HomeTagsสาปสมิงพรางใจ

Tag: สาปสมิงพรางใจ

spot_imgspot_img

บทที่ ๖ : กรงขังวารี

ดวงตะวันบ่ายคล้อยลอยเด่นอยู่กลางฟ้า สาดแสงแรงกล้าลงมาแผดเผาจนไอน้ำระเหยขึ้นมาจากบึงเป็นหมอกจางๆ อบอ้าวเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของคนในเรือนที่กำลังเผชิญกับความสิ้นหวัง "มันวนกลับมาที่เดิม... อีกแล้ว!" หลวงเทพ ตะโกนลั่น ฟาดไม้พายลงกับพื้นเรือนจนหักสะบั้นด้วยความโมโห ใบหน้าคมสันแดงก่ำเหงื่อท่วมตัว หลังจากที่เขาพยายามถ่อแพไม้ไผ่ที่ช่วยกันต่อขึ้นมาหยาบๆ ออกไปสำรวจหาทางหนีอยู่นานร่วมชั่วโมง "ข้าบอกแล้วขอรับ..." พี่กล้า เอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะนั่งเหลาไม้ไผ่ให้แหลมเปี๊ยบอยู่ตรงชานเรือน "ป่านี้มันมีเจ้าที่ น้ำในบึงนี้มันมีอาถรรพ์ ตราบใดที่ 'นาย' ของมันยังไม่อนุญาต... ไม่มีใครออกไปได้ดอกขอรับ" "นายบ้านนายบออะไรของเอ็ง!" หลวงเทพชี้หน้าด่า "นี่มันยุคไหนแล้ว ข้าไม่เชื่อเรื่องผีบังบดอะไรทั้งนั้น...

บทที่ ๘ : เงาลวงตา

แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังชานเรือนแพ เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายจากค่ำคืนอันบ้าคลั่งได้อย่างชัดเจน รอยเล็บลึกห้าแถวที่กรีดลงบนบานประตูไม้สักนั้นลึกจนเห็นเนื้อไม้สีอ่อนด้านใน เศษไม้ร่วงกราวเกลื่อนพื้น บ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาลของผู้กระทำ หลวงเทพ ยืนกอดอกจ้องมองรอยเล็บนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นโบ "รอยเล็บ... ห้านิ้ว" เขาพึมพำ พลางทาบฝ่ามือตัวเองลงไปเทียบ "ใหญ่กว่ามือคนเกือบเท่าตัว แถมรอยเล็บยังคมกริบเหมือนใบมีดโกน... ไอ้พุ่ม เอ็งยังจะบอกว่านี่คือฝีมือของ 'ของดี' ที่ไอ้กล้ามันเลี้ยงไว้อีกรึ?" คุณพุ่ม นั่งอยู่ไม่ไกล กำลังช่วย แม่หญิงจัน จัดเตรียมสำรับอาหารเช้าที่เหลือเพียงปลาแห้งกับข้าวต้มจางๆ พุ่มเงยหน้ามองรอยนั้นแล้วกลืนน้ำลาย "ก็... ของมันแรง...

บทที่ ๗ : กลิ่นสาบสาง

รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามสอง ความมืดมิดภายนอกหนาทึบราวกับน้ำหมึกที่สาดรดลงมาทั่วป่าพรุ เสียงลมกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านช่องลมไม้กระดาน ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณสัมภเวสีที่โหยหาส่วนบุญ ภายในโถงเรือนแพ แสงเทียนไขเล่มสุดท้ายที่ แม่หญิงจัน จุดไว้เริ่มละลายจนเกือบหมดแท่ง เปลวไฟวูบไหวทอดเงาบิดเบี้ยวไปตามผนังเรือน สร้างภาพหลอนให้จิตใจที่หวาดระแวงอยู่แล้วยิ่งฟุ้งซ่าน หลวงเทพ นั่งขัดสมาธิกอดปืนคาบศิลาอยู่หน้าประตู ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำไม่หยุด "ไอ้กล้ามันจะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรบ้างวะ... เงียบกริบไปนานสองนานแล้ว หรือมันจะโดนคาบไปกินแล้ว?" "ปากหรือนั่นคุณหลวง" คุณพุ่ม สวนกลับทันควัน เขานั่งพิงเสาอยู่ไม่ไกล สายตาจ้องมองบานประตูไม้สักที่ลงกลอนแน่นหนา "คนอย่างพี่กล้า หนังเหนียวยิ่งกว่าควายธนู เอ็งห่วงตัวเองเถิด" "ข้าก็แค่สงสัย..." หลวงเทพหันมาทำตาขวาง "เอ็งดูจะเชื่อใจมันเหลือเกินนะไอ้พุ่ม ทั้งที่มันเป็นคนแปลกหน้า...

บทที่ ๕ : หลักฐานสีเลือด

แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออกอย่างยากลำบาก เมฆฝนยังคงครึ้มต่ำลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ ทำให้บรรยากาศยามเช้าของป่าพรุดูหม่นหมองและวังเวงไม่ต่างจากพลบค่ำ เสียงนกแสกที่ร้องโหยหวนเมื่อคืนเงียบเสียงไปแล้ว แทนที่ด้วยเสียงกาที่บินวนเวียนอยู่เหนือหลังคาเรือนแพ ราวกับมันกำลังรอคอยงานเลี้ยงโต๊ะจีน ภายในเรือน คุณพุ่ม ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เขาแทบไม่ได้นอนเลยหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เช่นเดียวกับ ไอ้จ้อย ที่นั่งตาโหลกอดเข่าอยู่ที่มุมห้อง สภาพดูไม่ได้ศัพท์เหมือนคนเสียสติ "เช้าแล้ว..." แม่หญิงจัน เอ่ยขึ้นเบาๆ นางเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่างบานกระทุ้ง กลิ่นดินและกลิ่นสาบสางของน้ำโชยเข้ามาทันที "น้ำยังไม่ลดเลย" หล่อนเปรยด้วยความผิดหวัง มองออกไปที่ระเบียงซึ่งยังคงมีระดับน้ำปริ่มขอบไม้ หลวงเทพ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเสียงดังกรอบแกรบ คว้าดาบมาคาดเอวตามความเคยชิน ก่อนจะหันไปมองหาบุคคลที่น่าสงสัยที่สุด "ไอ้กล้ามันหายหัวไปไหนแต่เช้า?" คำถามนั้นทำให้พุ่มหูผึ่ง เขารีบลุกเดินออกไปที่ระเบียงด้านหน้าเรือน......

บทที่ ๔ : คืนแรกที่ไร้จันทร์

พายุฝนที่โหมกระหน่ำมาตลอดช่วงเย็นเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงละอองฝอยบางเบาที่ปลิวว่อนไปตามแรงลมกรรโชก ความมืดมิดเข้าปกคลุมน่านน้ำและป่าพรุจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบเรือนแพราวกับกำแพงคุกธรรมชาติ ภายในโถงเรือนแพ แสงไฟจากกองฟืนเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงวาบวาว หลวงเทพ นอนกรนเสียงดังสนั่นแข่งกับเสียงกบเขียดข้างนอก โดยมีดาบอาญาสิทธิ์กอดแนบอกไว้ต่างหมอนข้าง แม่หญิงจัน นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มแพรเก่าๆ หลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน มีเพียง คุณพุ่ม ที่ยังข่มตาหลับไม่ลง เสียงกระซิบ “ไอ้กล้า... ช่วยข้าด้วย...” ที่ได้ยินจากใต้ถุนเรือนเมื่อหัวค่ำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง พุ่มพลิกตัวตะแคง สายตามองลอดช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ ที่ระเบียงด้านนอก... พี่กล้า ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มร่างยักษ์นั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือน หันหน้าออกไปทางบึงน้ำที่มืดมิด เขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยราวกับรูปปั้นศิลาทรายที่เฝ้าพิทักษ์ศาสนสถาน พุ่มสังเกตเห็นว่าไหล่กว้างนั้นเกร็งเขม็งอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่มีเสียงปลาผุดหรือเสียงกิ่งไม้หัก...

บทที่ ๓ : เรือนแพปริศนา

กองไฟขนาดย่อมที่ก่อขึ้นจากเศษฟืนแห้งและขาโต๊ะหักๆ กลางโถงเรือน ส่งเสียงแตก เปรี๊ยะ เบาๆ เป็นระยะ เปลวไฟสีส้มเต้นระริกช่วยไล่ความหนาวเหน็บและเงาตะคุ่มที่เกาะกินจิตใจของผู้อาศัยชั่วคราวออกไปได้บ้าง "โอย... หนาวเข้ากระดูกดำแล้วขอรับ" ไอ้จ้อย นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ฟันกระทบกันดังกึกๆ ผ้าขาวม้าผืนบางที่คาดเอวมาแทบไม่ช่วยกันหนาวอะไรได้เลย "เอ้า เอาไปคลุมหัวซะ เดี๋ยวจะชักตาตั้งไปเสียก่อน" แม่หญิงจัน โยนผ้าแพรผืนเก่าๆ ที่นางไปรื้อค้นมาจากหีบใบใหญ่ในห้องนอนออกมาให้ กลิ่นอับของผ้าทำให้จ้อยทำจมูกย่น แต่ก็รีบตะครุบมาห่มทันที "นี่มันผ้าของใครก็ไม่รู้ขอรับแม่นาย... บรื๋อ... เจ้าของเขาจะมาทวงคืนไหมเนี่ย" "เจ้าของเขาคงไปสู่สุขคติ... เอ้ย ไปที่ชอบ... เอ้ย!...

บทที่ ๒ : มรสุมวิปโยค

เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกรีดร้องของสัตว์ที่กำลังเจ็บปวด เรือแจวลำใหญ่ที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษไม้ลอยเท้งเต้งอยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ภายในคลองลัดที่มืดมิดและคดเคี้ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยรากไม้โกงกางที่ยื่นระเกะระกะออกมาเหมือนกรงเล็บปีศาจ "พายเข้า! พายเข้าหาตลิ่ง!" เสียงตะโกนของ พี่กล้า แทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา หลวงเทพ พยายามคว้าไม้พายที่กลิ้งอยู่บนพื้นเรือขึ้นมาช่วยจ้วงน้ำอย่างทุลักทุเล แต่ด้วยความไม่สันทัด ทำให้พายตีน้ำกระจายโดนหน้า ไอ้จ้อย จนสำลักพรวดพราด "แค่กๆ! คุณหลวง! พายเรือนะขอรับ ไม่ใช่กวนขนมเปียกปูน!" บ่าวหนุ่มโวยวาย มือข้างหนึ่งเกาะกาบเรือแน่น อีกข้างกอดขาคุณพุ่มไว้เหมือนปลิง "หุบปากไอ้จ้อย! ข้ากำลังใช้สมาธิ!" หลวงเทพตวาดกลับ ทั้งที่หน้าซีดเผือด เรือแจวพุ่งถลาไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันหมุนคว้างกลางวังน้ำวนย่อมๆ ก่อนจะพุ่งเข้าหาเงาทะมึนขนาดใหญ่ที่ลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โครม! เสียงหัวเรือกระแทกเข้ากับตอไม้ใต้น้ำดังสนั่นหวั่นไหว...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img