แดดสายส่องลอดใบมะม่วงลงมากระทบพื้นดินในสวนหลังเรือนท่านเจ้าคุณกรมท่า พี่กล้า ในชุดบ่าวไพร่เต็มยศ (เสื้อผ้าป่านสีขาวกับโจงกระเบนสีทึบ) กำลังกวาดใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น แม้ทุกการขยับตัวจะทำให้แผลที่เอวแปลบปลาบขึ้นมาเหมือนถูกไฟจี้
“ขยันจริงนะพ่อคุณ…”
เสียงทักทายที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง กล้ากำด้ามไม้กวาดแน่น หันกลับไปมองช้าๆ ไอ้สอน ยืนยิ้มเผล่ ถือกรรไกรตัดกิ่งไม้อันใหญ่ไว้ในมือ วันนี้มันไม่ได้นุ่งผ้าเตี่ยวแดงเหมือนเมื่อคืน แต่นุ่งโจงกระเบนสีมอซอเหมือนบ่าวทั่วไป ดูเผินๆ ก็แค่คนสวนร่างเล็กที่ไม่มีพิษมีภัย
“แผลหายดีแล้วรึ?” สอนกระซิบถาม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “ยาของข้าแรงนะ… หรือว่า ‘เลือด’ ของเจ้านายมันดี ยิ่งกินยิ่งฟื้นตัวเร็ว?”
กล้าขบกรามแน่น นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ “อย่ามายุ่งกับข้า… และอย่าแตะต้องคุณพุ่ม”
“อุ๊ย… หวงเจ้าของเสียด้วย” สอนหัวเราะคิกคัก เอาปลายกรรไกรเขี่ยไหล่กล้าเล่น “ทำตัวดีๆ ล่ะไอ้เสือ ถ้ามึงเชื่อง ข้าอาจจะเก็บเรื่องมึงไว้เป็นความลับ… แต่ถ้ามึงคิดผยองเมื่อไหร่…”
ฉับ!
สอนงับกรรไกรตัดกิ่งไม้ขาดสะบั้นในทีเดียว สื่อความหมายชัดเจน
“คุยอะไรกันอยู่รึพี่สอน พี่กล้า?”
เสียงหวานใสของ คุณพุ่ม ดังขึ้นขัดจังหวะ พุ่มเดินลงมาจากเรือนพร้อมกับถาดผลไม้แกะสลัก ใบหน้ายิ้มแย้มสดใส ไม่รู้เลยว่าบรรยากาศตรงหน้ากำลังตึงเครียดเพียงใด
“อ๋อ… กระผมกำลังแนะนำพ่อกล้าเรื่องการตัดแต่งกิ่งไม้น่ะขอรับคุณหนู” สอนเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มประจบสอพลอทันที “พ่อกล้าแกแรงเยอะ เหมาะจะช่วยงานหนักๆ ในสวนขอรับ”
“ดีแล้วล่ะ ช่วยๆ กันนะ” พุ่มหันมายิ้มให้กล้า “พี่กล้า พักมือก่อนเถอะ เดี๋ยวหลวงเทพจะพาแขกมาหา ไปล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวที่เรือนแพริมน้ำนะ”
“แขก?” กล้าเลิกคิ้ว
“ใช่… คนที่จะมาช่วยดู ‘รอยสัก’ ของพี่ไง”
สอนหูผึ่งทันที แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนพิรุธ “งั้นกระผมขอตัวไปรดน้ำต้นไม้ก่อนนะขอรับ”
สอนเดินเลี่ยงออกไป แต่กล้าสัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองตามหลังมา… สายตาของงูพิษที่กำลังจับจ้องเหยื่อ
…
ณ ศาลาริมน้ำ
หลวงเทพ เดินนำชายชราท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งเข้ามา ชายผู้นี้สวมแว่นตาขอบทอง ถือไม้เท้าหัวมังกร และมีลักษณาการของผู้คงแก่เรียน “นี่คือ ท่านขุนวิจิตร อดีตอาลักษณ์หลวง ผู้เชี่ยวชาญด้านตราสัญลักษณ์และพงศาวดารขอรับคุณพุ่ม” หลวงเทพแนะนำ
พุ่มและกล้ายกมือไหว้ทำความเคารพ ท่านขุนวิจิตรรับไหว้ สายตาคมภายใต้แว่นตามองสำรวจกล้าอย่างพินิจพิเคราะห์ “คนนี้รึ… ที่เจ้าเทพว่ามีลายสักประหลาด?”
“ขอรับ” พุ่มพยักหน้าให้กล้า “พี่กล้า… ถอดเสื้อให้ท่านดูหน่อย”
กล้าลังเลเล็กน้อย รู้สึกอายที่จะต้องโชว์เรือนร่างต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่เมื่อเห็นสายตาให้กำลังใจของพุ่ม เขาจึงค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อและถอดออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำที่มีรอยแผลเป็นประปราย และ… รอยสักสีดำสนิทรูป ‘เสือมีปีก’ ที่กลางอก
ท่านขุนวิจิตรขยับแว่นตา ก้มลงมองรอยสักนั้นใกล้ๆ นิ้วมือสั่นเทาค่อยๆ ไล่ไปตามลวดลาย “อักขระล้านนาโบราณ…” ท่านพึมพำ “ลายเส้นวิจิตรบรรจง… ฝีมือช่างหลวงแน่นอน ไม่ใช่ช่างสักตามบ้านนอก”
ท่านขุนเงยหน้ามองกล้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “เจ้าหนุ่ม… พ่อแม่เจ้าเป็นใคร?”
“ข้า… ไม่ทราบขอรับ” กล้าตอบเสียงเบา “แม่ข้าเป็นสาวชาวป่า เก็บข้ามาเลี้ยง… นางบอกแค่ว่าพ่อทิ้งข้าไว้พร้อมรอยสักนี้ แล้วก็หายสาบสูญไป”
“ทิ้งไว้พร้อมรอยสัก…” ท่านขุนส่ายหน้า “รอยนี้ไม่ได้สักกันง่ายๆ ต้องทำพิธีเจ็ดวันเจ็ดคืน… นี่คือตรา ‘พยัคฆ์เวหา’“
“พยัคฆ์เวหา?” หลวงเทพทวนคำ “มันคืออะไรขอรับ?”
“มันเป็นตราประจำตระกูลของ ‘เจ้าเมืองเวียงผาหมอก’ นครรัฐอิสระทางตอนเหนือที่สาบสูญไปเมื่อสามสิบปีก่อน” ท่านขุนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจาก ‘พญาเสือ’ มีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถแปลงกายเป็นเสือได้… แต่เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและเล่นมนตร์ดำ จึงถูกทัพหลวงและหัวเมืองฝ่ายเหนือรุมตีจนเมืองแตก…”
ความเงียบเข้าปกคลุมศาลา ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เมืองแตก…” พุ่มเสียงสั่น “แล้วคนในตระกูล…”
“ตายเกือบหมด…” ท่านขุนถอนหายใจ “ว่ากันว่าเจ้าเมืองหนีเข้าป่าไปพร้อมลูกชายคนเล็กที่เพิ่งคลอด… แต่ก็ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย มีข่าวลือว่าเด็กคนนั้นตายไปแล้ว แต่บ้างก็ว่า… ถูกซ่อนตัวไว้รอวันทวงบัลลังก์คืน”
ท่านขุนมองกล้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… จากมองบ่าวไพร่ กลายเป็นมองผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ “ถ้าเจ้าคือเด็กคนนั้นจริง… เจ้าก็คือทายาทคนสุดท้ายของเวียงผาหมอก”
กล้ายืนตัวแข็งทื่อ ข้อมูลที่ได้รับมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่คนเรือจ้างอย่างเขาจะรับไหว “ข้า… เป็นลูกเจ้าเมือง?” เขาหัวเราะขื่นๆ ในลำคอ “ข้าเนี่ยนะ? ข้าเป็นแค่ตัวประหลาด… เป็นสัตว์ร้ายที่กินเลือดคน”
“สายเลือดนั้นแหละคือหลักฐาน!” ท่านขุนชี้ที่อกกล้า “วิชาสมิงไม่ได้ถ่ายทอดกันง่ายๆ หากไม่ใช่เชื้อไขโดยตรง… เจ้าจงภูมิใจเถิด ถึงนครจะล่มสลาย แต่ศักดิ์ศรีของพยัคฆ์ยังอยู่ในตัวเจ้า”
ทันใดนั้น ลมพายุพัดกรรโชกแรงเข้ามาในศาลา จนข้าวของปลิวว่อน แต่กล้ากลับได้กลิ่น… กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นธูปที่รุนแรงกว่าเดิม
เขาหันขวับไปมองที่พุ่มไม้ด้านหลังศาลา ใบไม้ไหววูบ… ไอ้สอน แอบฟังอยู่ตรงนั้น! และคราวนี้ มันไม่ได้มาแค่สังเกตการณ์… ในมือของมันถือ ‘หน้าไม้’ ที่อาบยาพิษสีเขียวมรกต เล็งตรงมาที่ท่านขุนวิจิตร!
มันต้องการฆ่าปิดปากพยานคนสำคัญ!
“ระวัง!” กล้าตะโกนลั่น ผลักท่านขุนวิจิตรให้ล้มลง ฟุ่บ! ลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเฉียดหัวไหล่ท่านขุนไปปักที่เสาศาลา ไม้เนื้อแข็งตรงนั้นส่งเสียง ฉ่า และเปลี่ยนเป็นสีดำทันที
“มีคนร้าย!” หลวงเทพชักปืนพกออกมา (ปืนสมัยใหม่ที่เพิ่งซื้อมา) ยิงสวนไปที่พุ่มไม้ ปัง!
เงาร่างเล็กของไอ้สอนกระโดดม้วนตัวหนีหายไปอย่างรวดเร็วราวกับนินจา “มันหนีไปแล้ว!” หลวงเทพจะวิ่งตาม
“อย่าตามไป!” กล้าร้องห้าม “มันวางกับดักไว้… ข้าได้กลิ่น”
พุ่มรีบเข้าไปประคองท่านขุนที่หน้าซีดเผือด “ท่านขุนเป็นอะไรไหมขอรับ?” “ข้า… ข้าไม่เป็นไร…” ท่านขุนตัวสั่น “แต่นี่มันเรื่องใหญ่… เรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนที่ไม่ควรชู้ไม่ได้เด็ดขาด!”
กล้ามองไปที่ลูกดอกอาบยาพิษที่ปักคาเสา… ยาพิษชนิดเดียวกับที่ไอ้สอนใช้เมื่อคืน เขาหันมาสบตากับพุ่ม
“ความลับแตกแล้ว…” กล้ากระซิบ “มันรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร… และตอนนี้ มันคงจะเอาเรื่องนี้ไปขายให้ศัตรูของพ่อข้า”
สงครามไม่ได้จบลงที่ในป่า… แต่มันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นกลางพระนคร และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ผสมกับไสยศาสตร์มนตร์ดำ กำลังจะดึงพุ่มและกล้าเข้าสู่วังวนที่อันตรายยิ่งกว่าดงเสือสมิง!


