จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่เหนือยอดพระปรางค์วัดอรุณฯ ทอแสงสลัวลงมายังผืนน้ำเจ้าพระยาที่เงียบสงบ แต่ในเงามืดของตรอกซอกซอย กลับมีความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ
ณ เรือนเล็กท้ายสวน
พี่กล้า สะพายย่ามใบเก่า ใบหน้าเคร่งเครียด เขาตัดสินใจแล้ว… การอยู่ที่นี่ต่อไปมีแต่จะนำภัยมาสู่ คุณพุ่ม และท่านเจ้าคุณ หากความจริงเรื่องที่เขาเป็น “ทายาทกบฏ” รู้ไปถึงหูคนในวัง ตระกูลบริรักษ์อาจถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรในข้อหาให้ที่พักพิงแก่ศัตรูแผ่นดิน
“ข้าต้องไป…” กล้ากระซิบสั่งลาความอบอุ่นในห้องนี้ “ขอโทษนะขอรับคุณพุ่ม”
เขาเปิดหน้าต่าง เตรียมจะกระโจนหนีไปในความมืด แต่ทันทีที่เท้าแตะขอบหน้าต่าง… ปลายดาบเล่มงามก็พาดมาขวางหน้าคอหอย!
“จะหนีไปไหนเจ้าเสือโง่?”
กล้าชะงักเงยหน้ามอง คุณพุ่ม ที่ยืนดักรออยู่บนกิ่งมะม่วงใหญ่ข้างหน้าต่าง ในชุดทะมัดทะแมงสีเข้ม พร้อมด้วย หลวงเทพ ที่นั่งห้อยขาอยู่อีกกิ่งหนึ่ง เดาะลิ้นอย่างขัดใจ
“ข้ากะแล้วว่าเอ็งต้องคิดสั้น” หลวงเทพกระโดดลงมาตุ้บ ยืนขวางทางหนี “เอ็งคิดว่าพวกข้าโง่รึ? พอรู้ความจริงปุ๊บ เอ็งก็จะหนีปั๊บ ตามบทพระเอกลิเกเปี๊ยบ”
“คุณหลวง… คุณพุ่ม…” กล้าหน้าเสีย “แต่ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ ข้าเป็นตัวกาลกิณี…”
“หยุดพูด!” พุ่มกระโดดลงมาบ้าง (แม้จะลงไม่สวยเท่าหลวงเทพแต่ก็พยายามทรงตัวให้ดี) เดินตรงเข้ามาจับแก้มกล้าบีบจนปากจู๋ “ใครอนุญาตให้พี่ไป? ข้าบอกแล้วไงว่าพี่เป็นคนของข้า ปัญหาของพี่ก็คือปัญหาของข้า!”
“แต่ไอ้สอนมันรู้ความลับ… มันจะเอาไปฟ้องนายมัน!” กล้าพยายามเถียงเสียงอู้อี้
“ก็เพราะมันรู้น่ะสิ เราถึงต้องจับตัวมันมาให้ได้ก่อนที่มันจะคาบข่าวไปบอกใคร!” พุ่มปล่อยมือ แววตามุ่งมั่น “ข้าให้หลวงเทพวางสายสืบไว้แล้ว… ไอ้สอนมันยังไม่ออกจากละแวกนี้ มันกำลังรอ ‘ส่งข่าว’ ให้ใครบางคนที่ท่าน้ำวัดระฆังคืนนี้”
กล้าเบิกตากว้าง “คืนนี้?”
“ใช่” หลวงเทพควงดาบ “เราจะไปดักตบกบาลมันที่นั่น แล้วลากคอมันมาถามให้รู้ดำรู้แดงว่า ‘นาย’ ของมันเป็นใคร… เอ็งจะไปด้วยไหม? หรือจะหนีหางจุกตูดไปคนเดียว?”
กล้ามองหน้าเพื่อนตายและคนรัก ความลังเลมลายหายไป แทนที่ด้วยความฮึกเหิม “ไปขอรับ… ข้าจะล่ามันด้วยมือข้าเอง”
…
ณ หลังคาเรือนแถว ตลาดท่าเตียน
เงาร่างสามร่างวิ่งลัดเลาะไปตามสันหลังคาเรือนไทยอย่างคล่องแคล่ว (โดยเฉพาะกล้า) กล้าวิ่งนำหน้าด้วยสี่เท้าในท่ากึ่งหมอบคลาน รวดเร็วและเงียบกริบราวกับแมวป่า กระเบื้องหลังคาแทบไม่ส่งเสียงลั่นเมื่อเขาเหยียบผ่าน หลวงเทพและพุ่มวิ่งตามหลังมาติดๆ แม้จะช้ากว่าแต่ก็อาศัยความชำนาญพื้นที่
“นั่นไง!” กล้าหยุดกึก ชี้มือไปที่เงาตะคุ่มบนยอดเจดีย์วัดร้างริมน้ำ ร่างเล็กของ ไอ้สอน กำลังผูก ‘นกพิราบสื่อสาร’ เตรียมจะปล่อย
“ไอ้สอน!” หลวงเทพตะโกนลั่น
สอนสะดุ้งโหยง หันมาเห็นพวกเขาก็แสยะยิ้ม “กัดไม่ปล่อยจริงๆ นะพวกมึง!” มันปล่อยนกพิราบให้บินขึ้นฟ้า พั่บๆๆ แล้วกระโดดหนีไปทางหลังคาโบสถ์
“นก!” พุ่มร้อง “ต้องยิงนกตัวนั้น! มันมีจดหมาย!”
“ข้าจัดการเอง!” หลวงเทพยกปืนพกขึ้นเล็ง แต่มุมยิงลำบากเกินไป “บ้าเอ๊ย! มืดตึ๊ดตื๋อ!”
“พี่กล้า!” พุ่มหันไปหากล้า
กล้าพยักหน้ารู้กัน เขาไม่ได้วิ่งตามสอน แต่เขาวิ่ง ไต่เสา ธงหน้าวัดขึ้นไปด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงยอดเสา… เขากระโจนสุดแรงเกิดลอยตัวกลางอากาศราวกับเหาะเหินเดินอากาศ!
มือหนาที่มีกรงเล็บงอกยาว ตะปบเข้าที่นกพิราบเคราะห์ร้ายตัวนั้นกลางอากาศอย่างแม่นยำ! หมับ! กล้าม้วนตัวลงพื้นดิน ตุ้บ! พร้อมนกในกำมือ
“เยี่ยม!” พุ่มร้องเชียร์
แต่ ไอ้สอน ที่เห็นแผนพังทลาย มันไม่หนีแล้ว… มันชักมีดหมอคู่ออกมา แล้ววิ่งย้อนกลับมาทางหลังคาโบสถ์ หมายหัวคุณพุ่ม! “ถ้าส่งข่าวไม่ได้… กูฆ่าทิ้งแม่งให้หมดเลยแล้วกัน!”
“พุ่ม! ระวัง!” หลวงเทพอยู่ไกลเกินไป
สอนกระโดดลอยตัว เงื้อมีดเตรียมแทงพุ่มที่ยืนอยู่บนระเบียงกุฏิ พุ่มชักมีดพับเล่มจิ๋วขึ้นมาป้องกันตัวด้วยมือสั่นเทา
โฮกกกกกก!!!
เสียงคำรามสนั่นหวั่นไหว! กล้า (ที่อยู่บนพื้น) ไม่ได้ปีนกลับขึ้นมา… แต่เขา กระโดด ทีเดียวจากพื้นดิน พุ่งทะยานขึ้นสู่หลังคาชั้นสองราวกับติดปีกสมชื่อ ‘พยัคฆ์เวหา’!
เขาพุ่งเข้ากระแทกร่างของสอนกลางอากาศอย่างแรง จนทั้งคู่กลิ้งหลุนๆ ไปบนหลังคาโบสถ์ กระเบื้องแตกกระจายเสียงดังสนั่น
“ไอ้สมิงนรก!” สอนถีบกล้ากระเด็น แล้วปามีดสั้นใส่อกกล้า กล้าใช้มือเปล่าปัดมีดทิ้ง เคร้ง! แล้วพุ่งเข้าประชิดตัว ใช้เข่ากระแทกท้องน้อยสอนจนจุกตัวงอ ก่อนจะจับคอเสื้อสอนเหวี่ยงกระแทกกับช่อฟ้าใบระกา
“อั้ก!” สอนกระอักเลือด แต่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ มันล้วงมือเข้าไปในย่าม ควัก ‘ระเบิดควัน’ ออกมา ตูม! ควันสีม่วงฉุนกึกฟุ้งกระจายไปทั่วหลังคา
“แค่กๆ! พิษ! มันใช้พิษ!” หลวงเทพตะโกน เอาผ้าปิดจมูก
ในควันโขมง สอนฉวยโอกาสจะแทงทีเผลอใส่กล้าที่ตาพร่ามัว แต่คราวนี้… กล้าไม่ได้ใช้ตา เขาหลับตาลง… หูขยับฟังเสียงฝีเท้า… จมูกดมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นความกลัว
ฟุ่บ!
กล้าเบี่ยงตัวหลบมีดเพียงนิดเดียว แล้วสวนหมัดเข้าที่ปลายคางของสอนเต็มเหนี่ยว ผัวะ! สอนหน้าหงาย ฟันหักกระเด็น ร่างลอยละลิ่วตกลงจากหลังคาโบสถ์สูงสามวา
ตูม!
ร่างของนักฆ่าตกลงไปในคลองข้างวัด น้ำแตกกระจาย
“ตามไปดู!” หลวงเทพรีบวิ่งลงบันไดท่าน้ำ
กล้ากระโดดตามลงมาทันที ส่องสายตาฝ่าความมืดมองหาคนร้าย แต่น้ำในคลองนิ่งสนิท… มีเพียงฟองอากาศและเลือดสีจางๆ ลอยฟฟ่อง “มันหนีไปแล้ว…” กล้ากัดฟัน “ดำน้ำเก่งยังกะปลาไหล”
พุ่มวิ่งกระหืดกระหอบตามลงมา พร้อมกับนกพิราบที่ตายแล้วในมือ “พี่กล้า! เป็นอะไรไหม?”
“ข้าไม่เป็นไร…” กล้ามองไปที่ผิวน้ำด้วยความเจ็บใจ “แต่ข้าจับมันไม่ได้”
“ช่างมันเถอะ อย่างน้อยเราก็ได้เจ้านี่มา” พุ่มชูขานกที่มีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ผูกติดอยู่ “หลักฐานชิ้นสำคัญ”
หลวงเทพเดินเข้ามา แกะกระบอกไม้ไผ่ออก แล้วดึงกระดาษม้วนเล็กๆ ออกมาอ่านใต้แสงจันทร์ ข้อความในกระดาษเขียนด้วยรหัสลับ แต่มีตราประทับสีแดงที่คุ้นตา
“นี่มัน…” หลวงเทพหน้าซีดเผือด
“ตราอะไร?” พุ่มชะโงกหน้าดู
“ตรา ‘คชสีห์ถือดอกบัว’…” หลวงเทพกลืนน้ำลาย “ตราประจำตัวของ พระยาไกรสีห์“
“พระยาไกรสีห์…” พุ่มทวนชื่อเสียงสั่น “เจ้ากรมกลาโหม… ผู้ที่เคยนำทัพไปปราบเมืองเวียงผาหมอกเมื่อสามสิบปีก่อน!”
กล้ายืนนิ่งงัน ความจริงกระแทกหน้าเขาอย่างจัง ศัตรูของเขาไม่ใช่แค่นักฆ่าปลายแถว… แต่เป็นขุนนางระดับสูงที่มีอำนาจล้นฟ้าในแผ่นดิน! ผู้ที่จองเวรตระกูลเขามาตั้งแต่รุ่นพ่อ
“มันยังไม่จบ…” กล้ากำหมัดแน่น แววตาลุกโชนด้วยไฟแค้น “มันยังตามล่าสายเลือดข้าไม่เลิก”
“และเราก็จะไม่ยอมให้มันล่าฝ่ายเดียว” พุ่มวางมือทับมือกล้า “เรามีจดหมายนี้… ถึงจะเป็นรหัสลับ แต่พ่อข้ากับพ่อหลวงเทพน่าจะช่วยแกะรอยได้”
“กลับบ้านกันเถอะ” หลวงเทพเก็บจดหมายลงอกเสื้อ แววตามุ่งมั่น “สงครามนี้เพิ่งจะเริ่มต้น… และงานนี้คงต้องเล่นกันถึงฎีกา!”
เงาของทั้งสามทอดยาวไปบนพื้นวัดเคียงข้างกัน สมิงหนุ่ม… คุณชายนักปราชญ์… และนายตำรวจมือปราบ พันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในพระนคร ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางเงามืดของอำนาจและการล้างแค้น


