HomeTagsล่าบุปผาอมตะ

Tag: ล่าบุปผาอมตะ

spot_imgspot_img

บทที่ ๘ : มหาสงครามเวหาและบาดาล

ท้องฟ้าเบื้องบนมิได้เป็นเพียงผืนผ้าใบว่างเปล่าอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสมรภูมิเลือดที่ถูกแบ่งแยกด้วยธาตุอันขัดแย้ง ฟากหนึ่งของท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆสีเพลิงม้วนตัวเดือดพล่าน รังสีความร้อนแผ่ลงมาเผาผลาญยอดไม้จนไหม้เกรียม นี่คือเขตอำนาจแห่ง 'เวนไตย' หรือพญาครุฑ ผู้เป็นเจ้าเวหา อีกฟากหนึ่งกลับมืดครึ้มด้วยเมฆฝนดำทะมึน สายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่าเปรี้ยงลงมาไม่ขาดสาย สายฝนโหมกระหน่ำรุนแรงจนพื้นดินเบื้องล่างกลายเป็นโคลนตม นี่คือเขตอำนาจแห่ง 'ภูริทัต' หรือพญานาคราช ผู้ครองบาดาล ตรงกึ่งกลางรอยต่อของสองอำนาจนั้น คือเส้นทางวิบากที่คณะเดินทางของพรานเข้มต้องฝ่าฟัน "ก้มต่ำ! อย่าเงยหน้าขึ้นมอง!" พรานเข้มตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าผ่า เขาผลักศีรษะจ้อยและลูกทีมให้หมอบลงกับพื้นโคลนแฉะๆ ขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดั่งนกหวีดมรณะดังแหวกอากาศลงมา เฟี้ยว... ตูม!! ลูกไฟขนาดมหึมาตกลงมากระแทกพื้นห่างจากจุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ไม่ถึงร้อยวา แรงระเบิดส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นระเนระนาด เศษดินและหินปลิวว่อน พรานเข้มรีบดึงร่างของนลินเข้ามาซุกไว้ใต้อกแกร่ง...

บทที่ ๗ : คีตการประลองยุทธ์

การเดินทางออกจากดงกินรีเปรียบเสมือนการเดินออกจากความฝันอันหวานเลี่ยน เข้าสู่ความเป็นจริงที่หนาวเหน็บและเวิ้งว้าง คณะเดินทางของพรานเข้มลัดเลาะไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ทิวเขาเบื้องหน้า สภาพภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ที่มีสีสันฉูดฉาดและรูปทรงบิดเบี้ยวเริ่มหายไป แทนที่ด้วยป่าสนดึกดำบรรพ์ที่มีลำต้นสูงเสียดฟ้า ใบสนสีเขียวอมเทาลู่ลมส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณ หมอกหนาทึบสีเทาหม่นปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทำให้ทัศนวิสัยเหลือเพียงระยะไม่กี่ก้าว อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็วจนปากสั่น ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาทุกครั้งที่หายใจ จ้อยและลูกทีมต้องกระชับผ้าขาวม้าและเสื้อผ้าให้แน่นหนาขึ้นเพื่อต้านทานความหนาวที่กัดกินไปถึงกระดูก "อีกไกลไหมนลิน..." พรานเข้มเอ่ยถามเสียงเบา ขณะใช้มีดเดินป่าฟันกิ่งไม้ที่ขวางทาง นลินเดินนำหน้าด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาบนพื้นหิมะโปรยปราย ปีกสีขาวหม่นของเขาถูกพับเก็บแนบชิดแผ่นหลังเพื่อสร้างความอบอุ่น กินนรหนุ่มหยุดเดิน ชี้มือไปที่หน้าผาสูงชันเบื้องหน้า ซึ่งมีสะพานไม้เก่าคร่ำคร่าทอดข้ามเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งไปยังอีกฝั่ง "นั่นคือ 'สะพานสายหมอก'..." นลินตอบ น้ำเสียงเจือความกังวล "ข้ามสะพานนี้ไปได้ ก็จะเข้าสู่ป่าชั้นกลาง... แต่ปัญหาคือ คนเฝ้าสะพานไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานที่เราจะใช้กำลังสู้ได้ง่ายๆ" "ใคร?" เข้มถามพลางขมวดคิ้ว ยังไม่ทันที่นลินจะตอบ...

บทที่ ๖ : มายาแห่งป่าหิมพานต์และบาปในใจคน

รุ่งสางในป่าหิมพานต์มิได้เริ่มต้นด้วยแสงอาทิตย์สีทองอำไพเช่นโลกมนุษย์ หากแต่ท้องฟ้าเบื้องบนค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีน้ำเงินเข้มจัดเป็นสีม่วงระเรื่อ ไล่ระดับลงมาจนถึงขอบฟ้าที่เป็นสีชมพูหวานฉ่ำราวกับกลีบดอกบัวตูม หมอกจางๆ สีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ รูปร่างของมันบิดเบี้ยวเปลี่ยนทรงไปมาคล้ายเหล่าภูตพรายที่กำลังร่ายรำต้อนรับวันใหม่ ณ ปากถ้ำหลังม่านน้ำตก คณะเดินทางของพรานเข้มยืนตระเตรียมสัมภาระกันอย่างเงียบเชียบ ความชื้นเย็นจากละอองน้ำยังคงเกาะพราวอยู่ตามใบหน้าและเสื้อผ้า แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม มิใช่อากาศที่หนาวเหน็บ หากแต่เป็นสีหน้าของผู้นำทาง นลิน ยืนกอดอกพิงโขดหิน สายตาจับจ้องไปทางทิศตะวันออกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนหวาดหวั่น ปีกคู่สวยที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นมากแล้วถูกหุบแนบสนิทไปกับแผ่นหลังราวกับต้องการซ่อนมันไว้จากสายตาใครบางคน "พี่เข้ม... ดูท่าทางคุณนลินเขาจะไม่ค่อยอยากไปทางนี้นะพี่" จ้อยกระซิบกระซาบกับลูกพี่ ขณะกำลังเช็คดินปืนในกระบอก พรานเข้มพยักหน้าเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของกินนรหนุ่มตั้งแต่ตื่นนอน นลินพูดน้อยลงและดูระแวดระวังตัวมากกว่าปกติ เข้มกระชับย่ามสะพายหลัง เดินตรงเข้าไปหาไกด์จำเป็นของพวกเขา "ถ้าเจ้าลำบากใจ..." เข้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ...

บทที่ ๕ : ความลับหลังม่านน้ำ

เสียงสายน้ำตกกระทบผิวน้ำเบื้องล่างดังอื้ออึง แต่เมื่อก้าวผ่านม่านน้ำตกเข้ามาสู่ภายในถ้ำ เสียงเหล่านั้นกลับเบาบางลงจนเหลือเพียงเสียงสะท้อนแผ่วเบาที่ชวนให้รู้สึกสงบ ภายในถ้ำกินนรพลัดถิ่นมิได้มืดมิดและอับชื้นอย่างที่พวกมนุษย์จินตนาการ ผนังถ้ำประดับประดาไปด้วยผลึกหินสีนวลที่เรืองแสงจางๆ ราวกับดวงดาวนับพันดวงถูกจับมาขังไว้ เพดานถ้ำสูงโปร่งมีรากไม้ห้อยย้อยลงมาคล้ายม่านธรรมชาติ พื้นถ้ำปูลาดด้วยมอสหนานุ่มสีเขียวมรกตที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายยามสัมผัส กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นจมูกลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นหอมหวานแต่สดชื่น ช่วยให้จิตใจที่ตึงเครียดของคณะเดินทางผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด "พวกเจ้าพักตรงนี้เถิด ตรงนี้ปลอดภัยที่สุด" นลินผายมือไปยังลานกว้างกลางถ้ำที่มีโขดหินเรียบเนียนเหมาะแก่การนั่งพัก จ้อยและลูกทีมต่างทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาด้วยความอ่อนล้า ลุงมั่นรีบกุลีกุจอจัดเตรียมสมุนไพรเพื่อรักษาบาดแผลให้ทุกคน พรานเข้มนั่งลงพิงผนังถ้ำอย่างระมัดระวัง เฝือกไม้ไผ่ที่แขนซ้ายทำให้เขาขยับตัวลำบาก แต่สายตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่เจ้าของบ้าน กินนรหนุ่มกำลังเดินไปที่มุมหนึ่งของถ้ำ ซึ่งมีตาน้ำเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากซอกหิน นลินวักน้ำล้างคราบเลือดออกจากแขนและขา ท่วงท่าระมัดระวังยามแตะต้องปีกข้างขวานั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาพรานหนุ่มไปได้ เข้มฝืนความเจ็บปวด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหานลินอย่างเงียบเชียบ "ให้ข้าช่วยดูให้ไหม" เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้นลินสะดุ้งเล็กน้อย กินนรหนุ่มหันขวับมามอง ก่อนจะรีบหุบปีกแนบลำตัวราวกับต้องการซ่อนเร้นบางสิ่ง "ไม่ต้อง" นลินปฏิเสธเสียงแข็ง "แผลแค่นี้ข้าจัดการเองได้...

บทที่ ๔ : คมเขี้ยวและพันธมิตรจำเป็น

ตูม! มวลน้ำมหาศาลแตกกระจายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับน้ำพุปีศาจ แรงกระแทกส่งผลให้ร่างโปร่งของกินนรหนุ่มกระเด็นถอยหลังไปชนกับโขดหิน กรงเล็บเท้าจิกเกร็งแน่นด้วยความเจ็บปวดจากปีกที่กระแทกซ้ำแผลเดิม จากฟองคลื่นสีขาวโพลน ปรากฏศีรษะมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเขียวตะไคร่ มันมีรูปหน้าคล้ายจระเข้แต่เรียวยาวดั่งงู นัยน์ตาสีแดงฉานไร้แววปรานี แผงคอเป็นพังผืดหนาที่มีหนามแหลมคมกางออกข่มขวัญ 'เหรา' (เห-รา) สัตว์อสูรครึ่งนาคครึ่งจระเข้ ผู้ครองวังน้ำวนแห่งนี้ มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมคมนับร้อยซี่ที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ พร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อดังก้องราวกับหม้อต้มน้ำเดือด "ระวัง!" พรานเข้มตะโกนก้อง ไวเท่าความคิด ร่างสูงใหญ่ของพรานหนุ่มกระโจนเข้าแทรกกลางระหว่างกินนรกับสัตว์ร้าย เข้มปักหลักยืนมั่น สองมือกระชับด้ามมีดหมอแน่น ปากขมุบขมิบวาดคาถา 'คงกระพันชาตรี' หุ้มกายา เหราพุ่งฉกวูบเข้าใส่ด้วยความเร็วผิดกับขนาดตัว ปากกว้างงับเข้าที่ท่อนแขนซ้ายของเข้มที่ยกขึ้นรับ กึก! เสียงเขี้ยวปะทะผิวหนังดังสนั่นราวกับเหล็กกระทบเหล็ก ด้วยอานุภาพแห่งรอยสักและวิชาอาคม ผิวหนังของเข้มเหนียวดั่งทองแดงรมดำ เขี้ยวอสูรไม่สามารถเจาะทะลุเข้าเนื้อได้ แต่แรงบดขยี้มหาศาลนั้นทำเอากระดูกแขนของเขาลั่นกรอบ "อึก!" เข้มกัดฟันกรอด...

บทที่ ๓ : ปักษาพลัดถิ่น

กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นหอมเอียนของป่าประหลาด ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่มีใบสีม่วงคล้ำหนาทึบ 'ลุงมั่น' หมอยาชรากำลังง่วนอยู่กับการบดขยี้รากไม้สมุนไพรที่เตรียมมาจากโลกมนุษย์ลงบนแผลเหวอะหวะที่ข้อเท้าของพรานเข้ม เลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน "พิษยางไม้พวกนี้มันร้ายเหลือ..." ลุงมั่นพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด "ถ้าไม่ใช่เพราะเอ็งมีหนังเหนียวคงกินลึกถึงกระดูกไปแล้ว ข้าพอกยาไว้ให้แล้ว แต่เอ็งต้องระวัง อย่าให้แผลโดนน้ำค้างในป่านี้เด็ดขาด" พรานเข้มนั่งพิงโคนไม้ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แสบร้อนราวกับมีไฟสุมอยู่ในเนื้อ เขาพยักหน้ารับรู้ พลางยกขนนกปริศนาในมือขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ขนนกสีขาวนวลตา ทว่าที่ปลายขนกลับมีสีดำสนิทแซมอยู่อย่างน่าประหลาด มันยาวกว่าขนนกทั่วไป เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหม และที่สำคัญ... มันยังมีไออุ่นจางๆ แผ่ออกมา สัมผัสของมันทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด "เจ้าของขนนี้... ช่วยเราไว้" เข้มเปรยขึ้นแผ่วเบา "นกตัวใหญ่ขนาดนั้นเชียวรึพี่เข้ม?" จ้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย...

บทที่ ๒ : ธรณีประตูสู่แดนลี้ลับ

หลังสิ้นเสียงคำรามสุดท้ายของเสือสมิง ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็กลับมาครอบงำป่าดงพญาไฟอีกครั้ง พรานเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าม่านหมอกสีขาวโพลนที่ดูหนาทึบราวกับกำแพงยักษ์ มันไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งตามแรงลมอย่างหมอกทั่วไป แต่กลับหมุนวนเอื่อยๆ อยู่กับที่ ราวกับมีกระแสธารที่มองไม่เห็นคอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ กลิ่นที่ลอยออกมาจากหลังม่านหมอกนั้นมิใช่กลิ่นดินกลิ่นโคลน แต่เป็นกลิ่นหอมประหลาด... หอมเย็นยะเยือกคล้ายดอกพิกุลร่วงหล่นบนลานหิน ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขนลุกชันอย่างน่าประหลาด "ทุกคนฟังข้า..." เข้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงหนักแน่น "หยิบเชือกมนตราในย่ามออกมา ผูกเอวต่อกันไว้ อย่าให้เชือกขาด และที่สำคัญ... ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามขานรับเด็ดขาด" "เสียงอะไรหรือพี่เข้ม?" จ้อยถามเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาขณะผูกเชือกเข้ากับเอว "เสียงคนที่เอ็งรัก... เสียงพ่อแม่ หรือแม้แต่เสียงของตัวเอ็งเอง" เข้มตอบเสียงเรียบ...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img