HomeTagsสาปสมิงพรางใจ

Tag: สาปสมิงพรางใจ

spot_imgspot_img

บทที่ ๑๓ : สุสานคชสาร

เสียงไม้ไผ่ครูดกับพื้นโคลนดัง ครืด... ครืด... ฟังดูฝืดเคืองและน่ารำคาญใจ ยิ่งพยายามถ่อไปข้างหน้ามากเท่าไร แพไม้ไผ่ก็ยิ่งเคลื่อนตัวได้ช้าลงเท่านั้น จนในที่สุดมันก็หยุดนิ่งสนิท จมลึกลงไปในเลนตมครึ่งลำ "ทางตันรึ?" หลวงเทพ ถามเสียงเครียด ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา พยายามเพ่งมองฝ่าหมอกหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วสารทิศ "น้ำแห้ง..." พี่กล้า ตอบเสียงเบาหวิว เขาพิงตัวอยู่กับเสาไม้ไผ่ที่ปักคาไว้กลางแพ มือข้างหนึ่งกุมแผลที่เอวซึ่งเลือดเริ่มซึมออกมาจนชุ่มผ้าคาดเอว "เราเข้าเขตดอนดินแล้ว... ต่อไปต้องเดิน" "เดิน?" ไอ้จ้อย ร้องเสียงหลง "เดินในโคลนเนี่ยนะขอรับ! แค่ขาจุ่มลงไปปลิงคงรุมดูดเลือดหมดตัวแน่!" "ไม่มีปลิงดอก..." กล้าส่ายหน้าช้าๆ "ในดงนี้......

บทที่ ๑๒ : นาวาในดงเลือด

เสียงงัดแงะไม้กระดานดัง เอี๊ยด... ปัง! ประสานกับเสียงหอบหายใจของชายฉกรรจ์สามคน หลวงเทพ พี่กล้า และ ไอ้จ้อย (ที่โดนบังคับ) ช่วยกันรื้อแผ่นไม้ปูพื้นเรือนแพออกมาทีละแผ่นๆ เพื่อนำมาผูกมัดรวมกับถังเปล่าและยางรถเก่าๆ ที่ลอยมาติดใต้ถุน สร้างเป็นแพไม้ไผ่ขนาดย่อมที่พอจะรับน้ำหนักคนห้าคนได้อย่างทุลักทุเล "ใจหายเหมือนกันนะขอรับ..." ไอ้จ้อยบ่นกระปอดกระแปด พลางมัดเถาวัลย์เข้ากับไม้ไผ่ "อุตส่าห์รอดตายมาได้เพราะเรือนหลังนี้ แต่ตอนนี้ต้องมารื้อมันทำแพหนีไปตายเอาดาบหน้า" "ถ้าเอ็งอยากอยู่ที่นี่ต่อเพื่อรอเป็นผัวพรายน้ำ ข้าก็ไม่ขัดนะไอ้จ้อย" หลวงเทพประชดพลางดึงเชือกให้แน่น "แต่ข้าคนนึงล่ะที่ไม่ขอตายเป็นผีเฝ้าเรือน" คุณพุ่ม ยืนถือตะเกียงส่องไฟให้พวกเขาทํางาน แสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าขาวที่เปื้อนคราบเขม่า พุ่มมองดูเรือนแพที่ค่อยๆ ถูกชำแหละจนแหว่งวิ่น รู้สึกเหมือนกำลังทำลายเกราะกำบังสุดท้ายทิ้ง "พร้อมแล้วขอรับ"...

บทที่ ๑๑ : พันธะโลหิต

หมอกยามเช้าปกคลุมผืนน้ำเป็นสีขาวโพลน หนาทึบจนมองไม่เห็นทิวไม้รอบด้าน บรรยากาศเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ลอดใต้ถุนเรือนแพ ภายในโถงเรือน กลิ่นคาวเลือดของพรายน้ำเริ่มจางลงหลังจากที่ หลวงเทพ และ ไอ้จ้อย ช่วยกันงัดแงะไม้กระดานเพื่อกวาดซากศพเน่าเฟะเหล่านั้นทิ้งลงน้ำไปจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงคราบสีดำคล้ำที่ฝังแน่นอยู่ตามเนื้อไม้ เป็นอนุสรณ์ของคืนนรกแตก พี่กล้า นั่งอยู่ที่ระเบียงด้านนอกเพียงลำพัง เขากลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ปกติแล้ว แต่สภาพดูอิดโรยยิ่งกว่าคนป่วยหนัก ใบหน้าซีดเผือดตัดกับขอบตาดำคล้ำ เขาเหม่อมองลงไปที่ฝ่ามือตัวเอง... มือที่เมื่อคืนเกือบจะปลิดชีพเพื่อนร่วมตาย "กินหน่อยเถอะพ่อกล้า..." เสียงหวานเจือความหวาดหวั่นของ แม่หญิงจัน ดังขึ้น นางวางสำรับเล็กๆ ที่มีปลาแห้งย่างและน้ำพริกถ้วยเก่าลงข้างตัวชายหนุ่ม...

บทที่ ๑๐ : อาคันตุกะอเวจี

ความเงียบสงัดในยามสามช่างบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทของพายุ คืนนี้ไร้เมฆฝน แต่กลับมืดมิดยิ่งกว่าคืนใดๆ ราวกับดวงดาราบนฟากฟ้าพร้อมใจกันดับแสง ทิ้งให้เรือนแพกลางป่าพรุโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง คุณพุ่ม นั่งกอดเข่าพิงประตูห้องที่ขัง พี่กล้า เอาไว้ มือข้างหนึ่งกำมีดพับแน่นจนเหงื่อซึม อีกข้างลูบไม้กระดานแผ่วเบา "พี่กล้า..." พุ่มกระซิบถามผ่านร่องไม้ "ยังไหวไหม?" เสียงหายใจหอบหนักๆ จากด้านในตอบกลับมา แฮ่ก... แฮ่ก... ตามด้วยเสียงขูดเล็บกับพื้นไม้ แคว่ก... แคว่ก... เป็นจังหวะที่ฟังดูทรมานเหลือแสน "หิว..." เสียงของกล้าลอดออกมา แหบแห้งเหมือนเสียงใบไม้แห้งบดขยี้ "เลือด... กลิ่นเลือด..." พุ่มสะท้านไปทั้งตัว...

บทที่ ๙ : เงามืดที่พระนคร

ณ เรือนท่านเจ้าคุณกรมท่า (บิดาของคุณพุ่ม) ฝั่งพระนคร บรรยากาศภายในเรือนไทยหมู่ใหญ่ที่เคยสงบร่มเย็น บัดนี้ร้อนรุ่มดั่งถูกไฟสุมทรวง บ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันให้ขวักไข่ เสียงร้องไห้กระซิกของบ่าวผู้หญิงดังแว่วมาจากเรือนครัว ผสมปนเปกับเสียงตะคอกด้วยความเดือดดาลบนเรือนใหญ่ "สามวันแล้ว! สามวันเต็มๆ ที่ลูกข้าหายไป!" พระยาบริรักษ์ หรือท่านเจ้าคุณกรมท่า เดินงุ่นง่านไปมาจนพื้นกระดานมันปลาบแทบสึก ท่านหยุดยืนหน้าหน้าต่าง ชะเง้อมองออกไปที่ท่าน้ำเจ้าพระยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวัง "ใจเย็นก่อนเถิดเจ้าคุณ" พระยาพิชัย บิดาของหลวงเทพ และเป็นอธิบดีกรมกองตระเวน นั่งหน้าเครียดอยู่บนตั่ง แย้งขึ้นเบาๆ "ข้าส่งเรือตระเวนออกไปจนสุดเขตอยุธยาแล้ว ทั้งทางลัด ทางคลองซอย ไม่มีร่องรอยเรือล่ม หรือแม้แต่ไม้พายสักอัน" "เรือลำเบ้อเริ่มเท่าน้าน...

บทที่ ๘ : เงาลวงตา

แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังชานเรือนแพ เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายจากค่ำคืนอันบ้าคลั่งได้อย่างชัดเจน รอยเล็บลึกห้าแถวที่กรีดลงบนบานประตูไม้สักนั้นลึกจนเห็นเนื้อไม้สีอ่อนด้านใน เศษไม้ร่วงกราวเกลื่อนพื้น บ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาลของผู้กระทำ หลวงเทพ ยืนกอดอกจ้องมองรอยเล็บนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นโบ "รอยเล็บ... ห้านิ้ว" เขาพึมพำ พลางทาบฝ่ามือตัวเองลงไปเทียบ "ใหญ่กว่ามือคนเกือบเท่าตัว แถมรอยเล็บยังคมกริบเหมือนใบมีดโกน... ไอ้พุ่ม เอ็งยังจะบอกว่านี่คือฝีมือของ 'ของดี' ที่ไอ้กล้ามันเลี้ยงไว้อีกรึ?" คุณพุ่ม นั่งอยู่ไม่ไกล กำลังช่วย แม่หญิงจัน จัดเตรียมสำรับอาหารเช้าที่เหลือเพียงปลาแห้งกับข้าวต้มจางๆ พุ่มเงยหน้ามองรอยนั้นแล้วกลืนน้ำลาย "ก็... ของมันแรง...

บทที่ ๗ : กลิ่นสาบสาง

รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามสอง ความมืดมิดภายนอกหนาทึบราวกับน้ำหมึกที่สาดรดลงมาทั่วป่าพรุ เสียงลมกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านช่องลมไม้กระดาน ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณสัมภเวสีที่โหยหาส่วนบุญ ภายในโถงเรือนแพ แสงเทียนไขเล่มสุดท้ายที่ แม่หญิงจัน จุดไว้เริ่มละลายจนเกือบหมดแท่ง เปลวไฟวูบไหวทอดเงาบิดเบี้ยวไปตามผนังเรือน สร้างภาพหลอนให้จิตใจที่หวาดระแวงอยู่แล้วยิ่งฟุ้งซ่าน หลวงเทพ นั่งขัดสมาธิกอดปืนคาบศิลาอยู่หน้าประตู ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำไม่หยุด "ไอ้กล้ามันจะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรบ้างวะ... เงียบกริบไปนานสองนานแล้ว หรือมันจะโดนคาบไปกินแล้ว?" "ปากหรือนั่นคุณหลวง" คุณพุ่ม สวนกลับทันควัน เขานั่งพิงเสาอยู่ไม่ไกล สายตาจ้องมองบานประตูไม้สักที่ลงกลอนแน่นหนา "คนอย่างพี่กล้า หนังเหนียวยิ่งกว่าควายธนู เอ็งห่วงตัวเองเถิด" "ข้าก็แค่สงสัย..." หลวงเทพหันมาทำตาขวาง "เอ็งดูจะเชื่อใจมันเหลือเกินนะไอ้พุ่ม ทั้งที่มันเป็นคนแปลกหน้า...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img