในใจพี่ พี่แพ้นายราบคาบเลยว่ะ
ปล. เสื้อวอร์มของจิณณ์… พี่คืนให้เขาไปแล้ว แต่กลิ่นน้ำหอมของเขายังติดอยู่ที่ปลายนิ้วพี่อยู่เลย 💔


